Tuesday, December 22, 2020

naughty

#โอกาสที่ถูกปิดกั้น

หมอมีประสบการณ์ในห้องตรวจกับเด็กชายวัย 7 ขวบ ที่น่าสนใจเลยอยากเอามาเล่าให้ฟังค่ะ 

การตรวจเริ่มต้นขึ้นด้วย 

"อย่าหยิบลูก นี่ของคุณหมอ"
"นี่เล่นไม่ได้นะ อย่าซน"
"จะลุกทำไม นั่งเฉยๆ ได้มั่งมั้ยเนี่ย เดี๋ยวก็ให้หมอฉีดยาซะเลย"
"ซนมากกกค่ะหมอ ไม่รู้เป็นสมาธิสั้นรึเปล่า"

ตลอดเวลาไม่ถึง 5 นาที ที่มีเสียงคุณแม่คอยกำกับพฤติกรรมของลูกอยู่ตลอด 

"เสียง" ที่ก็ไม่สามารถหยุดพฤติกรรมอะไรได้จริง
และเป็น "เสียง" ที่อาจบั่นทอน "ตัวตน" ของลูกซ้ำๆ

ในจังหวะที่เด็กชายยื่นมือมาจับที่หูฟังของหมอที่วางอยู่บนโต๊ะ หมอก็คว้าหูฟังไว้ และบอกว่า 

"หนูสนใจหูฟังหรอจ๊ะ รู้มั้ยมันเอาไว้ทำอะไร"
"เอาไว้ฟังหัวใจ"
"ใช่ เก่งมากจ้ะ หนูคงอยากเล่น แต่ของตรวจของหมอจะหยิบเล่นเองไม่ได้นะ"
"ผมขอจับดูได้มั้ย"
"ดีมากเลยจ้ะ ที่หนูรู้จักขอก่อน อยากฟังหัวใจแม่มั้ย ลองฟังดูสิ"
แล้วเด็กชายก็ใส่หูฟัง ฟังเสียงตุ๊บๆ ของหัวใจแม่ และขอมาฟังเสียงหัวใจหมออย่างตื่นเต้น

ต่อมาเด็กชายก็หันไปหยิบ สำลีแอลกอฮอล์ที่อยู่ในแพค 
"นี่อะไรครับ หยิบดูได้มั้ย"

ยังไม่ทันตอบ เสียงแม่ก็ดังขึ้น "อย่าเล่น เล่นไม่ได้"

"ดีมากเลยที่หนูรู้จักถามก่อน แล้วหนูคิดว่ามันคืออะไรจ๊ะ"

เด็กชายใช้ความคิด ทายว่าเป็นนู่นนี่อยู่พักใหญ่ ขณะทาย หมอก็ชมว่าเค้ามีความคิดสร้างสรรค์ที่ดีมาก มันคล้ายอะไรที่เค้าว่าจริงๆ 

สุดท้าย... หมอเฉลยว่ามันเป็นสำลีแอลกอฮอล์ 

พอดีกับเหลือบไปเห็นรอยปากกาที่โซฟา เลยถามเด็กว่า "ลองช่วยหมอลบหน่อยได้มั้ย มีเด็กมาขีดไว้โซฟาเลอะเลย"
"ผมเปล่าทำนะ"
"จ้ะ หมอรู้จ้ะ แค่อยากให้ช่วยลบหน่อย ลองดูซิว่าแอลกอฮอล์มันจะใช้ลบปากกาได้มั้ย"

แล้วเด็กชายก็กุลีกุจอ ยืนขัดรอยปากกาด้วยแอลกอฮอล์อยู่นานสองนาน จนนักศึกษาแพทย์ สามารถซักประวัติกับคุณแม่จนเสร็จ 

"ลบไม่ออก ไม่น่าเอาปากกามาขีดเลย โซฟาหมอเสียหมด"
"ช่าย หมอก็เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าปากกาขีดโซฟาแล้วเลอะบางทีจะลบไม่ออก นึกว่าจะลบได้"
"ต้องคอยระวังไม่เอาปากกาไปขีดโซฟา"
"จริงเลยจ้ะ"

แล้วการตรวจที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายในตอนแรก ก็จบลงด้วยเสียงที่ดังขึ้น ก่อนออกจากห้อง

"แม่ครับๆๆๆ"....

"ผมอยากเป็นหมอ"

หมอเอาเรื่องนี้มาเล่า เพราะประโยคสุดท้ายก่อนออกจากห้องของคนไข้ หมอเชื่อว่ามันสอนอะไรพ่อแม่หลายอย่าง

ในชีวิต ไม่รู้กี่ครั้งที่เรา "ปิดกั้นการเรียนรู้" ของลูก ด้วยเสียงบ่น ห้าม ต่อว่า 

การห้าม การบ่น ที่ไม่ช่วยพัฒนาอะไร และยังปิดกั้นการเรียนรู้มากมายที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

การต่อว่า ที่ลดความนับถือในตัวเองของเด็กคนหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในขณะที่...

การตั้งคำถาม... ทำให้เกิดการคิดวิเคราะห์และเรียนรู้
การให้ลงมือทำ... ช่วยสร้างความนับถือตัวเอง
การเปิดโอกาส... ทำให้เด็กได้ค้นพบโอกาส
การปล่อยให้เรียนรู้จากผลลัพธ์... ที่สอนเด็กมากกว่าคำพูด

และวิธีเหล่านี้ก็เป็นวิธีที่ช่วยปรับปรุงพฤติกรรมของลูกได้เช่นกัน

รักลูก... นอกจากการคอยห้าม ลองมองหาวิธี ที่จะช่วยลูกให้เรียนรู้และเติบโตขึ้นกันนะคะ

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน 

https://m.facebook.com/takekidswithus/photos/a.1383694941947854/1732333073750704/?type=3

Saturday, December 19, 2020

6-year-old boy

คุณพ่อพาลูกสองคนไปเล่นมินิกอล์ฟ

“ค่าตั๋วเท่าไหร่ครับ” พ่อถามเด็กขายตั๋ว

“ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 6 ขวบขึ้นไป 100 บาท เด็กกว่านั้นฟรีครับพี่”

“คนเล็กผม 4 ขวบ คนโตผมเพิ่ง 6 ขวบ งั้นผมต้องจ่าย 300 บาทสินะ”

“จริงๆ ถ้าพี่บอกผมว่าคนโตอายุยังไม่ถึง 6 ขวบก็ได้นะ ยังไงผมก็ดูไม่รู้อยู่แล้ว”

“ใช่...แต่ลูกผมรู้นี่”


https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=230492681768939&id=100044246268437

Thursday, December 17, 2020

80-20

"กฏของพาเรโต"

ในปี 1895 วิลเฟรโด พาเรโต นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลี่ยนได้สร้างกฏแห่งความสมดุลที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่มีความสำคัญและสิ่งที่ไม่มีความสำคัญเอาไว้อย่างเฉียบคม กฎดังกล่าวอธิบายถึง สิ่งที่มีประโยชน์จะมีอยู่เป็นจำนวนที่น้อยกว่าสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ซึ่งมีจำนวนที่มากกว่า ในอัตราส่วน 20 ต่อ 80 หรือ ที่เรียกกันว่า กฎ 80/20 นั่นเอง 

ข้อผิดพลาดในการผลิตหรือของมีตำหนิผิดพลาดจากการผลิต 20% นั้น เป็นปัญหา 80% ของปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด 

ในร้าน 7-11 มีสินค้าเป็นจำนวนมากหลายพันรายการ แต่รายได้กว่า 80% กลับมาจากรายการสินค้าเพียง 20% จากรายการสินค้าทั้งหมดที่วางขาย

เสื้อผ้าทั้งหมดของเรา จะมีตัวเก่งที่เราสวมใส่ประจำอยู่เพียงไม่กี่ตัวหรือเพียง 20 % เท่านั้นเอง 

หากเราจะอ่านหนังสือสอบ จะมีเนื้อหาเพียง 20 % ในเล่มเท่านั้นที่ออกข้อสอบ แต่ประเด็นสำคัญคือ เนื้อหาส่วนนี้อยู่ที่ไหนของเนื้อหาทั้งหมดภายในเล่ม

คนที่เจริญก้าวหน้าซึ่งเป็น 20% ของคนทั้งหมด จะมีลักษณะจดจ่ออยู่กับกิจกรรมที่ไปสู่จุดมุ่งหมายหลักของชีวิต ทำในสิ่งที่ต้องทำหรือทำให้รู้สึกดี อาจจะทำในสิ่งที่ไม่ต้องการบ้าง แต่ทำเพราะว่ามันเป็นหนทางไปสู่เป้าหมายภาพรวมที่หวังไว้ สามารถหาคนทำในสิ่งที่ไม่อยากทำหรือไม่ถนัดที่จะทำได้ และสุดท้ายคือ มีความสุขที่ได้ทำ ส่วน 80% ที่เหลือ จะทำงานอยู่กับสิ่งที่คนอื่นต้องการให้ทำ แต่ตัวเองไม่ได้มีส่วนลงทุนอะไรตรงนั้นเลย

เมื่อใดก็ตามที่คุณเผชิญหน้ากับงานที่ยากลำบาก ขอให้สร้างทางเลือกในรูปแบบของกฏพาเรโตไว้ในใจโดยการถามตัวเองก่อนว่า สิ่งไหนที่เราควรจะเน้นเป็นอันดับแรก หลีกเลี่ยงการเลือกลำดับที่สอง แต่ให้กำหนดเป็นเป้าหมายที่สองแทน เพราะการมีตัวเลือกมาก อาจทำให้เราสับสันและไม่แน่ใจในตนเอง ฉะนั้นการจำกัดทำให้มันแคบลง จะช่วยให้เรามองเห็นวิถีทางที่ควรไปและสำคัญมากที่สุดครับ

https://m.facebook.com/wirodePAG/photos/a.1636356973256434/1965094407049354/

Saturday, November 21, 2020

Understand kids unhappyness

เมื่อลูกมาเล่าความทุกข์ให้ฟัง สิ่งที่พ่อแม่สามารถแสดงความเข้าใจ ประกอบด้วย

• เข้าใจความรู้สึก (โกรธ เสียใจ เศร้า ผิดหวัง อาย ฯลฯ)
เช่น “ลูกคงโกรธน้องมากที่ น้องทำอย่างนั้น”

• เข้าใจการรับรู้และมุมมอง
เช่น “ลูกคงคิดว่าแม่ไม่ยุติธรรมใช่มั้ย”

• เข้าใจความต้องการ (ความรัก ความสนใจ การยอมรับ ความเข้าใจ การให้เกียรติ ความเชื่อใจ ฯลฯ)
เช่น “ลูกคงจะอยากให้เพื่อนนึกถึงหนูให้มากกว่านี้ใช่มั้ย”

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=849208468593855&id=257704944410880

Friday, November 6, 2020

The Real-Life MBA

แจ็ก เวลช์ เป็นผู้บริหารชาวอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการขึ้นมาเป็น CEO ของบริษัท General Electric หรือ ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “GE” ในช่วงปี 1981-2001 

เขาเป็นคนที่นำพาบริษัทที่ถูกมองว่ากำลังอยู่ในยุคตกต่ำ ผงาดสู่การเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกได้สำเร็จครั้งแรกในปี 1994 และแข่งกันขึ้นครองตำแหน่งนี้กับ Microsoft จากนั้นมาอีกเป็นเวลาหลายปี

แจ็ก เวลช์ ได้แชร์แนวคิดในการเป็นผู้นำของเขาไว้ในหนังสือชื่อ “The Real-Life MBA” 
ซึ่งสรุปได้เป็นแนวคิดง่ายๆ 5 ข้อ คือ

1.ใส่ใจลูกทีมให้มาก
ผู้นำคือคนที่ต้องออกไปทำความรู้จักผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองให้ดี 
ผู้นำที่ใส่ใจ เปรียบเหมือนโค้ชที่ยืนอยู่ข้างสนาม เพื่อติดตามการแข่งขันของลูกทีม และตื่นเต้นไปด้วยเสมอเมื่อลูกทีมทำผลงานในสนามได้ดี

2.อธิบายให้ลูกทีมเข้าใจว่ากำลังทำงานไปเพื่ออะไร
ผู้นำต้องทำหน้าที่กำหนดเป้าหมายให้กับทีม
รวมถึงต้องอธิบายลูกทีมให้ชัดเจนว่า จุดไหนคือจุดที่เรากำลังไป
การทำแบบนี้ จะช่วยให้คนในทีมมีจุดโฟกัสในการทำงาน และรู้ว่าความหมายของสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

3.คอยกำจัดอุปสรรคที่ขวางทางลูกทีม
ผู้นำต้องคอยขจัดกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือเงื่อนไข
ที่ทำให้การทำงานของลูกทีมเป็นเรื่องยาก

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนในทีมคิดค้นวิธีการทำงานที่ดีกว่า มีประสิทธิภาพกว่า แต่ติดเรื่องข้อกำหนดเดิมๆ ผู้นำก็ต้องทำหน้าที่กำจัดข้อกำหนดเหล่านั้นออกไป เพื่อให้ลูกทีมทำงานได้ง่ายขึ้น

4.แสดงถึงความใจกว้าง
ความใจกว้างที่ว่านี้ แสดงออกได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การชมเชย การขึ้นเงินเดือน หรือการให้โบนัส เมื่อลูกทีมทำผลงานที่ดีให้กับทีมและองค์กร

5.ทำให้ลูกทีมมั่นใจว่าการทำงานเป็นเรื่องสนุก 
เช่น กล่าวชมเวลาลูกทีมบรรลุเป้าหมายย่อยๆ, สนับสนุนให้แสดงความเห็นกันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างอารมณ์ขัน และปล่อยให้ลูกน้องเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ไม่ตีกรอบ เพื่อไม่ให้ให้บรรยากาศในที่ทำงานตึงเครียดเกินไป

จะเห็นว่า แก่นของแนวคิดทั้ง 5 ข้อที่ว่ามาของ แจ็ก เวลช์
คือการเข้าใจเป้าหมาย ความต้องการ และความท้าทาย ของลูกทีมหรือคนในองค์กรที่เขาบริหาร
ซึ่งแนวคิดแบบนี้ คือลักษณะของกระบวนคิดแบบ “Outward Mindset”

ทั้งหมดที่ว่ามา ก็คือเคล็ดลับการบริหารคนในแบบฉบับของ แจ็ก เวลช์
ที่พลิกฟื้น และนำความสำเร็จมาสู่องค์กรได้ดั่งร่ายมนตร์
จนทำให้เขาได้รับฉายาว่า “พ่อมดด้านการบริหาร” นั่นเอง..

ที่มา
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3733568990016336&id=1503860816320509

Sunday, October 18, 2020

Organizational Culture

ชนเผ่า (Tribal Culture)

เป็นวัฒนธรรมที่เน้นเรื่องความสัมพันธ์และมิตรภาพระหว่างกัน โดยเชื่อว่ามันจะเป็นคำตอบขององค์กรในระยะยาว คนในองค์กรแนวนี้จะมีสิ่งที่คล้ายๆกันทั้งในเชิงพฤติกรรมและวิธีคิด พูดง่ายๆคือการอยู่กันแบบครอบครัวที่มีผู้บริหารห่วงใยพนักงานวางตัวเป็นโค้ชมากกว่าเป็นบอส ค่านิยมหลักมักจะเป็นในแนว collaboration, participation และ inclusion การตัดสินใจต่างๆจะอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยและการเห็นพ้องต้องกันเป็นหลัก ตัวอย่างขององค์กรแนวนี้คือ Airbnb, Southwest Airline และ Zappos

.

สร้างสรรค์ (Creative Culture)

คือวัฒนธรรมองค์กรแบบ ไอเดียเป็นใหญ่ โดยไม่เกี่ยวกับลำดับขั้นในองค์กร การมองหาสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าเป้น DNA ของเผ่าพันธ์นี้ ผู้บริหารมักจะเป็นผู้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่และวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลซึ่งจะต้องเดินทางผ่าน disruption และ transformation ลูกแล้วลูกเล่า ทุกคนในองค์กรจึงถูกปลูกฝังวิธีคิดแบบลองผิดลองถูก ล้มเหลวได้ เสี่ยงได้ เพื่อจะนำมาซึ่งนวัตกรรม องค์กรลักษณะนี้ได้แก่ tech startup ที่ประสบ
ความสำเร็จส่วนใหญ่ รวมถึงองค์กรอย่าง Pixar และ Apple 

.

ควบคุม (Controlling Culture)

เป็นรูปแบบที่เชื่อเรื่องการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่มาจากผู้นำซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางที่ชัดเจนในเกือบทุกเรื่องในองค์กร คาดหวังให้ผู้คนทำตามกฏระเบียบและหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด มุ่งเน้นด้านความมีประสิทธิภาพมากกว่านวัตกรรมใหม่ๆ การตัดสินใจเป็นไปโดยคนไม่กี่คนข้างบนผ่านการใช้อำนาจตามตำแหน่งงาน ค่านิยมหลักๆขององค์กรแนวนี้ได้แก่ deliberative ตัวอย่างองค์กรเหล่านี้ได้แก่ หน่วยงานราชการต่างๆ

.

แข่งขัน (Competitive Culture)    

ความสำเร็จเท่านั้นที่เป็นคำตอบ น่าจะเป็นนิยามที่ชัดเจนขององค์กรแนวนี้ การทำงานแบบเน้นผลลัพธ์ในกลุ่มคนที่ถูกจูงใจด้วยเป้าหมายและความทะเยอทะยาน ทุกคนมีแนวคิดแบบแข่งขันและท้าทายกันและกัน การอยู่ร่วมกันจะเป็นแบบเป็นการเป็นงานและเน้นการพูดคุยเรื่องงานเป็นหลัก ผู้บริหารจะเป็นนักกลยุทธ์ที่นำทิศทางองค์กรในแบบของตนตามคัวชี้วัดที่ออกแบบมาค่อนข้างชัดเจนทุกมิติเพื่อวัดความสำเร็จ องค์กรที่มีวัฒนธรรมลักษณะนี้ได้แก่ Netflix และ Amazon 

.

ไม่มีวัฒนธรรมที่ถูกและผิด แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับบริบทและความเชื่อของผู้ก่อตั้ง องค์กรที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องมีวัฒนธรรมในแบบเดียวกัน ที่เห็นได้ชัดคือ Pixar และ Netflix ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่ก็ต่างประสบความสำเร็จอย่างมากมาย และที่สำคัญองค์กรมักจะมีส่วนผสมวัฒนธรรมมากกว่าหนึ่งรูปแบบ

-------------------

เราสามารถแบ่งวัฒนธรรมองค์กรได้เป็น 4 แบบจากแกนสองแกนดังนี้
• สนใจเรื่องภายในและการบูรณาการ หรือ สนใจเรื่องภายนอกและการสร้างความแตกต่าง ( internal focus/external focus)
• ความมั่นคงและการควบคุม หรือ ความยืดหยุ่นและการยึดวิจารณญาณ (Adaptive/Predictable) 
และเมื่อสองแกนนี้ตัดกันเราจะได้ วัฒนธรรมทั้งสี่ประเภท


ที่มา https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=349897919774561&id=108440997253589

Saturday, October 17, 2020

God and Stones

เย็นวันหนึ่ง ในขณะที่พวกเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์กำลังเตรียมตั้งกระโจมทำการพักผ่อนนอนหลับ
มีเทพเจ้าก็ปรากฏกายขึ้น

พวกคนเร่ร่อนรีบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างนอบน้อม

เทพเจ้าพูดกับคนเหล่านั้นว่า

“พรุ่งนี้ เวลาเดินทาง เจอก้อนหินที่ไหนก็ให้เก็บใส่กระเป๋ามากๆ
ตกกลางคืน พวกเจ้าจะมีความสุขสุดๆ แต่ขณะเดียวกัน พวกเจ้าจะมีความทุกข์ด้วย”

พูดจบ เทพเจ้าก็หายไป เหล่าสาวกต่างผิดหวังไปตามๆกัน
พวกเขาคิดว่าเทพเจ้าจะนำโชคก้อนใหญ่มาให้พวกเขาเสียอีก ที่
ไหนได้ เทพเจ้ากลับสั่งให้พวกเขาทำงานบ้าๆ บอๆ ชิ้นหนึ่ง

เช้าวันรุ่งขึ้น แม้พวกเขาจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเทพเจ้า
พวกเขาหลับหูหลับตาเก็บก้อนหินก้อนเล็กๆ ใส่กระเป๋าไปตามเรื่อง
แล้ววันนั้นก็ผ่านไปอย่างเซ็งๆ

ตกเย็น ได้เวลาที่พวกเขาจะต้องกางเต็นต์นอนพักกันแล้ว
มีคนล้วงก้อนหินในกระเป๋าออกมาดูโดยมิได้ตั้งใจ ปรากฏว่าหินในกระเป๋ากลายเป็นทองคำ

พวกเขาดีใจมาก แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็รู้สึกเสียใจเป็นที่สุดที่มิได้เก็บก้อนหินใส่กระเป๋าให้มากกว่านี้

-----

หนึ่งในวิธีการตีความนิทานเซนนี้ คือ เทพเจ้า = หัวหน้า, คนเร่ร่อน = ลูกน้อง

ที่มา https://www.facebook.com/anontawongblog/posts/1784284981730608

Employee XY

แบบ X: เราไม่ชอบทำงานและอยากจะหลีกเลี่ยงงานให้ได้มากที่สุด
แบบ Y: เราเชื่อว่างานและมนุษย์เป็นของคู่กัน และการทำงานนั้นช่วยเติมเต็มเราได้

คนส่วนใหญ่จะบอกว่าตัวเองเป็นคนพันธุ์ Y

แต่ถ้าเราถามว่านโยบายของบริษัทที่เราคุ้นเคยนั้นมองพนักงานเป็นคนแบบไหน
คำตอบก็คือพนักงานมักจะถูกมองว่าเป็นคนพันธุ์ X ที่พร้อมจะอู้งานและเอาเปรียบบริษัทได้ทุกเมื่อ

บริษัทส่วนใหญ่เชื่อใน Theory X และคิดว่าพนักงานต้องถูกขับเคลื่อนด้วยรางวัลและการลงโทษ

บริษัทที่เชื่อว่าพนักงานของตนเป็นคนพันธุ์ Y ที่มีศักดิ์ศรีของคนทำงาน
จะไม่มีกฎเกณฑ์ยุ่บยั่บ เพราะเชื่อว่าพนักงานส่วนใหญ่มีวิจารณญาณที่ดีกันอยู่แล้ว

ที่มา https://www.facebook.com/anontawongblog/posts/1786342624858177

Friday, October 16, 2020

Learn to take “No” as a question.

เวลาโดนปฏิเสธ แทนที่จะจมจ่อมกับความรู้สึกเฟลๆ

ให้มองว่าคำปฏิเสธนั้นคือประโยคคำถาม

ถ้าขายของแล้วเขาไม่ซื้อ แสดงว่าลูกค้ากำลังถามว่า ของชิ้นนี้มันจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไง
ราคานี้คุ้มค่าแล้วจริงหรือ เขาจะโดนหลอกรึเปล่า

ถ้าเสนอโปรเจ็คแล้วเจ้านายไม่อนุมัติ แสดงว่าเจ้านายก็มีคำถามเหมือนกัน
ว่าโปรเจ็คนี้จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง ใช้เวลามากเกินไปรึเปล่า
ถ้าผิดพลาดขึ้นมาแล้วเขาจะอธิบายข้างบนยังไง

ถ้าจีบสาวแล้วเขาไม่สน คำถามที่เขามีก็คือเราเหมาะกับเขาตรงไหน
เดินกับเราแล้วเขาจะภูมิใจหรือจะอาย คบกับเราแล้วจะดีกว่าอยู่คนเดียวยังไง

เมื่อมองดีๆ คำถามเหล่านี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร หน้าที่ของเราคือเตรียมคำตอบให้ดีสำหรับโอกาสถัดไป

แล้วความผิดหวังจะเป็นตัวผลักดันให้เราดีกว่าเดิม ของที่เคยขายไม่ได้ก็จะเริ่มขายได้
โปรเจ็คนี้ไม่อนุมัติแต่โปรเจ็คหน้าก็อาจจะอนุมัติ สาวคนนี้ไม่สนแต่คนถัดไปอาจจะสนใจเราก็ได้

เมื่อรู้จักเปลี่ยนประโยคปฏิเสธเป็นประโยคคำถาม เราก็จะเป็นมิตรกับความผิดหวังได้มากขึ้นครับ

ที่มา https://www.facebook.com/anontawongblog/posts/1790165814475858

Value

 ลูกสาวเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยม

“เพื่อฉลองลูกเรียนจบ พ่อจะยกรถของพ่อให้คันนึง แต่ก่อนอื่นพ่ออยากให้ลูกเอารถคันนี้ไปตีราคาที่เต็นท์รถมือสองให้พ่อหน่อย”

ลูกสาวเลยขับรถไปที่เต็นท์รถแล้วกลับมาบอกพ่อ

“เค้าบอกว่ารับซื้อแค่ 50,000 ค่ะ เพราะมันเก่ามากแล้ว”

“งั้นลูกลองเอาไปโรงจำนำดูบ้างซิ”

ลูกไปโรงรับจำนำแล้วกลับมารายงาน

“เค้าให้แค่ 5,000 เองค่ะพ่อ”

“ถ้างั้นลูกลองเอารถไปที่ชมรมคนรักรถซิ”

ลูกไปถึงแล้วก็กลับมารายงาน

“เค้าบอกว่าคันนี้ราคา 500,000 ค่ะ เพราะเป็นรถนิสสัน Skyline R34 เป็น collector’s item ที่หายาก คนเล่นรถชอบสะสมกัน”

“ที่ที่ใช่จะรู้คุณค่าของลูก
ถ้าลูกเจอที่ทำงานที่เขาไม่เห็นคุณค่าของลูกก็อย่าไปโกรธเขา
เราก็แค่ไม่เหมาะกัน ลูกจงหาที่ทำงานที่เขาเห็นและให้คุณค่ากับลูกนะ”

ที่มา https://www.facebook.com/anontawongblog/posts/1791149011044205

High Performer

3 ส่วนผสมที่ลงตัวของ High Performer

มีสมองของผู้ประกอบการ
มีจิตวิญญาณของศิลปิน
มีร่างกายของนักกีฬา

เมื่อเราคิดแบบผู้ประกอบการ เราจะไม่กลัวที่จะริเริ่ม ไม่กลัวความล้มเหลว ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดแบบเดิมๆ

เมื่อเรามีจิตวิญญาณของศิลปิน เราจะไม่เอาตัวเลขเป็นใหญ่ แต่เอาความสนุก เอาความงาม เอาความจริงเป็นเป็นตัวตั้ง สิ่งที่เราพูดและทำจะนำพาให้คนรอบข้างมีชีวิตที่ดีขึ้น

และเมื่อเราพักผ่อนให้เพียงพอ กินของที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะมีร่างกายที่พร้อมทำงานหนักเพื่อรับใช้ผู้อื่นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

Entrepreneur’s mind.
Athlete’s body.
Artist’s soul.
-James Clear

ที่มา https://www.facebook.com/anontawongblog/posts/1806311516194621

Time

 “It takes many hours to make what you want to make.
The hours don’t suddenly appear. You have to steal them from comfort.”

-Derek Sivers

 ถ้าเราอยากจะสร้างสรรค์อะไรที่มีคุณค่า เราจำเป็นต้องให้เวลากับมันอย่างยาวนานและสม่ำเสมอ
และการที่จะมีเวลาเพื่อทำสิ่งนี้ได้ เราก็ต้องขโมยมันมาจากกิจกรรมที่เราเคยชิน

จงขโมยเวลาจากความเคยชิน เพื่อสร้างสิ่งใหม่และชีวิตที่ต่างออกไปจากเดิมครับ

ที่มา https://www.facebook.com/anontawongblog/posts/1806321422860297

Worry

ถ้าจะกังวลก็จงกังวลใส่กระดาษ

เพราะถ้าเก็บมันไว้ในหัว ความคิดจะติดหลูปและขยายความกังวลนั้นให้ใหญ่เกินจริงเสมอ

เมื่อใดที่เราเขียนความกังวลลงกระดาษ กลั่นกรองออกมาเป็นภาษามนุษย์
เมื่อนั้นสิ่งที่เรากังวลจะจับต้องได้มากขึ้น และเราจะพบว่าสิ่งที่เรากังวลนั้นมันไม่ได้ยากเกินจะจัดการ
เราจะสามารถคิดได้ว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไปคืออะไร เราต้องใช้อะไรบ้าง และใครจะช่วยเราได้บ้าง

ที่มา https://www.facebook.com/anontawongblog/posts/1810079339151172

6 types of employee

 พนักงาน 6 ประเภท

1. กลุ่มที่มีความรับผิดชอบต่ำ และอยากได้เงินมาง่ายๆ (The low obligation and easy income segment) :
มองหาทางลัดในการแก้ปัญหา

2. กลุ่มอะไรก็ได้ (The flexible support segment) :
ใครว่าอะไรว่าตามกัน ไม่ได้มองเรื่องงานเป็นเรื่องสำคัญ

3. กลุ่มเสี่ยงแล้วได้ (The risk and reward segment) :
การทำงานคือโอกาสสร้างความท้าทายและความตื่นเต้นให้แก่ชีวิต

4. กลุ่มร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จ (The individual expertise and team success segment) :
มองหางานที่เปิดโอกาส ให้ร่วมมือทำงานเป็นทีม

5. กลุ่มก้าวหน้ามั่นคง (The secure progress segment) :
มองหางานที่มีอนาคตก้าวไกล

6. กลุ่มสร้างตำนาน (The expressive legacy segment) :
มองหาโอกาสในการสร้างเกียรติประวัติแก่บริษัท

ที่มา http://iyom-bookviews.com/หมวดการตลาด/การตลาด-3-0-marketing-3-0.html

5 dollars

มี เงินให้ห้าเหรียญ ให้เวลาประชุมกันไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ ให้เวลาสองชั่วโมงสำหรับปฏิบัติการตามแผน แต่ต้องทำกำไรให้ได้มากที่สุด เป็นเราจะทำอะไร? ถ้าเป็นคุณผู้อ่านเจอโจทย์แบบนี้จะทำอย่างไรดี

ศาสตราจารย์ ทีนา ซีลิก สอนวิชานวัตกรรมสร้างสรรค์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ให้โจทย์นี้กับนักศึกษาที่ถูกแบ่งเป็น 14 ทีม ทุกทีมต้องแยกย้ายกันไปหนึ่งสัปดาห์แล้วกลับมารายงานหน้าชั้นเรียนเป็นเวลา 3 นาที

มาดูสิ่งที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดแต่ละทีมเลือกทำกัน จากเงินห้าเหรียญ

กลุ่มหนึ่งเอาเงินจำนวนน้อยนิดไปซื้อมะนาว น้ำตาลและมาทำน้ำมะนาวขายหน้ามหาวิทยาลัย

กลุ่มต่อมารับจ้างเติมลมยางรถจักรยานหน้ามหาวิทยาลัยคิดเงินคันละหนึ่ง เหรียญจนกระทั่งพวกเขาค้นพบว่า ถ้าขอเป็นเงินบริจาคจะได้เยอะกว่าเลยเปลี่ยนเป็นเงินบริจาคแทน

ส่วนกลุ่มที่สามได้เงินมากกว่า และคิดสร้างสรรค์ได้ไม่เลว พวกเขาตัดสินใจเลือกทำงานในคืนวันศุกร์และให้เพื่อนผู้ชายขับรถพาสาวๆ ไปทิ้งไว้หน้าร้านอาหารที่คนแน่นแล้วให้ไปจองคิวตามร้านอร่อยที่ลูกค้าต้อง ยืนรอกันเกือบชั่วโมง พอได้คิวแล้วก็เอาคิวไปขายให้ลูกค้าคนอื่นที่เพิ่งมา คิดเงินคิวละ 20 เหรียญ กลุ่มนี้หาเงินได้หลายร้อยเหรียญในเวลาสองชั่วโมง เพราะใครก็ไม่อยากรออาหารอีกหนึ่งชั่วโมง

ส่วนกลุ่มที่ชนะเลิศหาเงิน ได้ถึง 650 เหรียญ เป็นกำไรถึง 130 เท่าตัว และที่น่าทึ่งคือ พวกเขาไม่ได้ใช้เงินห้าเหรียญนั้นเลย เขาทำได้อย่างไร???

หลังจากประชุมกันนาน ทุกคนในกลุ่มโหวตว่า พวกเขาจะ “ขายเวลา”

นักศึกษากลุ่มนี้เฉลยว่า พวกเขานั่งประชุมกันนานว่า จะทำอะไรกันดี บางคนบอกไปซื้อลอตเตอรี่ดีกว่า ไปลาสเวกัส ฯลฯ แต่ ในที่สุดทุกคนสรุปว่า ต้นทุนที่ดีที่สุดที่พวกเขามีไม่ใช่เงิน 5 เหรียญ แต่เป็น “เวลา 3 นาที” สำหรับการนำเสนอแผนธุรกิจหน้าห้องเรียนที่เต็มไปด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัย สแตนฟอร์จำนวนเป็นร้อยๆ คนที่นั่งฟังโดยไม่ลุกไปไหน

นักศึกษาจึงหาบริษัทที่ต้องการขายสินค้าแล้วขายเวลา 3 นาทีที่ตัวเองต้องพรีเซ็นต์ ให้กับบริษัทที่ต้องการเวลา 3 นาทีโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

พอถึงวันจริง นักศึกษากลุ่มนี้ไม่ต้องทำอะไรนอกจากฟังเพื่อนพรีเซ็นต์และพอถึงเวลาของตัว เอง ก็ให้บริษัทที่ตกลงกันไว้มาพรีเซ็นต์สินค้า เสร็จแล้วจ่ายเงิน 650 เหรียญสำหรับเวลา 3 นาทีให้กับทีมนักศึกษาที่ขายเวลาให้

บริษัทยิ้ม นักศึกษายิ้ม และอาจารย์ยิ้มมากกว่า ที่ลูกศิษย์คิดได้นอกกรอบเหลือเชื่อ

ที่มา http://businessconnectionknowledge.blogspot.com/2012/11/how-to-earn-money-13000-percent.html

Thursday, October 15, 2020

Mistakes

 เมื่อคุณพบปัญหาสิ่งแรกที่ต้องคิด คือ การหาต้นตอที่แท้จริงของปัญหา
ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดจากการดีไซน์งานของคุณหรือเกิดจากคนที่ทำงานนั้น

เรย์ บอกว่าสิ่งที่เป็นความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก
คือ การแก้ปัญหาเหมือนมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มันเป็นปัญหาเชิงระบบซึ่งต้องถูกแก้ที่การดีไซน์ระบบงานใหม่ หรือการดีไซน์เครื่องจักรใหม่นั่นเอง
การแก้ปัญหา โดยคิดว่ามันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวนั้น
จะทำให้ต้นเหตุของปัญหาจริง ๆ ถูกละเลยไป ซึ่งในที่สุดหายนะจะเกิดขึ้นได้

การแก้ปัญหาโดยหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริงเสียเวลามากกว่า แต่มีประโยชน์มากกว่ามากในระยะยาว

อีกข้อผิดพลาดที่พบบ่อย คือ
การที่เราพยายามหลีกเลี่ยงการระบุตัวตน (depersonalize) ของคนที่ก่อให้เกิดปัญหา
การไม่เชื่อมโยงคนกับปัญหาเข้าด้วยกันนี่เอง ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาตัวบุคคล และปัญหาก็จะยังคงอยู่

ข้อสุดท้ายและเป็นข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือ การไม่เชื่อมโยงปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้กับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

เรื่องแย่ ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันเกิดขึ้นเพราะคนใดคนหนึ่งทำหรือตัดสินใจอะไรบางอย่างลงไป
การวิเคราะห์เจาะลึกหาสาเหตุที่เป็นต้นเหตุจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือระบบเป็นเรื่องที่น่าอึดอัด
แต่จำเป็นต้องทำ เราอาจจะค้นพบว่าในที่สุดแล้วคนที่ทำงานอยู่ในตำแหน่งนั้นไม่เหมาะ
เพราะตัวเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดพลาดอยู่เป็นประจำ


ที่มา https://missiontothemoon.co/book-review-principles/

Interview

จ้างคนที่ถูกต้อง เพราะโทษของการจ้างคนผิดนั้นรุนแรง :

เวลาเราสัมภาษณ์คนหลายครั้งเราจะเลือกคนที่เราชอบ ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นวิธีที่ผิด
หรือเราอาจจะเลือกจากการดู ใบสมัคร ทำเช็คลิสต์ และใช้กึ๋น ในการตัดสินใจ ซึ่งก็เป็นวิธีที่ไม่ดีอีกเช่นกัน
เพราะว่าทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นการมองผู้สมัครโดยผ่านมุมมองที่เป็น “อคติ” ของเรา
และเรามักจะเลือกรับคนที่มีวิธีคิดคล้าย ๆ กับเราเสมอ

หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายวิธี เรย์ค้นพบว่าการเลือกคนที่ถูกต้องจะต้องทำผ่านหลักการ 2 อย่างคือ

- ต้องชัดเจนว่าเราต้องการคนแบบไหน
- มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ละเอียดมาก ๆ

ต้องเลือกคนให้เหมาะกับดีไซน์ของงาน ไม่ใช่หางานให้คนทำ กระบวนการในการคัดเลือกควรมองจาก

- คุณค่า : คือความเชื่อส่วนที่ลึกที่สุดซึ่งจะส่งผลต่อการกระทำต่าง ๆ ของเขา
รวมไปถึงความประพฤติกับบุคคลอื่นที่อยู่รอบตัวเขาด้วย
นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดในคนคนหนึ่ง
ดังนั้น คุณค่า จึงเป็นสิ่งแรกที่เราต้องมองหาว่าตรงกับสิ่งที่เราต้องการไหม

- ความสามารถ : คือวิธีคิดและวิธีการปฏิบัติตัว
บางคนเป็นคนที่เรียนรู้เร็วและตอบสนองเร็ว
ขณะที่บางคนมีความสามารถในการมองภาพใหญ่ได้ดี เป็นต้น

- ทักษะ : คือความสามารถที่สามารถฝึกฝนได้เช่นกัน ความสามารถทางภาษา เป็นต้น
ทักษะ นั้นมักมีค่าเปลี่ยนไปตามเวลาด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ความสามารถในการพิมพ์ดีด
เคยเป็นสิ่งที่สำคัญในอดีต แต่ปัจจุบันนี้เราสามารถพูดแล้วให้คอมพิวเตอร์พิมพ์แทนได้แล้ว
ถ้ามองไปในอนาคตเราจะเห็นว่า AI จะเข้ามาแทนส่วนนี้เยอะมากในอีก 10 ปีต่อจากนี้

การเลือกคนเรา จึงให้ความสำคัญกับคุณค่ามากที่สุด
ตามมาด้วย ความสามารถ และ ทักษะ เป็นอย่างสุดท้าย
แต่หลายครั้งในการจ้างงานเราทำกลับกัน คือ เราดูทักษะกับความสามารถก่อน
ในขณะที่ลืมเรื่อง “คุณค่า” ไป

สุดท้าย อย่าลืมว่าคนดี ๆ นั้นหายากมาก
ถ้าหากคุณได้มาแล้วต้องหาวิธีการรักษาเขาไว้ให้ได้
เช่น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และคอยอัพเดทเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างกัน
ที่สำคัญที่สุด คือ คุณต้องหาระบบบางอย่างที่ทำให้คนของคุณพูดเรื่องที่อยู่ในใจของเขาได้
สร้างความสุขในที่ทำงานให้เขา และให้โอกาสเขาเติบโต

เมื่อคุณได้มีโอกาสรู้จักจริง ๆ ว่าคนคนนั้นเป็นยังไงคุณจะสามารถรู้ได้ว่าคุณคาดหวังอะไรจากเขาได้บ้าง

ที่มา https://missiontothemoon.co/book-review-principles/

Decision by idea meritocracy

ในองค์กร ปกติเรามักตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ โดย
1) ใช้ระบอบเผด็จการ คือ การตัดสินใจจากหัวหน้าลงมา
2) จะใช้ระบอบประชาธิปไตย คือ ไอเดียไหนที่มีคนเห็นด้วยมากที่สุดจะได้รับการปฏิบัติ
ซึ่งทั้งสองกระบวนการนี้มีข้อเสียที่รุนแรงด้วยกันทั้งคู่

กระบวนการการตัดสินใจที่ดีที่สุด คือ
การตัดสินใจแบบ แนวคิดเชิงความสามารถนิยม (idea meritocracy)
ซึ่งมีการให้น้ำหนักความคิดเห็นของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ซึ่งน้ำหนักที่แต่ละคนได้นั้นจะแตกต่างกันออกไป ตามความรู้ความสามารถในเรื่องที่กำลังจะถูกตัดสินใจ
เราเรียกมันว่า “น้ำหนักของความเชื่อ” (Believability Weighting)
ซึ่งคนที่มีความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจมากที่สุดคือ

- คนที่ทำสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องในเรื่องที่เรากำลังตัดสินใจ
- คนที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเหตุและผลอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ในเรื่องที่เรากำลังจะตัดสินใจ

ชั่งน้ำหนักความเชื่อของคุณในการตัดสินใจ

ที่มา https://missiontothemoon.co/book-review-principles/

Wednesday, October 14, 2020

Argue

 สมองส่วน เก่าแก่ (primitive)ที่มีอยู่ในมนุษย์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์
(เช่น สมองส่วน อะมิกดะลา (amygdala) ซึ่งอยู่ในสมองส่วน กลีบขมับ (temporal lobe))
ที่ทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์
อยู่เหนือการควบคุมของจิตสำนึกของมนุษย์
โดยมันจะทำงานอย่างรวดเร็วและพยายามตีความทุกอย่างให้ง่ายกว่าความเป็นจริง (oversimplfy)
เมื่อมันทำงานเราจึงไม่รู้ว่ามันเข้าควบคุมพฤติกรรมอะไรของเราบ้าง
สมองส่วนนี้ชอบคำชม และตอบสนองต่อคำติเหมือนกับตอนที่เราถูกโจมตีหรือทำร้าย
สมองส่วนนี้ไม่สามารถแยกการติเพื่อก่อ ออกจากการโดนด่าเฉย ๆ ได้

ในขณะเดียวกันเรามีสมองอีกส่วนคือ คอร์เทกซ์ บริเวณกลีบหน้าผากส่วนหน้า (prefrontal cortex)
ซึ่งเป็นสมองส่วนที่สำคัญมากที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์อื่น นั้นคือสมองส่วนจิตสำนึกที่เราใช้ในการตัดสินใจต่างๆ หรือเราเรียกว่า กิจบริหาร (executive function) ซึ่งสามารถประมวลผลเรื่องตรรกะและเหตุผลได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นมันจึงเหมือนมีเราสองคนอยู่ในคนเดียว และถ้าเราสังเกตดี ๆ เราจะพบว่าสมองส่วนต่าง ๆ นั้นพยายามอยากที่จะชนะในการตัดสินใจให้ได้

เรากินขนมแล้วหยุดไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็กินไปหมดถุงแล้ว
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ากินแล้วอ้วน แล้วตอนกินนั้นก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้หิวด้วย
เหตุการณ์แบบนี้เกินขึ้นเพราะสมองส่วน กิจบริหาร (executive function) พ่ายแพ้ต่อสมองส่วน เก่าแก่ (primitive) ของเรา

เหตุการณ์ที่มีคนไม่เห็นด้วยกับเรา และต้องการให้เราอธิบายมุมมองของเรา
คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกได้ถึงการถูกจู่โจมและปล่อยระบบป้องกันตัวเองออกมา
ทั้ง ๆ ที่ถ้ามองกันด้วยเหตุผลแล้วการถกเถียงในเรื่องที่มีคนไม่เห็นด้วยกับเรานั้นจริง ๆ เป็นเรื่องดี
เพราะเราจะได้เห็นมุมมองของคนอื่น

แต่โดยส่วนใหญ่เรามักจะพูดออกไปโดยไม่ไตร่ตรองก่อนเสมอ
ทำให้คำอธิบายของเราไม่สมเหตุสมผลเต็มร้อย
หรือบางทีข้อโต้แย้งก็เจือไปด้วยอารมณ์ที่ผสมอยู่
ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายเลย

หลายครั้งที่สมองส่วน กิจบริหาร (executive function) ไม่สามารถทำงานได้ทัน
เราเลยพูดโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีซะก่อน
แม้แต่คนที่ฉลาดมาก ๆ หลายคนก็เป็นแบบนี้ เพราะสำหรับเราตอนนั้น
ความจำเป็นที่จะต้องเป็นฝ่าย “ถูก” มันสำคัญกว่าการหาความจำเป็นในการหา “ความจริง”

ที่น่าสนใจอีกจุดนึง เวลาคนสองคนเถียงกัน
ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม แม้จบการเถียงกันแล้ว
ทั้งฝ่ายที่ แพ้ ชนะ หรือเสมอ ก็ยังจะคิดว่าตัวเอง “ถูก” เสมอ

เรามัวแต่พยายามจะบอกอีกฝ่ายว่าสิ่งที่เราคิดนั้น “ถูก” อย่างไร
มากกว่าที่จะสนใจกระบวนการคิดของอีกฝ่ายนึง

เราตั้งสมมติฐานโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้งมากเกินไป
โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายพูดสิ่งที่ไม่ตรงกับความคิดเรา
ซึ่งหลายครั้งมันทำให้เราพลาดโอกาสอะไรดี ๆ ในชีวิตไป
เพราะเราไม่สนใจหรือไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามแสดงให้เห็น
แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีประโยชน์หรือบางครั้งอาจจะถึงขั้นช่วยชีวิตเราได้ด้วยซ้ำ


คนที่ปิดกั้น (Closed-minded people) :
คนกลุ่มนี้ไม่ชอบให้ไอเดียของพวกเขาถูกท้าทาย
พวกเขามักรู้สึกหงุดหงิดเมื่อไม่สามารถทำให้คนอื่นเห็นด้วยกับความคิดพวกเขาได้
แทนที่จะอยากรู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร
พวกเขาสนใจที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองถูกมากกว่าที่จะอยากรู้มุมมองของคนอื่น

คนที่เปิดกว้าง (Open-minded people) :
มักสงสัยว่าทำไมถึงเกิดการไม่เห็นด้วยเกิดขึ้น
พวกเขาไม่รู้สึกโมโหเมื่อมีคนไม่เห็นด้วยกับเขา
พวกเขาเข้าใจว่ามันมีโอกาสเสมอที่พวกเขาจะผิด
และเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะใช้ในการพิจารณามุมมองของคนอื่นนั้น
คุ้มเกินคุ้ม เพื่อให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ครบถ้วนมากขึ้น

คนที่ปิดกั้น (Closed-minded people) :
มักจะแจ้งเพื่อทราบมากกว่าถามคำถาม

คนที่เปิดกว้าง (Open-minded people) :
มักจะถามคำถามจำนวนมากเพราะพวกเขาเชื่ออย่างแท้จริงมากเพราะอาจจะผิดก็ได้
พวกเขาจะถามคำถามอย่างจริงใจ และพวกเขาจะตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า
ในเรื่องนี้เขามีความรู้ความสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นแค่ไหน

คนที่ปิดกั้น (Closed-minded people) :
ต้องการให้คนอื่นเข้าใจตัวเองมากกว่าพยายามจะเข้าใจผู้อื่น
เมื่อคนอื่นไม่เห็นด้วยพวกเขาจะรีบสันนิษฐานก่อนว่าตัวเองไม่ได้รับความเข้าใจ
โดยไม่พิจารณาว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจมุมมองของคนอื่นก็ได้

คนที่เปิดกว้าง (Open-minded people) :
รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องมองจากมุมมองของผู้อื่นเสมอ

ที่มา https://missiontothemoon.co/book-review-principles/

Tuesday, October 13, 2020

Inspiration

พี่น้องตระกูลไรท์

คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักแซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ ย้อนไปตอนต้นศตวรรษที่ 20

การคิดค้นเครื่องบินที่คนบังคับได้ก็เหมือนธุรกิจดอทคอม ใครๆ ก็พยายามคิดค้นวิธีสร้างเครื่องบิน

แซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ มีสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นสูตรของความสำเร็จ ทุน บุคลากร และภาวะตลาด

เขาได้เงิน 50,000 ดอลลาร์ จากกรมการสงคราม ให้คิดเครื่องจักรกลที่บินได้ ดังนั้น เงินไม่ใช่ปัญหา

เขามีตำแหน่งที่ฮาร์วาร์ด และทำงานที่สมิธโซเนียน และรู้จักคนกว้างขวาง

เขารู้จักคนเก่งๆ ทุกคนในยุคนั้น

เขาจ้างแต่คนระดับสุดยอดหัวกะทิ ด้วยเงินที่มีอยู่ และสภาวะตลาดก็เยี่ยมมาก


สองสามร้อยไมล์ห่างออกไปในเมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ

ออร์วิล กับวิลเบอร์ ไรท์ ไม่มีอะไรที่เราจะเรียกว่าเป็น ส่วนผสมของความสำเร็จเลย

เขาไม่มีเงิน เงินที่เอามาลงทุนกับความฝันของเขา คือกำไรที่ได้จากร้านจักรยานของเขา

ทุกคนในทีมของสองพี่น้องตระกูลไรท์ ไม่มีใครมีปริญญาสักคน รวมทั้งออร์วิลและวิลเบอร์เองด้วย

สิ่งที่แตกต่างคือ ออร์วิลกับวิลเบอร์ทำไปด้วยแรงผลักดัน

จากเป้าหมายที่มีความหมาย ด้วยความเชื่อ เขาเชื่อว่าถ้าเขาสามารถ คิดค้นวิธีสร้างเครื่องบินขึ้นมาได้ มันจะเปลี่ยนโลกได้

ทุกครั้งที่พี่น้องตระกูลไรท์ออกไปทดสอบเครื่องบิน พวกเขาต้องเอาอะไหล่ไปด้วยห้าชุด เพราะเขาจะทดลองแล้วทดลองอีก จนเครื่องพังถึงห้าครั้ง แล้วถึงจะยอมกลับมากินข้าวมื้อเย็น

แล้วในที่สุด วันที่ 17 ธันวาคม 1903

พี่น้องตระกูลไรท์ก็ออกบินได้สำเร็จ ไม่มีใครอยู่ร่วมรับรู้กับเขาเลยด้วยซ้ำ กว่าโลกจะรู้ข่าวก็สองสามวันหลังจากนั้น

ข้อพิสูจน์อีกอย่างว่าแลงค์ลีย์ ทำงานด้วยแรงจูงใจที่ผิด ก็คือ

วันที่พี่น้องตระกูลไรท์ทำสำเร็จ เขาก็เลิกเลย

เมื่อเขาไม่ได้เป็นคนแรก ไม่ได้เงินทอง ไม่ได้ชื่อเสียง เขาก็เลิกเลย


มาร์ติน ลูเธอร์ คิง
==========

ในฤดูร้อนปี 1963 คน 250,000 คนมารวมตัวกัน ที่ย่านการค้าในเมืองวอชิงตัน เพื่อฟัง ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง พูด

ไม่มีการส่งบัตรเชิญ ไม่มีเว็บไซต์ให้เช็ควันเวลา แล้วท่านทำได้อย่างไร ?

ดร. คิงไม่ใช่คนคนเดียวในอเมริกา ที่เป็นนักปาฐกถาที่ยอดเยี่ยม

ท่านไม่ใช่คนเดียวในอเมริกาที่ได้รับผลกระทบ จากสภาพสังคมอเมริกันก่อนที่สิทธิพลเมืองจะเบ่งบาน

ที่จริง ความคิดบางอย่างของท่านก็เป็นความคิดที่แย่ แต่ท่านมีพรสวรรค์

ท่านไม่ได้ไปคอยบอกชาวบ้านว่าเราต้องทำอะไรเพื่อเปลี่ยนอเมริกา

แต่ท่านออกไปพบปะและบอกกับผู้คนว่า “ผมเชื่อ ผมเชื่อ ผมเชื่อ”

ท่านบอกประชาชนอย่างนั้น และคนที่เชื่ออย่างเดียวกับท่าน ก็เข้ามาร่วมวง และรู้สึกว่ามันเป็นเป้าหมายของตัวเอง แล้วก็บอกต่อๆ กันไป

คนเหล่านี้ บางคนก็สร้างระบบ สำหรับกระจายข่าวสารไปยังคนในวงกว้างขึ้นอีก

ไม่น่าเชื่อครับ ปรากฏว่าคน 250,000 มาชุมนุมกัน พร้อมเพรียงในวันและเวลาเดียวกัน เพื่อฟัง ดร.คิงพูด

ในจำนวนนี้มีกี่คนครับ ที่มาเพื่อ ดร.คิง ?

ไม่มีเลย

เขามาเพราะเหตุผลของเขาเอง

เพราะสิ่งที่เขาเชื่อเกี่ยวกับอเมริกา ที่ทำให้เขากระโดดขึ้นรถโดยสาร เดินทางมาแปดชั่วโมง เพื่อยืนตากแดดกลางเดือนสิงหาคมที่วอชิงตัน เขามาเพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของคนดำหรือคนขาวด้วย 25% ของคนที่มาวันนั้นเป็นคนขาว

ดร.คิงเชื่อว่า โลกนี้มีกฎหมายอยู่สองประเภท

แบบที่เขียนโดยคนมีอำนาจ กับแบบที่เขียนโดยประชาชน

เราต้องทำให้กฎหมายทุกอย่างที่เขียนด้วยประชาชน กับกฎหมายที่เขียนโดยผู้มีอำนาจสอดคล้องกันเสียก่อน

เราถึงจะได้อยู่ในโลกที่ยุติธรรมอย่างแท้จริง กลุ่มการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง เป็นกลุ่มที่ช่วยสนับสนุน ดร.คิง ในการทำความคิดนี้ให้เป็นจริง

เราเดินตามท่าน ไม่ใช่เพื่อตัวท่าน แต่เพื่อตัวเราเอง

ปาฐกถาที่ท่านพูดชื่อว่า “ผมมีความฝัน”

การเลือกคนเข้ามาทำงานร่วมกัน

หากแรงบันดาลใจ คือ เงิน เขาก็จะทำงานเพื่อเงิน



คัดย่อจาก https://donottellmyboss.com/start-with-why/

Monday, October 12, 2020

Entrepreneur

การจะเป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จนั้น คุณต้องมีคุณสมบัติสามอย่างคือ
มีทักษะเชิงเทคนิค (เป็นผู้ชำนาญการ) เชิงการจัดการ (เป็นผู้จัดการ) และเชิงวิสัยทัศน์ (เป็นผู้ประกอบการ)
การขาดอันใดไปคือหนึ่งในสาเหตุแห่งความล้มเหลวของธุรกิจ

ที่มา หนังสือ เป็นเจ้าของกิจการที่รุ่งทะยานเกินใคร
The E-Myth Revisited

The Founder

 ถอดรหัส 10 แนวคิดการสร้างธุรกิจ McDonald
จากหนังเรื่อง The Founder อยากรวย ต้องเหนือเกม

1. ธุรกิจต้องมีจุดขายที่เด่นๆอย่างน้อย 1 เรื่องที่สามารถเอาชนะคู่แข่งหรือสิ่งเดิมๆที่มีอยู่แล้วในตลาดได้ เช่นในเรื่อง 2 พี่น้อง McDonald (Muarice & Richard) ได้คิดค้นระบบปฏิบัติการของ้รานอาหารที่สามารถพร้อมเสิร์ฟได้ใน 30 วินาที แทนที่จะเป็น 3 หรือ 30 นาที และอาหารต้องไม่ผิด สะดวกและลดความยุ่งยากในการจัดหาที่นั่งในร้านหรือเดินไปเสิร์ฟที่รถซึ่งมีปัญหาเสิร์ฟผิดบ่อยมาก (ยุคนั้นคนอเมริกันยังนิยมสั่งอาหารจากในรถ และพนักงานยกใส่ถาดมาให้ทานถึงที่จอดรถ)

2. เราต้องหัดเป็นคนขี้สงสัยและตั้งคำถามท้าทายตัวเราบ่อยๆ เช่นทำไมของบางอย่างอยู่ๆถึงขายไม่ได้หรือบางสิ่งดันขายดีขึ้นมาแบบผิดปกติ และเมื่อเจอสิ่งที่สงสัย น่าสนใจ หรืออะไรที่ผิดปกติธรรมชาติ เราต้องรีบเข้าหาความจริงด้วยตัวเองเพราะสิ่งที่ผิดปกตินั้นมักจะนำ 2 สิ่งมาหาเราคือโอกาสใหญ่หรือไม่ก็ความเสียหายมหาศาล

3. อดทน ยืนระยะ (พระเอกเรียกตื้อ) คือพื้นฐานหลักของความสำเร็จ การไม่ยอมแพ้ง่ายๆจะทำให้เราอยู่รอดไปจนถึงวันที่โอกาสของเรามาถึง

4. อย่าปล่อยให้คำดูถูกถากถางมามีอิทธิพลกับชีวิตเรา และใครที่พูดอะไรขยะๆแบบนี้เราก็ควรเอาตัวออกห่าง จำไว้เสมอว่าโลกจะจดจำคุณในสิ่งที่คุณสำเร็จและทุกสิ่งที่คุณล้มเหลวมาก่อนหน้าจะถูกขุดรวมมายกย่องรวมไว้ด้วยกันเสมอ

5. มีสัญชาติญาณในการมองหาโอกาสใหม่ๆตลอด Hunger for Try on New Opportunity

6. การทดลองทำจริงสำคัญมาก แม้จะเป็นแค่ทำแบบการจำลองสถานการณ์ก็ตาม แต่การทดลองทำ ปรับแก้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอมจแล้วจึงควักเงินจ่ายจริงๆนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงให้เราได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ ในเรื่องนั้นฉากที่ 2 พี่น้องลงมือวาดแปลนร้านลงบนสนามเทนนิสแล้วให้พนักงานทดลองเคลื่อนไหวสมมติจนได้แปลนร้านที่ต้องการนี่สุดยอดมาก

7. การมีภาพเป้าหมายไว้แค่ในฝันนั้นไม่พอ แต่คุณต้องทำมันมาให้เห็นและจับต้องได้ด้วย วาด เขียนพูดอัดเสียงหรือปรินท์มันออกมาแปะใส่ห้องไว้

8. คุณไม่มีทางทำธุรกิจได้ดีถ้าไม่เข้าใจเรื่องการเงินและโครงสร้างรายรับ-รายจ่ายได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอันไหนเป็นค่าใช้จ่ายหลัก เราต้องการหาทางควบคุมให้อยู่ในมือให้ได้ ในเรื่องนั้นผู้ช่วยคนใหม่ของ Ray ได้ชี้ให้เห็นชัดเจน 2 เรื่องว่า ธุรกิจMcDonald จริงๆแล้วโอกาสของการสร้างรายได้คือไม่ใช่การมานั่งขายอาหารได้กำไรชิ้นละไม่กี่เซนต์ แต่มันการคือบริหารที่ดินให้เช่าเพื่อมาเปิดเป็นร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ ชื่อ MaCDonald ดังนั้น Ray ต้องเป็นคนควบคุมตรงนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้เช่าหรือ Franchisee ไปจัดการกับธนาคารกันคนละทิศละทางแต่ Ray ต้องรวบค่าใช้จ่ายเหล่านั้นให้มากลับมาเป็นรายได้ของบริษัท ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของ McDonald เลยก็ว่าได้

วิธีการคือแบบนี้ครับ
แบบเดิม McDonald ขายเฉพาะแฟรนไชส์โดยได้รับส่วนแบ่งจากการขายและกำไรเท่านั้น ส่วนผู้ซื้อแฟรนไชส์ไปจัดการทุกอย่างเอง เช่นหาทำเล ตกแต่ง ต่อรองเงินกู้กับธนาคาร ฯลฯ
แบบใหม่ McDonald ขายสิทธิการเช่าที่ดินตรงนี้เพื่อใช้เปิดเป็นร้าน McDonald เท่านั้น โดยที่ดินเหล่านี้ McDonald จัดหา ต่อรองดอกเบี้ยกับธนาคาร และกำหนดอัตราค่าเช่าให้เอง (เหมือนขายความสะดวกให้กับผู้ต้องการเปิดร้านไปในตัว ว่าไม่ต้องไปเตรียมอะไรให้ยุ่งยาก แค่เดินถือเงินเข้ามาก็เปิดร้านได้ทันที) McDonald ได้ประโยชน์ตรงที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมาก เป็นเจ้าของวงเงินกู้รายใหญ่จึงมีอำนาจต่อรองกับธนาคารเพื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษได้

ผลที่เปลี่ยนไปคือ ผู้เช่าจ่ายค่าเช่าตรงกับ McDonald ในอัตราที่กำหนดและต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ได้ ทำให้ McDonald มีเงินสดจำนวนมากพอเข้าบริษัทประจำสม่ำเสมอและจริงๆก็มากกว่ากว่าส่วนแบ่งกำไรเสียด้วย

9. เปิดใจรับคนใหม่มาร่วมทีมเสมอ เราไม่ได้เก่งทุกเรื่องดังนั้นเราต้องหาคนที่ช่วยเราได้มาอยู่กับเรา และเมื่อได้เค้ามาแล้วเราต้องดูแลเค้าอย่างดี

10. สัญญาต้องเป็นสัญญา และสัญญานี้หมายถึงเอกสารที่ผ่านตาผู้เชี่ยวชาญและมีการลงนามแล้วเท่านั้น อย่าเชื่อคำคนแม้สมัยนี้จะมีรูปถ่าย มีไฟล์เสียง แต่สัญญาที่เป็นเอกสารยังสำคัญที่สุดเสมอ

หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง ดูแล้วจะได้เห็นถึงที่มาของร้าน McDonald ในทุกแง่มุม ซึ่งหนังแสดงให้เห็นถึงด้านที่สวยงามของการทำธุรกิจตามปรัชญาของผู้ก่อตั้ง (ตัวจริง) กับด้านมืดของการทำธุรกิจจากผู้มองเห็นและกล้าฉวยโอกาสนั้นไว้โดยไม่สนว่าจะได้มาด้วยวิธีใด

ที่มา https://www.facebook.com/trickofthetrade/photos/a.677773965589261/1453234421376541/

Saturday, October 10, 2020

Gambattekudasai

"พยายามเข้านะ"

ผมมีลูกสาว 2 คน
ทั้งคู่อยู่ในวัยเริ่มต้นของการเรียนทั้งคู่
การมีลูกสาวที่อยู่ในวัยเริ่มต้นของการเรียน
ทำให้ผมเจอ Norm (ภาษาไทยแปลว่าบรรทัดฐาน) 
ของสังคมพ่อแม่ในเมืองหลวงไทย

คือ ….
เด็กเล็ก ๆ หนึ่งคนถูกจับให้เรียนทุกอย่างที่คิดว่าโลกนี้ต้องการ

ลูกเราต้องเรียน และเก่ง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ 
ลูกเราต้องเรียน และเก่ง ภาษา อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สันสกฤต บาลี  
ลูกเราต้องเรียน และเก่ง กีฬา 
ลูกเราต้องเรียน และเก่ง ดนตรี ร้องเพลง
ลูกเราต้องเรียน และเก่ง ศิลปะ วาดรูป ปั้นดินน้ำมัน
ลูกเราต้องเรียน และเก่ง ทำอาหาร 
ลูกเราต้องเรียน และเก่ง นำเสนอ พูดจา
ลูกเราต้องเรียน และเก่ง คิดดี คิดบวก 
ลูกเราต้องเรียน และเก่ง เข้าสังคม 
ลูกเราต้องเรียน และเก่ง เป็นผู้นำ 
และอีกหลาย ๆ เก่ง 


จนผมคิดว่าเมืองไทยน่าจะเป็นประเทศที่จัดทำหลักสูตรพัฒนาความเก่งของเด็กออกมาได้มากที่สุดในโลก  
และ อนาคตของประเทศไทยคงจะพัฒนาเจริญก้าวไกลอย่างแน่นอน
เพราะปัจจุบันว่าเด็กไทยของเราถูกทำให้เก่งทุกเรื่องตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 6 ขวบ !!! 

ไว้เราค่อยไปดูกันในอีกประมาณ 10-20 ปีข้างหน้านี้

...

มีอยู่วันหนึ่ง
ผมเผอิญไปเปิด TED Talk ตอนหนึ่งดู

มันเป็นตอนที่มีชื่อว่า 
The Key to success “กุญแจสู่ความสำเร็จ”

มันเป็นเรื่องของคุณแอนเจล่า ลี ดั๊กเวิร์ธ 
เธอมาเล่าประสบการณ์และงานวิจัยของเธอให้ฟังว่า 
เธอเคยเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ให้เด็กเกรดเจ็ดในโรงเรียนเทศบาลนิวยอร์ก 
จากประสบการณ์ทำงานในครั้งนั้น 
สิ่งที่เธอแปลกใจคือ ไอคิว ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เด็กเรียนดีที่สุดและอ่อนที่สุด
เด็กที่ผลการเรียนดีที่สุดบางคน ไม่ได้มีคะแนนไอคิวที่สูง
แล้วเด็กที่ฉลาดที่สุดบางคนก็ไม่ได้มีผลการเรียนที่ดี

เธอเก็บความสงสัยนี้ไว้

จนเมื่อไปเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยา 
เธอทำวิจัยโดยการศึกษาทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ 
ภายใต้โจทย์ที่สุดแสนท้าทายที่เธอสงสัยมานาน คือ  

คนแบบไหนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต และทำไม 

เธอและทีมวิจัยใช้กลุ่มตัวอย่างหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น

ศึกษากลุ่มทหารเวสท์พอยท์ 
โดยดูว่านายร้อยคนใด สามารถอยู่ฝึกต่อจนจบ 
และใครจะลาออกก่อน 

ศึกษาผู้เข้าแข่งขันในการแข่งขันสะกดคำแห่งชาติ 
เพื่อดูว่าเด็กคนไหนจะไปได้ไกลที่สุดในการแข่งขัน 

ศึกษาคุณครูมือใหม่ ที่ต้องทำงานในโรงเรียนที่ยากลำบาก 
เพื่อดูว่าครูคนใดจะยังคงสอนอยู่ต่อไป เมื่อจบปีการศึกษา 

ศึกษา Sale-man ใครคือผู้ที่จะยังรักษายอดขายไว้ได้ 
และใครจะเป็นผู้ที่ทำยอดขายได้สูงสุด 

จากบริบทที่แตกต่างกันทั้งหมดนี้ ผลวิจัยที่ออกมา มีคุณสมบัติหนึ่งที่ช่วยพยากรณ์ความสำเร็จของคนได้ชัดเจนมาก 

ซึ่งมันไม่ใช่ความฉลาดในการเข้าสังคม 
ไม่ใช่รูปลักษณ์ที่ดูดี 
ไม่ใช่ความแข็งแรงของร่างกาย
และ…
ไม่ใช่ความฉลาด หรือคนที่มีไอคิวสูง 

แต่

มันคือ 
ความเพียร ความพยายาม (Grit)
ที่เป็นตัวพยากรณ์ว่า
คนที่มีสิ่งนี้อยู่ในตัว 
จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าคนประเภทอื่น ๆ 


ข้อคิดจากผลงานวิจัยของคุณแอนเจล่า ลี ดั๊กเวิร์ธ
ทำให้กลับมามองย้อนสังคมของเรา 
ที่มุ่งสอนเพื่อให้เด็กเรียนเพื่อไปทำข้อสอบให้เก่ง 
และต้องเป็นคนที่ทำได้เก่งในทุกเรื่อง

แต่…
เราได้สนใจในการทำให้เด็กของเรามีทัศนคติในเรื่องความเพียร ความพยายาม หรือเปล่า

ผมมี Clip อยู่ Clip หนึ่ง 
ที่สะท้อนถึงการสร้างทัศนคติในการทำอะไรแบบไม่ยอมแพ้ ไม่ท้อถอย
น่าจะเป็น Clip ที่ถ่ายมาจากงานแสดงความสามารถของเด็กโรงเรียนที่ญี่ปุ่น
ผมว่าหลายคนน่าจะเคยผ่านตามาบ้างแล้ว

https://www.youtube.com/watch?v=EPagPSyubyo

ลองชวนกันคิดจากเหตุการณ์ใน Clip นี้
ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชาติญี่ปุ่น ถึงกลายเป็นชาติที่เจริญก้าวหน้า 
เพราะการสร้างทัศนคติของผู้คนในประเทศให้มีความพยายาม ความตั้งใจ และต้องทำให้สำเร็จถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ๆ 

ถ้าเทียบกับเมืองไทย ผมคิดว่าตั้งแต่การกระโดดที่ไม่ผ่านในครั้งแรกของเด็ก 
คุณครู พ่อ และ แม่ต้องรีบวิ่งกันเข้าไปโอ๋ และกอดเด็กเพื่อปลอบโยน โดยพาไปซื้อน้ำ ซื้อขนมกินเรียบร้อยแล้วครับ

ผมมีอีกเรื่องครับ

คำให้พรของคนไทยส่วนใหญ่จะใช้คำว่า 
“ขอให้โชคดี”

ส่วนคำให้พรของคนญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เขาจะใช้คำว่า 
“がんばってください” gambattekudasai 
มันแปลว่าอะไรรู้ไหมครับ

แปลว่า
"พยายามเข้านะ"

คุณเห็นความแตกต่างอะไรในจุดนี้ไหม
.....

Link TED Talk ตอน The Key to success “กุญแจสู่ความสำเร็จ”

https://www.ted.com/talks/angela_lee_duckworth_the_key_to_success_grit

ที่มา ซามูไรพ่อลูกสอง
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=963180477100777&id=932509903501168

Separate lifes

Part II
 
เคยคุยกับเพื่อนคนนึงที่คบกับแฟนมายาวนานหลายปีตั้งแต่สมัยเรียน แล้วอยู่ดีๆเลิกกัน เป็นเรื่องน่าสงสัยในหมู่เพื่อนมากว่า อีคู่ที่ดูไม่มีอุปสรรคใดๆ ดูรักกันมาก รักกันจนแพลนวันแต่งงานไว้แล้วเรียบร้อย 
 
อะไรทำที่ทำให้พวกมึงเลิกกัน
 
อีมิ้ง ฝ่ายหญิงเล่าให้ฟังว่า ชีวิตรักของมันก็ดูปกติดีมาเรื่อยๆ มีช่วงรักและมีช่วงทะเลาะเหมือนคู่รักทั่วไป แต่ช่วงสี่ห้าปีหลังแฟนของมันทำงานหนักมาก ทำให้หลังๆมีปัญหากันบ่อย ยิ่งนานวันสิ่งที่เยอะขึ้นคือความไม่เข้าใจ สวนทางกับความสัมพันธ์ของพวกมันที่ถดถอยไปเรื่อยๆ 
 
แฟนของมันกลับบ้านดึกบ่อยขึ้น หลายครั้งก็ไม่กลับ และเริ่มละเลยอะไรหลายๆอย่าง ความเอาใจใส่ในฐานะแฟนน้อยลง คุยกันน้อยลง และมีอารมณ์หงุดหงิดมากขึ้น 
 
มิ้ง : บางวันเราแทบไม่คุยกันเลยมึง รักกันนะ แต่เหมือนพอเห็นหน้ากันก็เริ่มหงุดหงิดแล้วอะ 
ช่า : ทะเลาะกันบ่อยมั้ยวะ?
มิ้ง : ทะเลาะกันจริงๆอะไม่บ่อย แต่กูพยายามคุยเรื่องนี้บ่อย ซึ่งแทบทุกครั้งไม่เคยได้เคลียร์กัน 
ช่า : แล้วจบยังไงอะ?
มิ้ง : นอน แยก ไม่งั้นเค้าก็กลับไปทำงาน แล้ววันรุ่งขึ้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้ความรู้สึกไม่ดีลอยอยู่แบบนั้น หนักเข้าก็มีหงุดหงิดหาว่ากูงอแงไม่เข้าใจ หลังๆกูเลยเลิกคุยละ เงียบดีกว่า
ช่า : เค้าพึ่งมาเป็นป้ะ?
มิ้ง : มันไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นนะ มันเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว 
ช่า : แล้วทำไมมึงยอมให้มันเป็นแบบนี้มาตั้งนานวะ?
  

"ก็เพราะกูรักมันไง" 
 

ซึ่งก็น่าจะจริง มันสองคนเป็นคนที่ไม่ว่าใครมองก็รู้ว่ารักกันมาก และอีมิ้งก็ใช้ความมั่นคงในความรักหล่อเลี้ยงความรู้สึกตัวเองมาตลอด  
 
"ไม่เป็นไรหรอกมึงเค้าก็เป็นแบบนี้แหละ"
"เอาน่ามึง กูมีความสุขดีไม่เป็นไร" 
 
คำพูดพวกนี้มักออกมาจากปากนางเสมอเวลาเพื่อนพูดถึงเรื่องมันกับแฟน และสุดท้ายการพยายามเข้าใจก็กลับมาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มันตัดสินใจขนของออกจากบ้านไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
  
มิ้ง : แล้วกูก็รู้นะว่าเค้ารักกูมาก หลายปีมานี้กูเลยพยายามประคองทุกอย่างไว้เพราะคิดว่าวันนึงเค้าคงจะเข้าใจ และเราคงจะปรับตัวกันได้
ช่า : มึงว่าอะไรที่ทำให้มึงทนไม่ไหว?
มิ้ง : ไม่มีอะไรที่กูทนไม่ไหว กูเข้าใจได้ทุกอย่าง แต่กูอยู่กับความสัมพันธ์ที่มันห่างเหินมานานมาก นานมากจนสำหรับกูมันกลายเป็นเรื่องปกติ 
ช่า : มันปกติได้ด้วยเหรอวะ?
มิ้ง : อีปกตินี่แหละที่แย่ สมมุติว่ามึงมีแฟนแล้วมันต้องเสียใจเป็นปกติ น้อยใจเป็นปกติ ต้องอยู่กับความรู้สึกโดดเดี่ยวจนเป็นเรื่องปกติ มึงเชื่อดิว่าอีความที่มึงเสือกปกตินี่แหละเป็นสัญญาณที่เหี้ยที่สุด
ช่า : เพราะ?
มิ้ง : เพราะมึงไม่ได้ต้องการอีกแล้วไง กูไม่ได้เลิกกับเค้าเพราะกูทนไม่ไหว แต่กูเลิกกับเค้าเพราะความสัมพันธ์ของเรามันห่าง
  

 
"มันห่างจนกูรู้สึกว่าวันนี้กูไม่มีเค้าก็ไม่เป็นไร"
  

 
เรื่องที่น่ากลัวอีกเรื่องในความสัมพันธ์ที่จริงจังและยาวนาน คือการชินชากับความรู้สึกแย่ที่ก่อตัวขึ้นมาเงียบๆระหว่างคนสองคน
 
ในบ้านเดียวกัน หลังคาเดียวกัน กับคนที่รักกัน แต่เรากลับยิ่งห่างกันเพราะความไม่เข้าใจบางอย่าง แต่เราก็ซุกปัญหาทำเป็นว่าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น เราอดทน และยอมทำอะไรหลายๆอย่างที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำ เพราะคิดว่ารักจะแก้ปัญหาได้
 
แต่ความรักกลับกลายเป็นตัวการที่ทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
 
อีกฝ่ายไม่ใส่ใจเพราะคิดว่ายังไงก็รักกัน ส่วนอีกฝ่ายก็คิดว่าเพราะรักกันนี่แหละก็เลยต้องอดทน ความสัมพันธ์ที่มีพื้นฐานเดียวกันแต่เดินกันคนละทิศ สุดท้ายก็จบลงโดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังรักกัน 
 

"แย่กว่าทนไม่ไหว คือวันที่มึงดันชินจนไม่ต้องใช้ความอดทนอะไรกับเรื่องที่มึงเคยต้องทนอีกแล้ว"
 

อีมิ้งพูดปิดประโยคนี้ไว้ด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความนอยไว้ 

สุดท้ายแล้วเรื่องของมิ้งก็บอกอะไรหลายอย่าง ทุกความสัมพันธ์และทุกความรักไม่มีอะไรแน่นอนจีรังยั่งยืนเสมอไป วันนี้รักกัน ต่อไปก็อาจจะรักกันมากขึ้น แต่บางคนก็อาจจะรักกันน้อยลง และหลายคนก็หมดรักกันไป 
 
ตัวแปรสำคัญกลับไม่ใช่เวลา เวลากลายเป็นเพียงถนนระยะยาวที่คนสองคนต้องเดินไปด้วยกันแค่นั้น ปลายทางความสัมพันธ์จะเปลี่ยนไปในรูปแบบไหน
  

ขึ้นอยู่กับว่าเราดูแลกันยังไงในระหว่างนั้น
  

มิ้ง : แฟนกูเคยพูดไว้วันที่เลิกกัน ว่าเค้าคิดว่ายังมีเวลาอีกมากที่เราจะได้คุยได้ปรับตัวเข้ากัน เค้าขอโอกาสให้เค้าได้ทำได้มั้ย
ช่า : มึงตอบว่าไงอะ?
มิ้ง : กูขอบคุณที่เค้าขอโอกาสกู และขอให้เค้าเข้าใจว่ากูเองก็ขอโอกาสไปตามทางที่กูเลือกไว้เหมือนกัน
ช่า : โหดสัส
มิ้ง : มึง เวลามันเป็นสิ่งมีค่าที่ได้มาโคตรง่าย คนเลยไม่ค่อยเห็นคุณค่าของมัน ถ้าถามกู เวลาที่เค้าขอจากกู ทำไมกูจะไม่มีให้
  

แต่ความรู้สึกกูต่างหากที่มันไม่เหลืออะไรแล้ว
 
 
มึงรักใครก็ใช้เวลาที่มีกับคนนั้นให้ดีนะ
 
 
รัก
 
ช่า บันทึกของตุ๊ด
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3904834146197735&id=310072402340612

Steve Jobs speech

“จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ” 

“จงกล้าหาญอยู่เสมอที่จะทำตามหัวใจ และสัญชาตญาณของตัวเอง”

“ถึงแม้บางครั้งชีวิตจะเล่นตลกกับคุณบ้าง แต่จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณเชื่อ”

“ต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในบางสิ่งบางอย่างอย่างแน่วแน่”

- STEVE JOBS ‘SPEECH 

สุนทรพจน์ที่ทรงพลังและสร้างแรงบันดาลใจของสตีฟ จ็อบสฺ ในพิธีมอบปริญญาบัตรมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด 12 มิถุนายน 2005 …
       
       
ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่วันนี้ได้มาร่วมในพิธีมอบปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยที่ถือว่ามีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในโลก ความจริงที่ทุกคนรู้กัน ผมไม่เคยจบมหาวิทยาลัย และครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมได้เข้าใกล้พิธีรับปริญญาบัตรมากที่สุดในชีวิต
       
       
วันนี้ผมอยากจะขอเล่าเรื่องสามเรื่องในชีวิตผม สามเรื่องแค่นั้น เรื่องแรกคือ การลากเส้นต่อจุด ผมลาออกจากมหาวิทยาลัย Reed หลังจากที่เรียนไปได้แค่ 6 เดือน แต่ก็ยังแอบเนียนเรียนต่ออยู่อีกราว 18 เดือนก่อนจะออกจริงๆ
       
       
แล้วเพราะอะไรผมถึงลาออก สาเหตุนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนผมเกิด แม่ที่ให้กำเนิดผมเป็น นักศึกษาสาวท้องก่อนแต่ง เธอตัดสินใจยกผมให้คนอื่นรับไปเลี้ยงดูแทน โดยตั้งใจไว้ว่าคนที่รับผมไปเลี้ยง จะสามารถเลี้ยงดูผมได้จนจบปริญญา
       
       
ทุกอย่างจึงจัดเตรียมไว้เรียบร้อยว่าผมจะได้พ่อบุญธรรมที่เป็นทนายความกับภรรยารับไปเลี้ยง ทุกอย่างดูลงตัวจนกระทั่งผมเกิดออกมา พ่อแม่บุญธรรมที่เลือกผมไว้กลับเปลี่นใจอยากได้ลูกผู้หญิง
       
       
ดังนั้นพ่อแม่ปัจจุบันของผม ซึ่งมีชื่อยู่ในรายชื่อที่รอคอยอุปการะ จึงได้รับโทรศัพท์กลางดึกคืนนั้น ปลายสายถามว่า "เราบังเอิญได้เด็กทารกผู้ชายพวกคุณอยากรับไปเลี้ยงไหม?" พ่อแม่ผมก็ตอบไปว่า "รับ"
       
       
แต่แม่ที่ให้กำเนิดผมมารู้ที่หลังว่า แม่บุญธรรมของผมไม่ได้จบปริญญา ส่วนพ่อบุญธรรมก็ไม่ได้เรียนจบมัธยมปลาย เลยเปลี่ยนใจไม่ยอมเซ็นเอกสารยกผมให้พ่อแม่บุญธรรมไปอุปการะ เธอลังเลใจอยู่นาน แต่ในที่สุดก็ยอมยกผมให้ เพราะพ่อแม่บุญธรรมผมสัญญาไว้ว่าจะเลี้ยงดูผมจนจบปริญญาให้ได้
       
       
นี่คือจุดเริ่มต้น ของชีวิตผม
       
       
17 ปีต่อมา ผมก็ได้เข้ามหาวิทยาลัย แต่ด้วยความไร้เดียงสา ผมดันเลือกไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ค่าเทอมแพงเกือบเท่าสแตนฟอร์ด แล้วผมก็ใช้เงินเก็บของพ่อแม่ตัวเอง ที่เป็นคนทำงานกินเงินเดือนมาเป็นค่าเทอม
       
       
หลังจากเรียนไปได้ 6 เดือน ผมก็รู้สึกไม่เห็นจะได้อะไรจากสิ่งที่เรียนไป แล้วก็ไม่เห็นว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยจะช่วยให้ผมรู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วผมจะผลาญเงินเก็บที่พ่อแม่ผมหามาชั่วชีวิตไปทำไม
       
       
ผมเลยตัดสินใจลาออก ได้แต่ภาวนาขอให้เรื่องทุกอย่างลงเอยด้วยดี ที่จริงผมก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผมเลยทีเดียว ทันทีที่ผมลาออก ทำให้ผมไม่ต้องเรียนวิชาที่ไม่อยากเรียน และเลือกเรียนแต่วิชาที่อยากมากกว่า
       
       
แต่ชีวิตไม่ง่ายเหมือนในนิยาย ผมไม่มีหออยู่เลยต้องอาศัยพื้นห้องเพื่อนเป็นที่นอน ต้องเก็บขวดโค้กไปแลกเงินขวดละ 5 เซนต์ เพื่อนำเงินไปซื้อข้าว แล้วก็ต้องเดินทางไปโบสถ์ทุกคืนวันอาทิตย์ระยะทาง 5 ไมล์ เพื่อหาอาหารดีๆทานสักมื้อ แต่ผมก็ชอบนะ
       
       
แล้วการที่ผมทำตามสัญชาตญาณอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง ภายหลังกลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Reed ในตอนนั้นมีวิชาการประดิษฐ์ตัวอักษร ที่อาจะเรียกได้ว่าดีที่สุดในประเทศ ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย โปสเตอร์ หรือป้ายที่ติดตามบอร์ดต่างๆ ล้วนมือแต่ตัวหนังสือที่เขียนด้วยมือ
       
       
เพราะผมลาออกเลยไม่ต้องไปเรียนวิชาบังคับ ผมจึงได้เรียนวิชาประดิษฐ์ตัวอักษร และเรียนรู้วิธีประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมา เรียนรู้ว่าแบบตัวพิมพ์ Serif หรือ Sen Serif คืออะไร เรียนวิธีการวางช่องไฟระหว่างตัวอักษร การออกแบบตัวอักษรให้สวย ทำอย่างไร
       
       
มันกลายเป็นศิลปแขนงหนึ่งที่สวยงาม และใช้การออกแบบที่ละเอียดอ่อนขนาดที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถทำได้เหมือน และที่สำคัญผมหลงใหลกับวิชานี้มากทีเดียว แต่ผมไม่เคยคิดว่าผมจะเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์อะไรในชีวิต
       
       
จนกระทั่ง 10 ปีต่อมา เมื่อผมกับเพื่อนออกแบบเครื่อง แมคอินทอช เครื่องแรก จึงได้รื้อฟื้นวิชาพวกนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และดีไซน์ตัวอักษรทั้งหมดลงไปในเครื่องแมค จึงกลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการออกแบบตัวหนังสืออย่างสวยงาม
       
       
ถ้าไม่ใช่เพราะผมเลือกเรียนวิชานั้น เครื่องแมคคงไม่มีแบบตัวอักษรที่หลากหลาย และการจัดช่องไฟที่สวยงามแบบนี้ และถ้า วินโดวส์ ไม่ได้มาลอกเลียนแบบจาก แมค ไป คงไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องไหนในปัจจุบันที่มีฟอนต์สวยงามแบบนี้
       
       
ถ้าผมไม่ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยตอนนั้น ผมคงไม่ได้เรียนวิชาออกแบบตัวอักษร และคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้คงไม่มีฟอนต์สวยๆแบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แน่นอนว่าคงเป็นไปไม่ได้ ถ้าผมจะพยายามลากเส้นต่อจุดอนาคตของตัวเองตอนที่ผมเรียนอยู่ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป 10 ปีให้หลังจุดแต่ละจุดนั้นมันชัดเจนมากๆ
       
       
ดังนั้น ผมขอบอกว่าเราไม่สามารถลากเส้นต่อจุดเมื่อมองไปในอนาคต เราจะเห็นมันก็ต่อเมื่อ เรามองย้อนกลับไปในอดีตเท่านั้น จึงต้องเชื่อว่าจุดทั้งหลายที่ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหาทางลากเส้นต่อเข้าหากันเองในอนาคต
       
       
ต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในบางสิ่งบางอย่างอย่างแน่วแน่ เพราะความเชื่อที่เรามีต่อจุดแต่ละจุดนั้น ในที่สุดมันจะเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเอง และมันจะให้ความมั่นใจทำตามสิ่งที่หัวใจคุณต้องการ ถึงแม้บางครั้งมันอาจจะพาคุณออกนอกเส้นทางบ้าง และสิ่งนั้นจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน
       
       
เรื่องที่สองของผมเกี่ยวกับความรัก และการสูญเสีย ผมโชคดีที่ผมค้นพบสิ่งที่ผมรักตั้งแต่อายุยังน้อย ผมกับวอซเริ่มทำบริษัท แอปเปิล ด้วยกันในโรงรถของพ่อตอนอายุ 20 ปี เราทำงานกันอย่างหนัก 10 ปีต่อมา แอปเปิลเติบโตจากเรา 2 คนที่ทำงานกันในโรงรถกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่า 2,000 ล้านเหรียญ พนักงงานมากกว่า 4,000 คน
       
       
เราเปิดตัวยวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเราอย่าง แมคอินทอช ปีเดียวก่อนที่ผมจะอายุครบ 30 หลังจากนั้นผมก็ถูกไล่ออก คนเราจะถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองสร้างขึ้นมาได้อย่างไร? ก็คือว่าในขณะที่ แอปเปิล เติบโตขึ้น เราก็จ้างคนที่ผมคิดว่ามีความสามารถมาก มาบริหารบริษัทกับผม
       
       
ช่วงปีแรกผ่านไปด้วยดี แต่หลังจากนั้นวิสัยทัศน์ก็เริ่มไปคนละทิศละทาง จนในที่สุดก็ถึงขั้นแตกหัก และกรรมการบริษัทคนอื่นก็เข้าข้างผู้บริหารคนนั้นด้วย ผมจึงถูกไล่ออกตอนอายุ 30 แล้วก็เป็นการออกที่ครึกโครมด้วย
       
       
ผมสูญเสียสิ่งที่ทุ่มเทมาตลอดในช่วงวัยทำงานของผม หลังจากเหตุการณ์นั้นผมเสียศูนย์ไปหลายเดือน เพราะผมรู้สึกเหมือนตัวเองทำให้นักธุรกิจในยุคก่อนหน้าผมต้องเสื่อมเสีย เหมือนกับเป็นวาทยากรที่ทำให้ไม้บาตองที่รับสืบทอดมาตกลงไป
       
       
ผมได้พบกับ เดวิด แพกการ์ด และ บ็อบ นอยซ์ เพื่อขอโทษที่ผมทำให้วงการเสื่อมเสีย ความล้มเหลวของผมเป็นข่าวดังครึกโครมจนผมอยากจะหนีไปจากวงการคอมพิวเตอร์ แต่ก็มีบางอย่างเริ่มชี้ทางสว่างแก่ผมว่า ยังไงผมก็รักสิ่งที่ผมทำ
       
       
เหตุการณ์พลิกผันใน แอปเปิล ไม่ได้เปลี่ยนความรักนั้นแม้แต่น้อย ผมถูกปฏิเสธ แต่ผมก็ยังรักมัน จึงตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ ผมได้เรียนรู้ทีหลังว่าการที่ถูกไล่ออกจากแอปเปิล เป็นสิ่งที่ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่งในชีวิต จากเมื่อก่อนที่ต้องแบกความสำเร็จไว้บนบ่ามาตลอด ถูกแทนที่ด้วยความโล่งสบาย ที่ได้กลับมาเป็นมือใหม่อีกครั้ง มั่นใจน้อยลง
       
       
แล้วสิ่งนี้ก็ช่วยปลดปล่อยให้ผมกลับสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของผม 5 ปีต่อมา ผมตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT แล้วก็ Pixar และต่อมาก็ได้พบรักกับลอว์เรนซ์ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา
       
       
Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และต่อมาเหตุการณ์กลับตาลปัตรแอปเปิลกลับมาซื้อ NeXT ซึ่งทำให้ ผมได้กลับคืนสู่แอปเปิลอีกครั้ง และเทคโนโลยีที่ได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของแอปเปิลในท้ายที่สุด
       
       
ส่วนผมกับลอว์เรนซ์ก็มีครอบครัวที่มีความสุขด้วยกัน ผมคิดว่าทุกเรื่องคงไม่ลงเอยแบบวันนี้ถ้าวันนั้นผมไม่ได้ถูกไล่ออกจาก แอปเปิลมันเป็นยาขมแต่ยังไงคนป่วยก็ต้องการยา
       
       
ถึงแม้บางครั้งชีวิตจะเล่นตลกกับคุณบ้าง แต่จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณเชื่อ ผมเองก็เชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้ผมลุกขึ้นเดินต่อไปได้ คือผมรักในสิ่งที่ผมทำ ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ ทั้งเรื่องงาน และเครื่องความรัก
       
       
เพราะคุณจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการทำงาน และวิธีเดียวที่คุณจะทำในสิ่งที่ยอดเยี่ยม คือคุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และหัวใจจะบอกคุณเอง เมื่อคุณพบมันแล้ว มันก็เหมือนกับมิตรภาพ หรือความสัมพันธ์ดีๆ ก็คือยิ่งนานวันเข้า เราก็จะรู้สึกว่ามันยิ่งใช่ ดังนั้นจงค้นหาต่อไป อย่าหยุด จนกว่าจะเจอ
       
       
เรื่องที่สามของพบเกี่ยวกับความตาย ตอนผมอายุ 17 ผมเคยอ่านคำคมคนนึงบอกว่า "ให้คุณใช้ชีวิตเหมือนกับวันนี้เป็นวันสุดท้าย มันอาจจะเป็นจริงเข้าสักวัน" ผมประทับใจมาก และตลอด 33 ปีที่ผ่านมาผมจะถามตัวเองในกระจกทุกเช้าว่า "ถ้าผมอยู่วันนี้เป็นวันสุดท้ายผมจะยังอยากทำในสิ่งที่ผมกำลังจะไปทำในวันนี้หรือไม่" แล้วถ้าคำตอบเป็น “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน ผมก็รู้ว่า ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง
       
       
วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก ช่วยให้ผมตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะแทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปโดยปริยายเมื่อความตายมาถึง เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงเท่านั้น
       
       
การเตือนตัวเองว่า เราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ผมรู้ เพราะเมื่อตายไปแล้ว เราก็เหลือแต่ร่างกายที่เปลือยเปล่า จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำตามสิ่งที่หัวใจต้องการ
       
       
เมื่อประมาณปีที่แล้ว ผมถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ผมทำการตรวจร่างกายตอนเช้า 7.30 ผลที่ได้ปรากฏชัดว่า ผมมีก้อนเนื้อในตับอ่อน ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตับอ่อนมันอยู่ตรงไหน ต่อมาหมดก็บอกว่ามะเร็งชนิดนี้ไม่สามารถรักษาได้ ผมคงอยู่ได่อีกไม่เกิน 3-6 เดือน
       
       
หมอแนะนำว่าผมควรกลับไปจัดการธุระที่บ้านให้เรียบร้อยซะ ความหมายอีกนัยหนึ่งของหมอก็คือให้เตรียมพร้อมจะตายได้เลย หมายถึงให้กลับไปสั่งเสียลูกๆ ทั้งๆที่ ตอนแรกคุณนึกว่าจะได้มีเวลาบอกเขาอีกสักสิบปี แทนที่จะเหลือแค่ 2-3 เดือน
       
       
หมายถึงสะสางเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อยซะเพื่อคนในครอบครัวจะได้ไม่ต้องมายุ่งยากทีหลัง และหมายถึงเตรียมตัวบอกลาได้ วันนั้นทั้งวันผมใช้เวลาไปกับการตรวจร่างกาย พอตกเย็น ผมถูกตัดเนื้อเยื้อไปตรวจ
       
       
วิธีก็คือหมอจะแหย่ท่อยาวๆ ลงไปผ่านลำคอ ท้อง ลำไส้ แล้วก็เอาเข็มจิ้มลงไปในตับอ่อนของผมเพื่อให้ได้เซลล์ส่วนนึงจากก้อนเนื้อที่อยู่ในนั้น ตอนนั้นผมสลบอยู่แต่ภรรยาผมเล่าให้ฟังทีหลังว่า พอหมอเห็นเซลล์ที่อยู่ใต้กล้องจุลทรรศน์แล้วหมอก็เริ่มร้องไห้
       
       
เพราะปรากฏว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นมะเร็งตับอ่อนที่ไม่ค่อยพบมากนัก และสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ผมเข้ารับการผ่าตัด และขอบคุณพระเข้าตอนนี้ผมหายดีแล้ว
       
       
นั่นเป็นครั้งที่ผมเฉียดความตายมากที่สุดชีวิต และหวังว่าขอให้เป็นอย่างนั้นอีกสักพลายๆปี พอผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้ มันทำให้ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำกับพวกคุณว่า ความตายเป็นประโยชน์และเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดสติปัญญาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
       
       
ไม่มีใครที่อยากตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนเพื่อจะขึ้นสวรรค์ ยังไงก็แล้วแต่ความตายเป็นจุดหมายปลายทางที่เราทุกคนต่างจะต้องไป ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แล้วมันก็ควรเป็นอย่างนั้นด้วย
       
       
เพราะความตายเป็นเหมือนประดิษฐกรรมสุดยอดสิ่งหนึ่งของชีวิต เป็นการเปลี่ยนผ่านจากชีวิตหนึ่งไปสู่อีกชีวิตหนึ่ง เป็นการชำระล้างสิ่งเก่าๆเพื่อรอรับสิ่งใหม่ๆ
       
       
ตอนนี้สิ่งใหม่นั้นคือคุณ แต่อีกไม่นานจากนี้ไป คุณก็จะเริ่มกลายเป็นสิ่งเก่าๆ และถูกเลือนหายไป ขอโทษด้วยครับที่พูดตรงไปหน่อย แต่มันเป็นความจริง เวลาของคุณมีจำกัด ดังนั้นอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตใต้เงาของคนอื่น
       
       
อย่าตีกรอบด้วยกฏเกณฑ์ ซึ่งก็คือผลของการใช้ชีวิตตามความคิดของคนอื่นนั่นเอง อย่าให้เสียงความคิดเห็นของคนอื่น กลบเสียงที่อยู่ภายในของคุณจนหมดสิ้น และที่สำคัญที่สุด จงกล้าหาญอยู่เสมอที่จะทำตามหัวใจ และสัญชาตญาณของตัวเอง เพราะบางทีสองสิ่งนี้อาจรู้อยู่แล้วว่าที่จริงแล้วคุณต้องการจะเป็นอะไร นอกจากนี้แล้วทุกอย่างเป็นเรื่องสำคัญรองลงไปหมด
       
       
ตอนที่ผมยังเด็ก มีวารสารที่ชื่อว่า The Whole Earth Catalog ซึ่งเปรียบได้กับคัมภีร์ของคนยุคผมเลยทีเดียว เจ้าของวารสารเล่มนี้ชื่อว่า Stewart Brand ซึ่งอาศัยอยู่ใน Menlo Park ไม่ไกลจากที่นี้
       
       
เขาทำให้วารสารเล่มนี้ เต็มไปด้วยชีวิตชีวาด้วยสำนวนการเขียนที่น่าประทับใจ ยุคนั้นเป็นปลายยุค 1960 ก่อนมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ คอมพิวเตอร์สำหรับงานสิ่งพิมพ์เสียอีก ทุกหน้าพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด ใช้กรรไกรตัดแปะ ใช้รูปจากกล้องโพลารอยด์ วารสารนี้เปรียบเทียบได้กับ กูเกิล ในรูปแบบกระดาษ เพียงแค่มันเกิดก่อนกูเกิล 35 ปี เป็นวารสารที่เปี่ยมไปด้วยอุดมคติ ท่วมท้นไปด้วยไอเดียบรรเจิด และเครื่องมือเจ๋งๆ
       
       
Stewart Brand และทีมงานผลิต The Whole Earth Catalog ขึ้นมาหลายฉบับ จนกระทั่งเมื่อถึงวาระของมัน นิตยสารนี้ก็มาถึงฉบับสุดท้าย นั่นเป็นช่วงกลางยุค 1970 ซึ่งตอนนั้นผมก็อายุเท่ากับพวกคุณในที่นี้
       
       
ด้านหลังปกของวารสารฉบับสุดท้าย เป็นรูปถ่ายถนนในชนบทเส้นหนึ่งในยามเช้า เป็นภาพที่พอจะกระตุ้นต่อมอยากของนักผจญภัยได้ ใต้รูปมีคำพูดประโยคนึงเขียนไว้ว่า “จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ”
       
       
ถือเป็นข้อความอำลงก่อนที่วารสารเล่มนี้จะปิดตัวลง “จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ” 
เป็นคำที่ผมขอให้ตัวผมเองเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอด

… Steve Jobs [Steven Paul Jobs, 24 February 1955 – 5 October 2011]
… แปล : อาทิตย์ โกวิทวรางกูร #MADMANBOOKS
… Source : [http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=7yciGpzhcVk]


ที่มา https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=174498487553243&id=106791607657265

Friday, October 2, 2020

corn

ครั้งหนึ่งในอเมริกากลาง
ทุก ๆ ปีจะมีการประกวดเมล็ดพันธ์ข้าวโพด
หลังจากการประกวดชายผู้ที่ชนะเลิศที่หนึ่ง
เขาทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือ ...
ทันทีที่เขาชนะ
เขาได้นำเมล็ดพันธ์ที่เพิ่งชนะการประกวด
แจกให้กับผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันและกล่าวว่า
เอาเมล็ดพันธ์นี้ไปปลูกน่ะ แล้วปีหน้าเรามาแข่งกันใหม่

ในปีต่อมา ...
เขาก็ชนะการประกวดเมล็ดพันธ์ข้าวโพดอีก
เขาเดินแจกเมล็ดพันธ์ที่เขาเพิ่งชนะให้กับคนอื่น ๆ
แล้วบอกว่า ...
เอาไปปลูกน่ะ แล้วปีหน้าเรามาแข่งกันใหม่

ชายผู้นี้ชนะการประกวดเมล็ดพันธ์ข้าวโพด
ติดต่อกัน 6 ครั้ง และเขาก็แจกเมล็ดพันธ์ที่ชนะ
ให้ผู้แข่งขันคนอื่น ๆ ทุกปี

มีนักข่าวถามเขาว่า ...
ไม่เป็นการง่ายกว่าหรือ ถ้าเขาเก็บเมล็ดพันธ์ที่ดี
โดยไม่แบ่งคนอื่น เขาก็จะได้ชนะง่าย ๆทุกปี
เขาตอบว่า ... แสดงว่า ...
คุณไม่เข้าใจในการปลูกพืช คุณเคยได้ยินคำว่า ...
การกลายพันธ์ไหม ถ้าไร่ของผมมีเมล็ดพันธ์ที่ดี
บังเอิญไร่ของเพื่อนบ้านมีแต่เมล็ดพันธ์ที่แย่ ๆ
วันหนึ่ง ลมก็จะพัดเอาเกสรของเมล็ดพันธ์ที่แย่ ๆ
มาตกในไร่ของผม ทำให้เมล็ดพันธ์ผมแย่ไปด้วย
มันไม่เป็นการดีหรอกหรือ ...
ที่ทุกคนมีเมล็ดพันธ์ที่ดีแล้ว ...
ถึงตอนนั้นมาแข่งกันว่า ...
ใครขยัน รดนำพรวนดินดีกว่ากัน

มีคำกล่าวว่า ...
ถ้าคุณมีเมล็ดพันธ์ความคิดที่ดี คุณเก็บไว้กับตัว
ไม่แบ่งปันใคร ถึงวันหนึ่งเมล็ดพันธ์แห่งความคิดนั้น
ก็จะตายไปพร้อมคุณ
เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ที่ความคิดและความรู้
ยิ่งให้ออกไป เรายิ่งได้รับกลับมา
และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คน ๆ นั้น
ประสบความสำเร็จที่มากขึ้นไปพร้อม ๆ กับ
การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในสังคม

ที่มา internet

Friday, September 25, 2020

children with fear

#ความกลัวที่มีราคา

หมอไปเป็นวิทยากรงานประเทศนี้ไม่ตีเด็ก มีคุณพ่อถามขึ้นในตอนท้ายว่า 

“ถ้าเราไม่ตีลูก แล้วลูกจะกลัวเราหรอครับ”

ความเชื่อว่าลูกต้องกลัวพ่อแม่ ถูกฝังรากลึกในวัฒนธรรมการเลี้ยงดูเชิงลบ 

เราจึงเน้นการตีให้จำ ด่าให้เจ็บถึงใจ จะได้กลัวแล้วไม่ทำผิดซ้ำๆ 

ทั้งๆ ที่ความกลัว มีราคาที่เราต้องจ่ายเสมอ 

สมองของคนเราเมื่อกลัว ก็จะ 

“สู้” ซึ่งหลายครั้งหมายถึง ความก้าวร้าว ต่อต้าน ไม่ฟัง ไปจนถึงใช้ความรุนแรง (และความก้าวร้าวนั้นมักได้มาจากการเลียนแบบความรุนแรงจากพ่อแม่) 
เล็กๆ สู้ไม่ได้ พอโตขึ้นไปก็เริ่ม “เอาคืน” 

“หนี” โกหก ปกปิดความผิด เลี่ยงที่จะทำ ไม่กล้าลงมือ เพราะไม่อยากโดนกระทำด้วยความรุนแรง สะสมไปมากๆ ก็กลายเป็นคนวิตกกังวล โกหกไปวันๆ รู้สึกโลกไม่ปลอดภัย

“ยอม” เรามักจะเข้าใจว่าทำให้กลัวแล้วลูกก็ยอมโดยดี แต่เด็กที่โตมาแบบผู้แพ้ ก็สะสมความรู้สึก “ฉันไม่มีอำนาจ” “ฉันไม่มีความหมาย” “ฉันสู้เค้าไม่ได้” “ฉันไม่ดีพอ” สาเหตุของความนับถือตนเองที่ต่ำ และนำไปสู่โรคซึมเศร้า 

พ่อแม่ที่ทำให้ลูกกลัว มักจะต้องมาคอยตั้งคำถาม “ทำไมไม่เล่าให้แม่ฟัง” ทำไมต้องโกหกพ่อ” “ทำไมไม่ลองพยายามดู” “ทำไมไม่มั่นใจตัวเองเลย” 

คำถาม... ที่จริงๆ เราไม่อยากถาม

สมองที่ใช้แค่การเอาตัวรอดในการเรียนรู้ ไม่ใช่สมองที่พัฒนาไปได้ดี 

“สมองส่วนเอาตัวรอดทำงาน = สมองส่วนคิดจะปิดทำการ”

สมองส่วนคิด (executive function = EF)  ที่เราอยากให้ลูกพัฒนา จะพัฒนาได้ เมื่อเด็กเรียนรู้ด้วยความรู้สึกสงบ ปลอดภัย มีอารมณ์เชิงบวก 

อย่าเลี้ยงลูกให้ต้องกลัวเรา 

“ความกลัว” มีราคาที่เราต้องจ่ายเสมอ 

เลี้ยงลูกให้ “เคารพ” กัน 

เริ่มจากเรื่องง่ายๆ เป็น “พ่อแม่ที่น่าเคารพ”

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้เชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ควรมีพื้นฐานจากความกลัว

Monday, September 21, 2020

Miyazaki

【ความพยายามระดับที่ 1 ของโลก】
เคยสงสัยไหมคะ 
คนคนหนึ่ง จะก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาโอลิมปิคเหรียญทอง 
เขาต้องทนฝึกหนักแค่ไหน 
แถมต้องทนรอตั้ง 4 ปี เพื่อมาวิ่งแข่งจริงแค่ 10 วินาทีเท่านั้น

มีชายญี่ปุ่นคนหนึ่ง ที่ลงแข่งการแข่งขันระดับโลก
ฝึกฝนและอดทนกว่า 10 ปี
จนได้เป็นที่ 1 ในวงการนั้น 
วงการของ Maître d'hôtel หรือหัวหน้าบริกร 
คนที่เป็นที่ 1 ของโลก เป็นคนแบบไหนกัน?
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Miyazaki Shin (宮崎辰-เกิดค.ศ. 1976) 
หลงรักการทำอาหารตั้งแต่เด็ก...
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาลองทำอาหารง่ายๆ ให้ที่บ้านทาน
พ่อ แม่ พี่ชาย พี่สาวทุกคนชื่นชมว่าอร่อยมาก

เด็กชาย Miyazaki รู้สึกมีความสุขล้นใจ
 และหลงใหลในการทำอาหารแต่นั้นเป็นต้นมา
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เมื่อจบมัธยมปลาย Miyazaki เลือกเรียนต่อด้านการทำอาหาร
เมื่อเรียนจบ เขาเข้าทำงานที่ร้านอาหารฝรั่งเศสสุดหรูแห่งหนึ่งในโตเกียว

ระหว่างรอทำตำแหน่ง chef 
ทางร้านให้เขาเป็นผู้ช่วยบริกรไปก่อน 

ที่นั่น เขาได้พบกับหัวหน้าบริกร 
ซึ่งเป็นแชมป์ที่ 1 ในการประกวดหัวหน้าบริกรระดับประเทศ
Miyazaki ชื่นชมหัวหน้าท่านนั้น 
และฝันอยากเป็นที่ 1 ระดับประเทศเช่นกัน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
คำว่า "หัวหน้าบริกร" หรือ Maître d'hôtel 
จริงๆ แล้ว เป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก
ในร้านอาหารสุดหรูระดับโลก

หัวหน้าบริกรจะทำหน้าที่ตั้งแต่เชิญแขกเข้าร้าน
 ต้อนรับ ชงค็อกเทล หั่นเนื้อหรือปลาที่เชฟปรุงจากครัว
 หรือทำของหวาน เช่น เครป 

ท่วงท่าการจัดเตรียมต้องสง่างาม ปราณีต
เพราะเสมือนเป็นการแสดง Performance อย่างหนึ่งต่อหน้าลูกค้า

เพราะฉะนั้น ในการแข่ง "หัวหน้าบริกร" ระดับประเทศ
ผู้แข่งต้องมีความสามารถดังต่อไปนี้

1. จัดโต๊ะ และจัดดอกไม้ได้

2. จำเมนู และสามารถอธิบายให้แขกฟังได้
เช่น ผักจากที่ไหน เคล้าด้วยซอสอะไร รสชาติเป็นอย่างไร

ทั้งหมด ต้องอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ
หรือภาษาฝรั่งเศสได้ 
นั่นแปลว่า การเตรียมตัวเรื่องภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญ

ต้องมีความรู้เรื่อง Whiskey และ Wine
เพื่อแนะนำเครื่องดื่มที่เข้ากับอาหารได้ 

3. ตกแต่งจานออเดิร์ฟได้

4. สำหรับ Main Dish ต้องสามารถหั่นเนื้อ เลาะกระดูก
และจัดวางในจานอย่างสวยงามได้ 
ในการแข่งขัน เราจะไม่รู้ว่า โจทย์จะเป็นเนื้ออะไร
เพราะฉะนั้น ต้องหั่น
ทั้งเนื้อไก่ หมู แกะ ปลา ให้ได้ทั้งหมด 

5. ทำของหวานได้ 
ปรุงซอสราด หรือทำเครป ต่อหน้าแขก
หากแขกสั่งหวานมาก หวานน้อย เปรี้ยวนำ 
ก็ต้อง Made-to-order ได้เช่นกัน

6. ชงกาแฟได้ 

กล่าวโดยย่อ Miyazaki ต้องมีความรู้เรื่องต่อไปนี้ ..

การทำของคาว-หวาน-เครื่องดื่ม/ อาหารชนิดต่างๆ/ 
ด้านภาษาต่างประเทศ/ด้านบุคลิกภาพ/
เครื่องดื่ม (ค็อกเทล ไวน์ วิสกี้ กาแฟ)

ทุกอย่าง ต้องทำภายในเวลาที่กำหนดไว้
(แต่ละขั้นไม่เกิน 10-20 นาที)

เป็นการแข่งขันที่...โหดจริงๆ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
"ทุกอย่าง มาจากการฝึกซ้อม"

เมื่อตั้งเป้าหมายได้ 
Miyazaki ก็ลงมือ "ลุย" ทันที

ระหว่างทางไป-กลับบ้าน 
ไม่ว่าจะง่วงหรือเหนื่อยแค่ไหน
เขาจะนั่งอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศส

เขาซื้อเป็ดไก่มาหลายร้อยตัว 
เพื่อหัดใช้มีดหั่นเลาะให้สวยงามที่สุด 
ระหว่างนั้น ก็อัด VDO ไว้ เพื่อกลับมาดูภายหลังว่า
ท่าทางตนเองเวลาหั่นนั้น เกร็งไปหรือไม่
สง่างามพอหรือยัง

ตอนฝึกทำของหวาน 
ก็ต้องซื้อสับปะรดมาหลายสิบลูก
มาฝึกปอกตาสับปะรด และหั่นออกมาให้เท่ากัน
และสวยงามที่สุด 

นอกจากค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าบ้านแล้ว
เงินเดือนทั้งหมด หมดไปกับค่าวัตถุดิบในการฝึกซ้อมหมด

ทุกวันหยุด 
Miyazaki จะไปเรียนจัดดอกไม้
กับครูที่โรงเรียนสอนทำอาหาร 
หรือไม่ก็ไปเรียนเทคนิคการหั่นเนื้อ หั่นปลา
กับเชฟชื่อดังตามที่ต่างๆ 

นอกจากนี้ เพื่อไม่ให้ตื่นเต้นในวันแข่งจริง
เขาขอให้เพื่อนที่เป็นเชฟ ช่วยย่างไก่หรือเป็ดให้
และเชิญแขกที่สนิทด้วย มาช่วยทาน
และให้ comment ว่า เขาบริการได้ดีหรือยัง

การแข่งขันระดับประเทศญี่ปุ่นนี้ จัดขึ้น 2 ปีครั้ง
Miyazaki ลงแข่งการแข่งขันระดับประเทศ 3 ครั้ง

ครั้งแรก ตอนอายุ 29 ปี ....ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ
ครั้งที่ 2 ตอนอายุ 31 ปี ....ได้ที่ 3 
จนครั้งสุดท้าย ตอนอายุ 33 ปี เขาคว้าที่ 1 มาครองได้ 

 6 ปี ที่เขามุมานะฝึกซ้อมพยายาม
10 ปี นับจากวันแรกที่เขาเริ่มมีความฝัน...
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
"มีดกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของผม"

ผู้ชนะการแข่งขันระดับประเทศ จะมีสิทธิ์ไปแข่งขันระดับโลก
Miyazaki จึงตั้งเป้าหมายใหม่
คือ การเป็นที่ 1 ของโลก

เขากลับไปเกลาเทคนิคต่างๆ ใหม่หมด
ตั้งแต่การทำค็อกเทล กาแฟ ของหวาน 
โดยเฉพาะการหั่นเนื้อ ที่เขาคิดว่ายังทำได้ไม่ดีนัก

เขาฝึกซ้อมอย่างหนัก หลังเลิกงาน และเสาร์-อาทิตย์ตลอด

จนวันหนึ่ง เขารู้สึกว่า
"มีดที่ใช้หั่นกลายเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายผม" 

เขารู้ว่า ต้องกะน้ำหนักมีดหั่นไปถึงจุดไหน 
จะเจออะไร สัมผัสส่วนอ่อน-แข็งจากปลายมีดได้หมด
เสมือนมีดเป็นมือทั้ง 2 ข้างของเขา 

หลังจากวันนั้น วันที่ได้รู้สึก "สัมผัส" นั้น
เขามั่นใจในเทคนิคการหั่นเนื้อของเขา 
และไม่เคยกังวลอีกเลย

+++++++++++++++++++++++++++++++++++
"การฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง นำไปสู่ความมั่นใจ"

Miyazaki ฝึกอย่างหนักจนมั่นใจว่า 
ไม่น่าจะมีผู้แข่งขันคนใดฝึกหนักเท่าตนอีกแล้ว

อย่ารอปาฏิหาริย์...

"อย่าคาดหวังว่า 
พอถึงการแข่งจริงแล้ว เราก็ทำได้ดีกว่าที่ซ้อม
แต่จงฝึกให้ Performance ออกมาดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอ"

การฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง 
ทำให้ Miyazaki เกิดความมั่นใจ 
และสงบนิ่งเมื่อถึงวันแข่งจริง

ในที่สุด ... เขาก็คว้าตำแหน่งที่ 1 ของโลกมาครอง
หนุ่มญี่ปุ่น... ที่แข่งการแข่งขันการบริการอาหารฝรั่งเศส
และเอาชนะคนฝรั่งเศสหรือคนยุโรปอื่นๆ ได้ในทีสุด  

ปัจจุบัน Miyazaki มีความฝันใหม่อีกแล้ว....
นั่นคือ การทำให้อาชีพ "หัวหน้าบริกร" เป็นที่รู้จักในประเทศมากขึ้น
เฉกเช่นเดียวกับ Patissier (เชฟทำขนม) หรือ
ซอมเมอลิเยร์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์) 

วงการนี้จะได้มีคนเก่งๆ เข้ามาช่วยกันพัฒนาเทคนิคยิ่งขึ้นไปอีก
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
แม้แต่คนที่อยู่ญี่ปุ่นมานานอย่างดิฉัน
เมื่อได้อ่านเรื่องของคุณ Miyazaki
ก็ยังรู้สึกว่า...
"คนเรา มันอดทนและพยายามกันได้ขนาดนี้เชียวเหรอ?"

แม้ยังไม่ได้มีความฝันระดับ "โลก"
แต่ดิฉันรู้แล้วว่า 
หากตัวเองเหนื่อยและท้อกับการทำอะไรบางอย่าง
ดิฉันควรจะนึกถึงใคร

ความพยายามอย่างไม่หยุดยั้ง
การฝึกซ้อมจนเกิดความมั่นใจ
การทำสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก 
การไม่ลดละความพยายาม
และ
การไม่หยุดฝัน
ของ Maître d'hôtel Miyazaki Shin

Japan Gossip by เกตุวดี Marumura

เรียบเรียงจากหนังสือเรื่อง "世界一のおもてなし" 
โดย Miyazaki Shin 

ป.ล. ใครอ่านภาษาญี่ปุ่นออก และชอบแนวชีวประวัติคน เล่มนี้ แกเขียนสนุกมากค่ะ ได้กระโดดเข้าไปในโลกของการบริการ โลกของการทำอาหาร เป็นโลกที่เราไม่เคยรู้มาก่อน 

ป.ล. 2 ที่คุณ Miyazaki พยายามได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีใจรักการบริการ รักการทำอาหาร รักและภูมิใจในอาชีพนี้ค่ะ

Wednesday, September 16, 2020

Same joke story

Charlie Chaplin told the audience a wonderful joke and all the people started laughing... 
วันหนึ่ง ชาร์ลี แชปลิน เล่าเรื่องตลกมากเรื่องหนึ่งแก่ผู้ฟัง แล้วผู้คนทั้งหมดก็หัวเราะ

Chapline repeated the same joke and only few people laughed..???? 
พอเล่าจบ ชาร์ลีก็ เล่าเรื่องตลก เรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง คราวนี้มีคนหัวเราะออกมาน้อยมาก

He again repeated the same joke but this time no one laughed...?????? 
เขาเริ่มเล่าเรื่องตลกเรื่องเดิมซ้ำเป็นครั้งที่สาม คราวนี้ ไม่มีใครหัวเราะเลย

Then he told these beautiful lines...; 
แล้วเขาก็พูดสิ่งที่สวยงามต่อไปดังนี้

"when you cannot laugh on the same joke again and again... 
then why do you cry again and again on the same worry" 
เมื่อคุณไม่สามารถหัวเราะให้กับเรื่องตลกที่เล่าซ้ำ แล้วทำไม คุณถึงร้องไห้ให้กับเรื่องเศร้าเก่าๆ ได้เรื่อยๆ ล่ะ

So enjoy your every moment of life..!! 
Life is beautiful?????? 
Today is a good day to recollect his 3 heart-touching statements:- 
จงมีความสุขในทุกขณะ
เพราะชีวิตเป็นสิ่งสวยงาม
และวันนี้เป็นวันดีที่จะรำลึกถึงสิ่งที่เขาได้กล่าวไว้ 3 อย่าง

(1) Nothing is permanent in this world, not even our troubles. 
หนึ่งคือ ไม่มีอะไรจีรังในโลกใบนี้ แม้กระทั่งปัญหาของเรา

(2) I like walking in the rain, because nobody can see my tears. 
สองคือ ฉันชอบเดินท่ามกลางสายฝน เพราะจะไม่มีใครมองเห็นน้ำตาของฉันได้เลย

(3) The most wasted day in life is the day in which we have not laughed. 
สามคือ วันที่เราสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ คือวันที่เราไม่ได้หัวเราะออกมาเลย


Cr : Forward LINE

Friday, September 4, 2020

345

3 เรื่องราว 4 ขอบคุณ 5 ทำไม

คุณซากุราอิ เอริโกะ อดีตผู้ฝึกอบรมพนักงานของดิสนีย์และเป็นอาจารย์สอนด้านจิตวิทยาและแนวคิดการให้บริการของดิสนีย์ เล่าเรื่องราวสนุกๆและน่าประทับใจไว้หลายเรื่องในหนังสือ “disneyland ทำอะไรทำไมใครๆก็หลงรัก” (ซึ่งผมได้ไอเดียมากมายและคงเอามาทยอยเล่าได้หลายตอน)   

หนังสือที่ดีงามเล่มนี้เป็นเรื่องของความ “ใส่ใจ” ในรายละเอียด ในผู้คน ทั้งวิธีคิดและทัศนคติ ส่วนหนึ่งในหนังสือมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับความใส่ใจอยู่สามเรื่องที่นำด้วยเลข 3 4 5 พอดีที่ทำให้ผมจำได้ง่ายๆ และน่ามาเผยแพร่ต่อ เป็นเทคนิคการคิดสามเรื่องที่น่าจะมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย

3 เรื่องราว

คุณเอริโกะบอกว่า มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาระบุว่าความจำระยะสั้นของคนเราจะจำข้อมูลในปริมาณจำกัดได้ไม่เกินสี่อย่าง เป็น magical number เวลาจะปรึกษาหรือสอนอะไรก็ควรจะทำครั้งละ 3-4 เรื่อง

เจ้านายและสุดยอดโค้ชของผม คุณซิกเว่ เบรกเก้ ซีอีโอ เทเลนอร์ก็เคยสอนเรื่องนี้ให้ผมไว้เช่นกัน ว่าถ้าจะเล่าอะไรหรือขึ้นไปกล่าวอะไรบนเวที ให้นึกแค่สามประเด็นพอ หนึ่ง สอง สาม ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เพราะคนจะสนใจและจำได้แค่ประมาณนั้น ซึ่งผมก็ใช้เป็นเทคนิคในการพูดในที่สาธารณะและคุยกับทีมงานมาโดยตลอด บทความนี้ที่เขียนก็ใช้เทคนิคสามเรื่องให้คนจำได้ง่ายเช่นกัน

4 ขอบคุณ 

คุณเอริโกะเล่าถึงเทคนิควิธีการ “ขอบคุณ” ให้คนจำได้นั้น ควรจะขอบคุณสี่ครั้ง ในสี่จังหวะ คุณเอริโกะยกตัวอย่างว่าถ้ามีผู้ใหญ่เลี้ยงอาหาร ขอบคุณครั้งแรกก็คือตอนจะแยกจากกัน ครั้งที่สองก็อาจจะเขียนอีเมล์ไปขอบคุณอย่างสุภาพอีกครั้ง

แต่ถ้าอีกซักอาทิตย์ เราส่งไปขอบคุณอีกทีพร้อมเรื่องราวเช่น อาหารอร่อยมาก ก็เลยว่าจะพาพ่อแม่ไปอาทิตย์นี้ และครั้งสุดท้ายเมื่อผ่านไปซักเดือน ส่งไปขอบคุณเรื่องราวที่เกิดจากบทสนทนาบนโต๊ะอาหารเช่นได้อ่านหนังสือสอนวิ่งที่ได้รับคำแนะนำมาก็เลยเริ่มวิ่งตามคำแนะนำแล้ว

ในมุมของคุณเอริโกะคือผู้ใหญ่นั้นเลี้ยงอาหารคนตลอดเวลา การที่อยากให้เป็นที่จดจำสำหรับผู้ใหญ่ การทำเกินคนอื่น`ก็เป็นเทคนิคอย่างหนึ่ง รวมถึงการเขียนขอบคุณด้วยลายมือก็เป็นการแสดงความใส่ใจอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

5 ทำไม

การค้นหาปัญหาและทำการแก้ไขเป็นทักษะสำคัญของคนที่ทำงานเก่งๆ คุณเอริโกะแนะนำให้ฝึกนิสัยในการพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างลึกซึ้งด้วยการถามคำถามอย่างที่โตโยต้าเรียกว่า why why analysis โดยวิธีการคือตั้งคำถามกับเหตุการณ์หรือปัญหาว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น พอได้คำตอบก็ถามจากคำตอบนั้นไปเรื่อยๆ 5 ครั้งจนได้รากของปัญหาหรือรากของสาเหตุที่แท้จริง

คุณเอริโกะยกตัวอย่างว่าถ้าอยู่ดีๆสินค้าเกิดขายดีขึ้นมา การตั้งคำถามก็คือ ทำไมถึงขายดี ถ้าตอบว่าขายดีเพราะดาราแนะนำ ก็ถามต่อว่าทำไมดาราคนนี้แนะนำแล้วขายดี แฟนคลับเขาคือกลุ่มไหน ถามแบบนี้ไปเรื่อยๆจนครบห้าครั้งก็จะได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งและถึงรากของเหตุการณ์เลยทีเดียว ผมลองเอาไปใช้ดูก็มีประโยชน์ตามที่คุณเอริโกะบอกจริงๆเพราะปกติผมถามแค่สองสามชั้นก็จบแล้ว  แถมเอามาลองใช้กับคำถามเรื่องชีวิต เป้าหมายในการทำงานก็สนุกไม่เบาเหมือนกันนะครับ

เลข 3 4 5 ในวันนี้เกิดจากหนังสือที่ดีงามมากๆที่อยากจะแนะนำให้อ่าน ไม่ใช่ตัวเลขไว้ซื้อหวยซึ่งต่อให้ช่วงนี้ลอตเตอรี่จะออกเลขที่ดูสวยงามก็คงไม่ออก 345 แน่ๆ…

แต่ถ้าถูกขึ้นมา เพจนี้น่าจะมีคนตามเพิ่มเป็นล้านได้อยู่เหมือนกันนะครับและอาจจะไม่มีใครถามว่าทำไมด้วย …

ที่มา https://www.facebook.com/101815121284197/posts/204495637682811/

Wednesday, September 2, 2020

Paper Cup

 "จำไว้คุณคือใคร"
.
มีนักพูดได้มายืนอยู่ ณ. ที่นี้ ท่ามกลางผู้เข้าฟังเป็นพันคน เค้าเพิ่งเกษียณมาเร็วๆ นี้ เค้าเป็นอดีตคนสำคัญ เขายืนอยู่หน้าเวที ในขณะที่เขาเริ่มการพูดของเขาโดย ยกกาแฟใน "ถ้วยกระดาษ" ขึ้นมาจิบ
.
เขาได้ขัดจังหวะในการพูดของเขาว่า
รู้มั้ยเมื่อปีที่แล้ว ผมเป็น "คนตำแหน่งสำคัญแห่งชาติ" ผมได้มาพูดอยู่ ณ. ที่นี้ ที่แห่งนี้

- เค้าเชิญผมมาโดยบินมาด้วยชั้นธุรกิจ
- มีรถไปรับที่สนามบินมาที่โรงแรม
- มีคนเช็คอินโรงแรมรอไว้ให้แล้ว พาผมขึ้นไปบนห้องพัก
- ตอนเช้ามีคนมารอรับที่ล็อบบี้โรงแรม และพาผมมาที่นี่ ที่ด้านหลังเวที พาไปห้องพักรอ
- เสิร์ฟกาแฟผมด้วย "ถ้วยกระเบื้อง" หรูหราสวยงาม


ผ่านมาตอนนี้......ผมไม่ได้เป็นตำแหน่งคนสำคัญพวกนั้นอีกต่อไปแล้ว
- ผมบินมาด้วยชั้นประหยัด
- นั่งแท็กซี่มาที่โรงแรมเอง
- เช็คอินเอง เช้าผมนั่งแท็กซี่มาที่นี่เอง
- เดินเข้าทางด้านหน้าเหมือนคนปกติและถามหาทางเข้ามาหลังเวที
- ผมขอกาแฟ มีใครคนนึงชี้นิ้วไปที่เครื่องทำกาแฟที่มุมห้อง
- และผมก็รินกาแฟใส่ "ถ้วยกระดาษ" ตรงนั้น


บทเรียนนี้สอนว่า
ถ้วยกระเบื้องไม่ได้มีไว้สำหรับผม มันมีไว้สำหรับ "ตำแหน่งที่ผมเป็น" คนส่วนใหญ่เป็น "ถ้วยกระดาษ"

เมื่อคุณเริ่มประสบความสำเร็จในชีวิต คุณจะได้รับความสะดวกสบาย อาจจะมีผู้คนที่ชื่นชมคุณ เรียกคุณว่า ท่านครับ ท่านค่ะ
เค้าอาจจะช่วยคุณถือกระเป๋า เปิดประตูให้คุณ ชงชาให้คุณดื่มทั้งๆ ที่คุณไม่ได้ร้องขอ แต่นั่นเค้าไม่ได้ทำให้คุณ

เค้าให้ค่ากับ "ตำแหน่งที่คุณเป็น" เมื่อคุณสูญเสียตำแหน่งนั้นไป หรือ คุณก้าวออกจากตำแหน่งนั้นไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็หายไปด้วย

จงจำไว้...อย่ายึดติด "หน้ากาก" หรือ "ตำแหน่งหน้าที่" ขอให้คิดซะว่ามันเป็นเพียงแค่ช่วงเวลานึงเท่านั้น ไม่ได้อยู่ตลอดไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ "จงสร้างมิตรภาพ" ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเอาไว้ให้มากๆ เพราะหน้ากากหรือตำแหน่งอาจจะไม่ได้อยู่ตลอดไป แต่ถ้าคุณมีมิตรแท้ มากเท่าไร ในวันใดที่ตำแหน่งนั้นหายไปแล้ว มิตรแท้นั้นยังคงอยู่และช่วยเหลือคุณในวันที่ตกอับได้แน่นอน.......

Cr : ข้อความถูกส่งต่อมาทาง LINE

Monday, August 31, 2020

Kick

ขำขันเรื่องหนึ่งเล่าว่า เด็กหญิงคนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในแม่น้ำเย็นเยือกแล้วจมหายไป ในนาทีคับขันนั้น ทุกคนที่ริมฝั่งก็เห็นชายคนหนึ่งกระโดดจากสะพานลงไปในน้ำ ว่ายรี่ไปยังตำแหน่งที่เด็กหญิงจมหายไปและช่วยเธอขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย ทุกคนปรบมือชื่นชมวีรบุรุษคนนั้น

ใครคนหนึ่งถามเขาว่า "คุณเยี่ยมจริง ๆ ที่กระโดดลงน้ำเย็นเฉียบอย่างนั้นไปช่วยเธออย่างกล้าหาญ"

"ใครบอกว่าผมกระโดดลงไปล่ะ? ไม่รู้ไอ้เวรไหนถีบผมลงไปในน้ำ"

.

อาจมีสักครั้งหรือสองครั้ง บางคนอาจโชคดีถูก 'ถีบลงน้ำ' ได้รับซองขาวพร้อมบัตรเชิญให้ออกจากงาน เหตุผลอาจเป็นการทำงานไม่บรรลุเป้าหมายขององค์กร หรือให้เสียสละ 'เออร์ลี รีไทร์' เพื่อลดภาระของบริษัทในยามที่เศรษฐกิจป่วยเรื้อรัง เรื่องนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ตั้งแต่ตำแหน่งเล็ก ๆ ไปจนถึงตำแหน่งซีอีโอ

บางครั้งการถูก 'ถีบลงน้ำ' ก็เกิดขึ้นกับทั้งองค์กรเมื่อลูกค้าของบริษัทหลุดลอยไป หรือตลาดของบริษัทล้ม ฯลฯ

ไม่ว่าการถูกถีบจะเป็นรูปแบบใด ก็ให้ความรู้สึกแย่ทั้งนั้น

สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดระบบหนึ่งของโลกคือ แอปเปิล ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งในปี พ.ศ. 2528

ยี่สิบปีต่อมา เขากล่าวปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเล่าถึงประสบการณ์เลวร้ายครั้งนั้นว่า

"ผมมองไม่เห็นตอนนั้นหรอก แต่กลายเป็นว่า การถูกไล่ออกจากแอปเปิลกลับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับผม น้ำหนักมหาศาลของความสำเร็จถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง... มันปลดปล่อยผมเพื่อให้เข้าไปสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต"

สตีฟ จ็อบส์ ไปก่อตั้งบริษัทใหม่ เข้าสู่วงการใหม่ ๆ ที่เขาไม่เคยลองมาก่อน เช่น ภาพยนตร์คอมพิวเตอร์แอนิเมชั่น และออกแบบงานคอมพิวเตอร์ระบบใหม่ จนบริษัทที่ไม่ต้องการเขาก็ขอซื้อกิจการของเขา และในที่สุดเขาก็กลับไปยิ่งใหญ่ในแอปเปิลอีกครั้ง สร้างสรรค์แนวทางใหม่ ๆ เช่น ระบบ Mac OSX, iMac, iTunes, iPod ฯลฯ จนมีคนเรียกตำแหน่งของเขาว่า iCEO
 
.

การถูก 'ถีบลงน้ำ' ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป หากคุณยังรักษาทัศนคติที่ดีในชีวิตไว้ได้

หากคุณมองมันว่าเป็นการเปิดโอกาสให้คุณอีกครั้ง หากคุณตั้งสติไม่ลนลานและวิตกเกินไป คุณอาจพบว่าสิ่งที่มาพร้อมกับการถูกถีบลงน้ำคืออิสรภาพและมุมมองใหม่

นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้วิเคราะห์ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณได้กระทำ คุณจะได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณเดินถูกทางหรือไม่ ต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเองในจุดใดบ้าง

บางครั้งการหยุดหนึ่งก้าวเพื่อดูลาดเลาก่อนก้าวต่อไปเป็นสิ่งที่ดี

น้ำที่คุณลงไปลอยคออยู่นั้นอาจเย็นเฉียบ แต่มันก็ช่วยชำระล้างคราบฝุ่นที่เกาะตา ทำให้มองเห็นทางสายอื่นที่ยังไม่ได้เดิน และโอกาสอื่น ๆ ที่คุณยังไม่กล้าทำ

เมื่อคิดว่าไหน ๆ ก็ลงน้ำแล้ว ก็ว่ายต่อไปก็แล้วกัน โอกาสย่อมไม่เท่ากับศูนย์อย่างแน่นอน

.

จากหนังสือ สองแขนที่กอดโลก
http://www.winbookclub.com/shoppingdetial_forEbook.php?productid=86

Sunday, August 30, 2020

Vision

สิ่งสำคัญที่เรียกว่า วิสัยทัศน์ 

- วิสัยทัศน์ คือมุมมองระยะยาวต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งว่าเรามองเห็นว่าสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ จะเป็นอย่างไร นับจากวันนี้ไปในอีก X ปีข้างหน้า

- วิสัยทัศน์ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องธุรกิจเท่านั้น เพราะเรื่องชีวิตส่วนตัวของเรา เราก็ต้องกำหนดสิสัยทัศน์ให้ตัวเองเช่นกัน

- วิสัยทัศน์เป็นการกำหนดความฝัน เป็นการคิดเป็นภาพไว้ในจินตนาการของเรา จากนั้นตึงเอาภาพฝันนั้นมากำหนดเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน และเลือกกลยุทธ์และวิธีการที่ต้องทำเพื่อห้ไปถึงเป้าหมายนั้นต่อไป ตัวอย่างเช่น 

วิสัยทัศน์ -> ฟุตบอลไทยจะไปแข่งบอลโลก ภาพในความฝันคือ นักบอลไทย กองเชียร์ไทยกำลังอยู่ในบรรยากาศสนามแข่ง
เป้าหมาย -> ฟุตบอลไทยจะไปแข่งบอลโลกในปี 2030 
กลยุทธ์ -> ใช้นักเตะชาติอื่นโอนสัญชาติเป็นไทย เพื่อลดข้อเสียเปรียบด้านรูปร่าง
วิธีการ -> ส่งแมวมองไปจับเด็กยุวชน เยาวชนจากประเทศอื่นมาอยู๋ในไทย เพื่อให้ได้สิทธิในการโอนสัญชาติไทยต่อไปในอนาคต

นี่เป็นแค่ตัวอย่างง่ายๆให้เห็นภาพนะครับ

- สำหรับการทำธุรกิจนั้น นอกจากวิสัยทัศน์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการทำธุรกิจแล้ว ยังเป็นตัวช่วยชั้นดีในการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานอีกด้วย

- สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่เคยกำหนดวิสัยทัศน์ให้กับธุรกิจตัวเอง อยากให้ลองหาเวลานั่งคุยกับตัวเองเพื่อหาคำตอบว่า 
1. ทุกวันนี้ เราทำธุรกิจนี้ไปเพื่ออะไร
2. ใครได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำบ้าง
3. ธุรกิจของเราจะเป็นอย่างไรในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราจะขยับขยายไปอยู่ตรงไหน ใหญ่เล็กจากวันนี้เพียงใด 

- เมื่อกำหนดได้แล้ว ก็เขียนออกมา จากนั้นคือขั้นตอนสำคัญ "เล่าให้พนักงานฟัง"

- เมื่อพนักงานได้ฟัง จะแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก หัวเราะเยาะและมองว่าเราบ้า
กลุ่มที่สอง จะงงๆ ไม่เชื่อแต่ไม่ปฏิเสธ
กลุ่มที่สาม จะเชื่อและรู้สึกอินไปกับวิสัยทัศน์นี้

- ทั้ง 3 กลุ่ม ไม่มีใครถูกผิด แต่จะบอกเราเองได้เลยว่า พนักงานคนไหน จะอยู่กับเเราไปอีกนานหรือพร้อมจะจากไปเมื่อเจอข้อเสนองานที่ดีกว่า

- เพราะวิสัยทัศน์เป็นเรื่องระยะยาว คนที่เชื่อในเรื่องระยะยาวจะมีโอกาสเปลี่ยนใจจากงานที่มีวิสัยทัศน์น้อยกว่างานที่ไม่มีวิสัยทัศน์และพร้อมจะอดทนรอวันนั้น

- ธุรกิจที่ไม่มีวิสัยทัศน์จึงเป็น 1 ในสาเหตุที่ทำให้พนักงานเข้าออกบ่อยเพราะพนักงานมองเห็นว่าทำงานที่นี่แล้วดูไม่มีอนาคตเลยว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกับพนักงานที่เป็นคน Gen Y - Gen Z

- มีเรื่องเล่าในอดีตว่า ทำไมอเมริกาถึงไปเหยียบดวงจันทร์ได้ก่อนญี่ปุ่น เป็นเพราะอเมริกามีเทคโนโลยีหรือเก่งกว่าญี่ปุ่นหรืออย่างไร

- คำตอบคือ อเมริกาตัดสินใจประกาศก่อนว่า จะไปเหยียบดวงจันทร์ให้ได้แม้ตอนนั้นจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปได้อย่างไร ในขณะที่ญี่ปุ่นนั้นยังไม่ทันจะคิดถึงการไปดวงจันทร์เลยด้วยซ้ำ

- เมื่อผู้นำประเทศกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายออกมาแบบนี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องจึงต้องช่วยกันให้เกิดขึ้น เม้กระทั่งมีเรื่องราวของภารโรงที่ทำงานที่นาซ่า มีนักข่าวไปถามว่าทำไมถึงดูทำงานแข็งขันเป็นพิเศษ คำตอบที่ได้คือ "ผมไม่ได้กำลังกวาดพื้น แต่ผมกำลังช่วยให้อเมริกาไปดวงจันทร์ได้" 

- คำตอบนั้นแสดงถึงความุม่งมั่นและอยากมีส่วนร่วมกับเป้าหมายของธุรกิจ/ภารกิจนั้นได้เป็นอย่างดี 

อ่านบทความนี้แล้ว อย่าลืมหาเวลาคุยกับตัวเอง ว่าเราอยากได้พนักงานแบบไหนมาทำงานด้วย ระหว่างคนที่ทำงานเพื่อเงินไปวัน ๆ กับคนที่อยากอยู่ร่วมบรรลุเป้าหมายระยะยาวไปกับเรา

เราเลือกเองได้ จากการกำหนดวิสัยทัศน์ธุรกิจของเราครับ

ที่มา 
https://www.facebook.com/677380392295285/posts/3582289271804368/

Thursday, August 27, 2020

The Peter Principle

หากคุณเคยเจอกับ “ผู้บริหาร” ที่ขาดความเข้าใจการบริหารงาน บริหารคนไม่เป็น แต่กลับจุกจิก Micro-management ในเรื่องเล็กๆ หรือแม้แต่เสียเวลาลงมือทำเรื่องเหล่านั้นด้วยตนเองแทนลูกน้อง 

นั่นแหละคือคนที่กำลังติดกับดัก “The Peter Principle” คือทฤษฎีที่บอกไว้ว่าคนเก่งๆในองค์กรจะมีปลายทางไปจบลงที่เป็นคนที่ไร้ความสามารถได้เพราะการเลื่อนตำแหน่ง!

ตัวอย่าง นาย ก. พนักงานประสบการณ์สูงที่มีทักษะเฉพาะทางยอดเยี่ยม ได้เลื่อนขั้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร สิ่งที่ตามมาคือความรับผิดชอบในหน้าที่ และตัวงานที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง

เมื่อเริ่มงานในตำแหน่งใหม่ นาย ก. กลับขาดทักษะการบริหารคน ไม่ถนัดการเจรจาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า มักลงมือทำงานที่ถนัดแทนลูกน้อง เพราะลูกน้องทำได้ไม่ถูกใจตน และปล่อยงานสำคัญทิ้งไว้จนเป็นปัญหาไม่สามารถจัดการได้

นั่นทำให้พนักงานที่เคยมีผลงานดีอย่าง นาย ก. กลายเป็นคนที่สอบตกในฐานะผู้บริหาร และกลายเป็นคนที่มีประสิทธิภาพต่ำของบริษัทในท้ายที่สุด

ทฤษฎี The Peter Principle บอกว่าด้วยรูปแบบขององค์กรที่มีลักษณะเป็นลำดับขั้น จะผลักดันให้คนที่เก่งในด้านหนึ่ง ถูกผลักขึ้นไปรับผิดชอบงานที่ “ไม่ถนัด” ขึ้นต่อไปตามลำดับ 

ทางเดียวที่คนเก่งๆจะหนีจาก “กับดัก” นี้ไปได้ คือการ “ปรับความคิด” ว่าตนยังต้องเรียนรู้ ต้องปรับตัวเข้ากับความรู้ใหม่อยู่เสมอ 

เพราะ “คนทำงานเก่ง” กับ “ผู้บริหารที่ดี” เป็นคนละเรื่องกัน

ที่มา https://www.facebook.com/1690208077865823/posts/2733411380212149/

Wednesday, August 19, 2020

Arrow

เด็กวัยไม่เกิน 6 ขวบ จะยังเห็นพ่อแม่คือคนที่หล่อที่สวยและเก่งที่สุด คือโลกทั้งใบของเขา คำพูดของพ่อแม่เป็นความจริงเสมอ และนิทานของพ่อแม่ก็ยังสนุกไม่รู้เบื่อ เขาจะเรียกร้องให้เราเล่านิทานเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวเราะชอบใจกับมุกเก่าตอนเดิมที่กระต่ายวิ่งตาลีตาเหลือกไปพบเจ้าเต่ารออยู่ที่เส้นชัย ยิ้มได้ในตอนจบของนิทานทรัพย์ในดินเมื่อลูก ๆ ที่ลงแรงขุดผืนดินมรดกจนปรุ เพื่อได้รู้ว่าสมบัติที่พ่อทิ้งเอาไว้คือไร่น่าอันอุดม

จนถึงวัยรุ่นนั่นแหละที่ความสำคัญของพ่อแม่จะเหือดหายลดลงไป พ่อแม่บางคนที่ประคองความสัมพันธ์ได้ดีอาจจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นเพื่อนสนิทหรือที่ปรึกษาคนสำคัญของเขา แต่ส่วนใหญ่แค่ยอมฟังยอมเชื่อเราบ้างก็เป็นบุญโข ส่วนกรณีที่ลูกเห็นเราเป็นไม้เบื่อไม้เมาฝั่งตรงข้ามนั้นก็มาก 

ช่วงเวลารอยต่อในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่นี้ช่างน่ากระอักกระอ่วน เขาจะไม่สนุกกับหนังสือเล่มเดิม และเริ่มตั้งคำถามกับเรื่องเล่าเรื่องเก่าที่แต่ก่อนก็เคยสนุกชอบใจ เขาอาจจะถามคุณว่า มันเป็นไปได้จริงหรือที่เจ้ากระต่ายจะนอนยาวจนเต่าแซงไปเข้าเส้นชัยได้ และถ้าก่อนหน้านั้นกระต่ายตื่นขึ้นมาแล้ววิ่งแซงไปล่ะ จะมีไหมกระต่ายที่ไม่หลบไปนอน หรือคำสอนตอนจบว่าชัยชนะของเจ้าเต่ามาจากความเพียรนั้นจริง ๆ มันประกอบด้วยโชคมากกว่า 

หรืออาจจะถามว่าทำไมบิดาผู้ล่วงลับในนิทานทรัพย์ในดินจึงต้องใช้วิธีหลอกลวงลูก ๆ ว่ามีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ใต้ผืนดินของไร่นา แทนที่จะบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าที่ดินนั้นอุดมสมบูรณ์เพียงใด และควรปลูกพืชชนิดไหนในฤดูกาลใด

ยิ่งถ้าพวกเขาได้เข้าถึงหนังสือที่คุณไม่ได้เป็นคนซื้อ ข้อมูลและสื่อที่คุณไม่ได้เลือกให้ คำถามและความคิดของเขาจะเป็นเรื่องที่คุณก็จะไม่เข้าใจและตอบไม่ได้ และมีใครสักคน อาจจะเพื่อนฝูง ครูอาจารย์ หรือบุคคลสาธารณะที่เขาเลือกจะฟังและเชื่อถือกว่าเราผู้เป็นพ่อแม่ นี่เป็นวิถีปกติที่ผู้มีลูกสู่วัยนี้จะต้องเผชิญ 

สิ่งที่เข้าท่ากว่าการตัดพ้อว่าคนแปลกหน้าที่คุณไม่รู้จักนี้เป็นใครสำคัญอย่างไรหรือ ลูกจึงไปเชื่อเขามากกว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงดูส่งเสียมา แต่คำถามสำคัญกว่าก็คือก่อนหน้านี้ คุณได้ฟังพวกเขาเพียงพอหรือยัง และได้พูดกับเขาด้วยเหตุผลที่แข็งแรงโน้มน้าวความคิดความรู้สึกได้มากกว่าคนแปลกหน้าที่คุณเอ่ยนามอย่างเจ็บช้ำน้ำใจหรือไม่ 

อย่าสิ้นไร้ไม้ตอกถึงขนาดถือเอาว่าการที่ตัวเองเลี้ยงดูส่งเสียลูกด้วยเงินทองก็เป็นเหตุผลอันสมบูรณ์แล้วที่พวกเขาจะต้องเชื่อฟังคุณเลย เพราะมันดูถูกสติปัญญาและความสามารถของตัวคุณเองอย่างถึงที่สุดแล้ว

โปรดทำใจเถิดว่า ต่อให้คุณเลี้ยงดูสั่งสอนเขามาอย่างใกล้ชิดเพียงไร ส่งมอบความรู้และประสบการณ์ให้ด้วยความเข้าใจ พูดคุยดุจดังเพื่อนสนิทมิตรคนหนึ่งแล้วทุกอย่างทุกเรื่องอยู่ทุกวัน รู้จักและตามทันทุกสิ่งที่ลูกคุณได้รับได้เรียนได้รู้ แต่มันก็เป็นไปได้อยู่ดีที่ในที่สุดพวกเขาและเธอจะมีวันที่พูดคนละเรื่องกับคุณ และสิ่งที่คุณเพียรสอนเขามาทั้งหมดก่อนหน้านั้นจะถูกละทิ้ง

ก็เพราะในทุกวันนี้ ความเปลี่ยนแปลงนั้นเร็วเกินหน้ากว่าความรู้และประสบการณ์แบบเดิมไปหลายช่วงตัว การศึกษาที่เท่าทันและมีประสิทธิภาพเพียงหนึ่งชั่วโมงอาจจะลบล้างสิ่งที่คุณเพียรสอนมาสิบปีได้จริง และสมเหตุสมผลที่เป็นเช่นนั้นด้วย ภาษาต่างประเทศที่คุณเคยเรียนเมื่อ 20 ปีก่อน วันนี้ภาษานั้นก็เปลี่ยนไปแล้วทั้งการออกเสียง ไวยกรณ์บางเรื่อง รวมถึงความหมายของศัพท์บางคำ คอมพิวเตอร์ที่เขาใช้ก็ไม่ได้มีรูปร่างแบบเดียวกับที่คุณเคยพรมนิ้วบนแป้น ซอฟต์แวร์หรือภาษาโปรแกรมมิ่งที่คุณเคยสอนพวกเขานั้นถูกทดแทนด้วยของใหม่ที่ง่ายกว่า ความรู้ด้านภูมิศาสตร์รัฐศาสตร์ทฤษฎีเดิมของคุณก็อาจจะใช้ไม่ได้ เพราะประเทศที่คุณรู้จักหายไป เกิดใหม่ หรือเพิ่มลดบทบาทจนต่างไปจากเดิม 

นับประสาอะไรกับความคิด ความเชื่อ และอุดมการณ์ในเรื่องยิ่งใหญ่กว่านั้น ความหวังและความฝันที่คุณเองก็ไม่เคยกล้านึก หรือเรื่องราวที่คุณเคยตบปากตัวเองเมื่อเผลอกล่าวถึง แต่ลูกของคุณถกเถียงกับเพื่อนได้เช่นเดียวกับการเลือกหาเสื้อผ้ามาใส่ไปงาน หรือหนังสือเล่มต่อไปที่จะอ่าน

การอาบน้ำร้อนมาก่อนอาจจะมีประโยชน์ในครั้งที่บอกพวกเขาว่าให้ระวังว่าน้ำนั้นร้อนเท่าไร ควรค่อยหย่อนกายลงมาแค่ไหนเพียงไร แต่เมื่อเขาลงมาอยู่ในบ่อเดียวกันแล้ว เขาและคุณก็คือผู้ที่อาบน้ำร้อนมาแล้วเท่ากัน

ถ้าอย่างนั้นสรุปว่าพ่อแม่ไดโนเสาร์ต้องทำใจเลยหรือว่าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถบังคับตักเตือน หรือเรียกให้เขากลับมาเดินตามเราต้อย ๆ และสนุกซาบซึ้งกับเรื่องเล่านิทานเก่าของเราได้

คำตอบคือ ใช่ และการยอมรับว่าเราไม่เท่าทัน อาจจะเป็นความเท่าทันในวิถีใหม่

ดังเช่น บทกวี “บุตร” (On Children) ของ คาลิล ยิบราน รจนาไว้ จากสำนวนแปลของ ระวี ภาวิไล มีว่า

.....................

บุตรของเธอ...ไม่ใช่บุตรของเธอ 
เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต
เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ 
และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ

เธออาจจะให้ความรักแก่เขา  
แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้เพราะว่าเขาก็มีความนึกคิดของตนเอง
เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้ 
แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา
เพราะว่าวิญญาณของเขานั้น อยู่ในบ้านของพรุ่งนี้ 
ซึ่งเธอไม่อาจเยี่ยมเยือนได้ แม้ในความฝัน...
เธออาจจะพยายามเป็นเหมือนเขาได้  
แต่อย่าได้พยายามให้เขาเหมือนเธอ
เพราะชีวิตนั้นไม่เดินถอยหลังหรือห่วงใยอยู่กับวันวาน

เธอนั้นเป็นเสมือนคันธนู 
บุตรหลานเหมือนลูกธนูอันมีชีวิต
ผู้ยิงเล็งเห็นที่หมายบนทางอันมิรู้สิ้นสุด  
พระองค์จะน้าวเธอเต็มแรง เพื่อว่าลูกธนูจะวิ่งเร็วและไปไกล
ขอให้การโน้มงอของเธอในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์เป็นไปด้วยความยินดี
เพราะว่าเมื่อพระองค์รักลูกธนูที่บินไปนั้น 
พระองค์ก็รักคันธนูซึ่งอยู่นิ่งด้วย

............................

เมื่อเราผู้เป็นมารดาบิดาได้ลับคมศรของเราอย่างดี เล็งไปด้วยสมาธิอันตั้งมั่น ง้าวคันศรด้วยแรงที่กะเก็งแล้วว่าพอดีไม่ขาดเกิน ก่อนจะปล่อยลูกธนูออกไปจากคันสาย แต่เราก็ไม่อาจคาดหมายได้ว่าลูกธนูนั้นจะพุ่งไปสู่เป้าหมายใด แม้อาจจะพอเดาทางได้เท่านั้น

มิใช่เพียงสายลมที่แทรกแซงหรือเจตนาจากพระผู้เป็นเจ้า แต่เพราะลูกธนูนั้นก็มีความคิดและเจตจำนงของมันเอง.

-------------

อ่านฉบับเต็มได้ในคอลัมน์ "คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง"  หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2563 และมติชนออนไลน์ครับ

ที่มา https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2991946104365653&id=1529950080565270

Tuesday, August 18, 2020

Dream

“สอบตก”

เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมได้ทำสิ่งหนึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิต
นั่นคือ การตื่นตีห้า ไปวิ่งที่สวนลุม กับ ภรรยา ครับ
เป็นความสำเร็จ เหมือนเรียนจบมหาลัยสามปีครึ่ง แถมได้เกียรตินิยม 
ก็แหม เรื่องการออกกำลังกาย สำหรับภรรยาผมเนี่ย
เธอไม่ค่อยถนัดครับ 
เราสองคนนั่งรถมาถึงสวนลุม ก็เป็นเวลาประมาณ ตีห้าครึ่ง 
นกยังร้อง ฟ้ายังสลัว อากาศยังเย็น ภรรยาผมก็ยัง “ง่วง” 
ผมจึงยื่นข้อเสนอว่า ขอไปวิ่งก่อนหนึ่งรอบ ให้เวลานอนแป๊บนึง เดี๋ยวมาตามละกัน
ภรรยาผมตอบตกลง พร้อมอ้าปากหาวเล็กๆ
ปกติแล้ว ผมจะวิ่งที่สวนลุมประมาณ 4 รอบ รวมแล้วประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
เหงื่อออก หัวใจเต้นแรง เหนื่อยพอดีๆ 
แน่นอน วันนี้คงจะต้องเปลี่ยนแผน เพราะ คงต้องวิ่งเคียงข้างภรรยา ที่เคารพรัก เพื่อให้กำลังใจ
ผมตัดสินใจ วิ่งเร็วที่สุด หนึ่งรอบ 2 โลครึ่ง กะเอาให้เหนื่อยเต็มที่ไปเลย 
ผมออกวิ่ง ไปได้หนึ่งกิโล ก็รู้สึกว่า หัวใจเริ่มเต้นแรง เริ่มเมื่อย ขาเริ่มตึง แต่ก็กัดฟันวิ่งต่อจนจบ 
หนึ่งรอบ ใช้เวลาประมาณ 12 นาที 
เมื่อมองดู ความเร็วพบว่า อยู่ที่ประมาณ “4 นาทีต่อกิโลเมตร” 
ทำให้ผมนึกถึงชื่อของนักวิ่งคนหนึ่ง “โรเจอร์ บันนิสเตอร์”

ทุกครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปบรรยายเรื่องการสร้าง “นวัตกรรมทางธุรกิจ” ในหลายๆแห่ง
ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา หรือ นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง
หลังจบการบรรยาย มักจะมีผู้ฟังเข้ามาพูดคุย 
ที่บ่อยที่สุดคือ “พี่ๆ ผมมีไอเดียแบบนี้ ผมอยากทำแบบนี้ๆ พี่ว่าจะสำเร็จมั้ย” 
ผมมักจะยิ้มแหยๆ แล้วตอบว่า “พี่จะไปรู้ได้ไงครับเนี่ย น้องคิดว่าไงล่ะ” 
ในใจนั้น อยากจะเล่าเรื่องจากหนังสือ “หลักการแห่งความสำเร็จ (The Success Principle)” เขียนโดย “แจ็ค คานฟิลด์”
ให้น้องเขาฟังสัก “สองเรื่อง” ครับ

เรื่องแรก เป็นเรื่องของ “แคทเธอรีน ลานิแกน”
หญิงสาว วัยรุ่น ชาวอังกฤษ ที่มีความฝัน อยากจะเป็น ”นักเขียน” 
เธอเขียนได้ดี และ ได้รับเข้าศึกษาต่อในสาขา “สื่อสารมวลชน” อย่างที่เธอฝันไว้ 
ปีหนึ่ง เทอมที่สอง เธอดีใจมากที่ได้รับเลือกให้เรียนร่วมกับนักศึกษาชั้นปีที่สี่ 
เพื่อเรียนกับ ศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัย “ฮาร์วาร์ด” ที่มาสอนเพียงครั้งคราวเท่านั้น 
เธอตั้งใจมากกับ “งานเขียนชิ้นแรก” 
หลังจากส่งงานได้ไม่กี่วัน “ศาสตราจารย์” ท่านนี้ ต้องการพบเธอ
เธอดีใจมาก รีบไปพบตามนัดหมาย 
“นั่งลงสิ แคทเธอรีน” อาจารย์ท่านนี้เชื้อเชิญ ด้วยใบหน้านิ่งๆ 
เขาเอา “ต้นฉบับ” ของเธอออกมา แล้วโยนข้ามโต๊ะไปให้เธอ พร้อมบอกว่า 
“พูดตามตรงนะ งานของคุณมันห่วยสิ้นดี”
ไม่ทันที่ “น้ำตา” ของแคทเธอรีน จะเอ่อล้นออกมาได้ แม้เพียงสักนิด 
อาจารย์ก็พูดต่อ “ผมไม่แน่ใจว่า คุณเข้ามาในชั้นเรียนผมได้ยังไง 
คุณไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องบทและโครงสร้างการเขียนเลย 
คุณไม่มีทางเลยที่จะหาเลี้ยงชีพจากการเป็นนักเขียนได้
แต่คุณโชคดีนะ เพราะผมจับทางมันได้ก่อน ที่คุณจะถลำลึกไปมากกว่านี้
พ่อแม่คุณจ่ายเงินค่าเทอมแพงๆ ให้คุณมีการศึกษาดีๆไว้เลี้ยงตัวเอง
ผมแนะนำให้คุณเปลี่ยนคณะ ผมรู้ว่า คุณเข้ามาด้วยเกรดที่ดีมาก และคงไม่อยากจะถอนวิชานี้กลางคัน
ผมจะให้ B คุณ ถ้าคุณสัญญาว่า จะไม่จับปากกาขึ้นมาเขียนอีก” 
แคทเธอรีน รับ “ข้อเสนอ” จากอาจารย์ที่เคารพ ด้วย หัวใจสลาย
คืนนั้น เธอเดินขึ้นไปบนดาดฟ้า ขยำงานเขียนของเธอ เผามันทิ้ง
แล้วปฏิญาณกับ ท้องฟ้าในฤดูหนาว นั้น ว่า ฉันจะไม่เชื่อใน ”ความฝัน” อีก 
“ฉันจะอยู่กับความจริง” 
แคทเธอรีน เปลี่ยนสาขามาเรียนในวิชาชีพ “ครู” ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
เวลา 14 ปีผ่านไป เธอไม่ได้จับปากกาเขียนงานอีกเลย จนกระทั่ง ฤดูร้อน วันหนึ่ง
เธอได้พบกับกลุ่ม “นักเขียน” ที่โรงแรม ที่เธอไปร่วมประชุม
เธอรวบรวมความกล้าเข้าไปพูดคุย และ กล่าว “ชื่นชม” นักเขียนเหล่านั้น 
“ฉันชื่นชมพวกคุณมากเลยที่เขียนเรื่องราวดีๆออกมาให้เราได้อ่านกัน ความฝันลับๆของฉันคือการเป็นนักเขียน” 
นักเขียนอาวุโสคนหนึ่งหันกลับมาบอกกับเธอ “ถ้าคุณคิดจะเป็นนักเขียน คุณก็น่าจะเป็นนักเขียนสิ”
“เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันรู้ว่า ฉันมันไม่มีพรสวรรค์” เธอเล่าเรื่องของอาจารย์ท่านนั้นให้นักเขียนอาวุโสฟัง
นักเขียนท่านนั้นยื่นนามบัตรให้เธอ “ถ้าคุณอยากจะเขียน ลองส่งงานของคุณมาให้ผมดูสิ” 
คืนนั้น เธอตัดสินใจเขียน แล้วส่งให้ “นักเขียน” ท่านนั้น ในวันรุ่งขึ้น
สามเดือนถัดมา เธอได้รับโทรศัพท์ว่า สำนักพิมพ์อยากจะตีพิมพ์หนังสือของเธอ
พร้อมคำชมเล็ก “คุณมีพรสวรรค์มากนะ แคทเธอรีน”
จากวันนั้น “แคทเธอรีน ลานิแกน” พิมพ์หนังสือของตัวเองแล้ว 33 เล่ม 
หลายเรื่องถูกนำไปทำเป็น “ภาพยนตร์ฮอลลีวูด” เช่น Romancing the Stone และ Jewel of the Nile
เธอได้ “ความฝัน” ของเธอคืนมา หลังจากโดน “ขโมย” ไป 14 ปี

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องราวของเด็กชายที่เติบในเขตชนบทชาวอเมริกัน “มอนตี้ โรเบิร์ต” 
ในคาบเรียนหนึ่ง คุณครูให้ส่งเรียงความ “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” 
คืนนั้น มอนตี้ เขียนเรียงความยาว เจ็ดหน้ากระดาษ บรรยาย ความฝันที่อยากจะ “เลี้ยงม้า” 
เขาวาดพื้นที่ สองพัน เอเคอร์ ตัวบ้านขนาด สี่พัน ตารางเมตร พร้อมอาคารต่างๆ อย่างละเอียด และ “คอกม้า” ขนาดใหญ่
สองวันหลังจากส่งการบ้าน เขาได้งานเขียนคืน พร้อมเกรด “F” และ ข้อความ “มาพบครูหลังเลิกเรียน” 
เมื่อได้พบ คุณครูบอกมอนตี้ด้วยความเป็นห่วง 
“การมีฟาร์มม้าต้องใช้เงินมาก ต้องมีที่ดิน เธอไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น มันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เลย 
ครูจะให้โอกาสเธอ เขียนความฝันที่เป็นจริงได้มากกว่านี้ แล้วจะถอน F ของเธอให้ ลองเอาไปคิดดู”
มอนตี้กลับบ้านด้วยความ “สับสน” เขานอนคิดอยู่หนึ่งคืน แล้วเขียนความคิดลงในกระดาษเพื่อตอบคุณครู 
“ครูเก็บ F เอาไว้ก็ได้ครับ ผมก็จะเก็บความฝันของผมไว้เช่นกัน (You can keep the F and I will keep my dream)” 
ปัจจุบัน มอนตี้ โรเบิร์ต มีฟาร์มเลี้ยงม้าเป็นของตัวเอง มีอาชีพฝึกม้า มืออันดับต้นๆของโลก
เขียนหนังสือขายดีไปทั่วโลก “The man who listens to horses” พิมพ์แล้วกว่าห้าล้านเล่ม
มี ทรัพย์สินหลายร้อยล้านเหรียญ และได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติมากมาย 

ทั้ง “แคทเธอรีน” และ “มอนตี้” ประสบความสำเร็จอย่างสูงเหมือนกัน
แตกต่างก็แค่ คนหนึ่งทิ้งความฝันไป 14 ปี ด้วยคำพูดของคนอื่น
อีกคนหนึ่ง เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อในความฝันที่ยิ่งใหญ่ แล้วลงมือทำ ทำมันมาเรื่อยๆ “ไม่หวั่นไหว”

“พี่ว่าที่ผมจะทำมันจะเวิร์คมั้ย” เป็นคำถามที่ผมไม่ชอบเลย
เพราะ ผมคิดว่า “ไม่มีใครรู้หรอก” 
อยากจะถามกลับและให้กำลังใจมากกว่า
“แล้วน้องล่ะ อยากทำมันมากแค่ไหน ถ้ามาก ก็ลุยเลยสิ”

กลับมาที่ “โรเจอร์ บันนิสเตอร์” 
เขาคือ นักวิ่งชาวอังกฤษ ผู้สร้างสถิติ “วิ่งหนึ่งไมล์ ใช้เวลาต่ำกว่า 4 นาที” ในปี 1954 (ของผมเป็นหน่วยกิโลเมตรนะครับ แหะๆ ช้ากว่าเกือบสองเท่า)
ซึ่งในเวลานั้น ไม่มีใครคิดว่า ขีดความสามารถของ “มนุษย์” จะทำได้ ไม่มีใครคิดจะ “ลอง” ด้วยซ้ำ
ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้น คือ ภายในเวลาไม่กีปีหลังจาก ที่ “โรเจอร์” พิสูจน์ว่า “มนุษย์” ทำได้
สถิติของเขา ก็ถูก “ทำลาย” ลงอย่างต่อเนื่อง เหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่ยาก 
ราวกับว่า “ความเชื่อว่าเป็นไปได้” ได้พานักวิ่ง ก้าวข้าว “ขีดจำกัด” ลวงตาของตัวเอง ได้สำเร็จ

ถ้าคุณคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ 
แค่คุณเชื่อว่า “คุณทำได้” มันก็อาจจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้น “ทันที” ที่คุณลงมือทำ
ไม่จำเป็น ต้องรอถึง 14 ปี

ธุรกิจพอดีคำ, มติชนสุดสัปดาห์ (29 ก.ค. 2559) กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร                            www.facebook.com/eightandahalfsentences

ที่มา https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1426879807338172&substory_index=0&id=926494824043342