Saturday, December 11, 2021

Dont be too smart to not love

อย่าเป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักใคร

อย่าเป็นคนถูกที่ไม่ยอมให้อภัย

อย่าเป็นคนเก่งจนไม่เห็นหัวใคร

อย่าเป็นคนชนะที่แพ้อยู่ร่ำไป

อย่าเป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักใคร – พออ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ คิดมาเยอะ แล้วก็ชอบนึกว่าตัวเองฉลาด ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ เห็นคนดีๆ หรือเรื่องดีๆ ก็ตั้งแง่ไว้ก่อน โปรดปรานทฤษฎีสมคบคิด ชอบมองคนอื่นว่าไร้เดียงสาหรือไม่ตั้งคำถาม สุดท้ายจึงได้เป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักหรือไว้ใจใครได้เลย

อย่าเป็นคนถูกที่ไม่ยอมให้อภัย – ถึงแม้ฝ่ายนั้นจะผิดจริงๆ เราก็ยกโทษให้เขาได้ ถึงแม้เราจะถูกเราก็ยังกล่าวขอโทษได้เพื่อเป็นการปลดล็อคทางความรู้สึก การถือโทษโกรธเคืองสุดท้ายแล้วมันทำร้ายใครมากที่สุดเราก็รู้อยู่แก่ใจ

อย่าเป็นคนเก่งจนไม่เห็นหัวใคร – พอคนเราประสบความสำเร็จก็จะนึกว่าเป็นเพราะความเก่งของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมันคือเก่งบวกเฮง ถ้าเก่งแต่จังหวะไม่ดีก็อาจไม่รุ่ง เราเก่งวันนี้ เราอาจจะห่วยวันหน้าก็ได้ คนที่เราดูแคลนในวันนี้อาจกลายมาเป็นคนที่ให้คุณให้โทษกับเราก็ได้ อย่าให้ความถือดีของเราไปทำให้ใครเจ็บ สุภาษิตจีนท่านว่าไว้ มีเพื่อนร้อยคนน้อยเกินไป มีศัตรูหนึ่งคนมากเกินไปแล้ว

อย่าเป็นคนชนะที่แพ้อยู่ร่ำไป – เราอาจเถียงชนะแต่เราแพ้ในความสัมพันธ์ เราอาจชนะในที่ทำงานแต่แพ้เรื่องครอบครัว เราอาจชนะในเรื่องการเงินแต่แพ้เรื่องสุขภาพ เราอาจชนะศึกแต่แพ้สงคราม

แพ้บ้างก็ได้ จะได้ชนะในเรื่องที่สำคัญกว่าครับ

------

Anontawong's Musings
https://www.facebook.com/100044246268437/posts/454220739396131/

Friday, December 3, 2021

Everything I never told you

 “ลิเดียตายไปแล้ว แต่ทุกคนยังไม่รู้ว่าเธอตายไป …” 

เป็นการบอกเล่าเรื่องราวการหายตัวไปจากบ้านของ 'ลิเดีย' เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง

หลังจากนั้นตำรวจก็พบร่างของลิเดียที่เสียชีวิตแล้วที่ทะเลสาบในป่าใกล้บ้าน

.

พ่อแม่ของลิเดียไม่คิดมาก่อนว่าลูกสาวคนโตของพวกเขาจะเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน ตำรวจสรุปสาเหตุว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย 

แต่ว่าแม่ของลิเดียไม่เชื่อว่าลูกสาวที่เธอคิดเสมอว่าน่ารัก เชื่อฟัง ไม่เคยทำตัวให้พ่อแม่ไม่สบายใจ จะตัดสินใจฆ่าตัวตายได้ 

พ่อแม่รวมถึงพี่ชายของลิเดีย จึงพยายามสืบหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิต

.

ฉากหลังของหนังสือเกิดในช่วงปี 1970s ซึ่งตอนนั้นประเทศสหรัฐอเมริกามีการกีดกันเรื่องเชื้อชาติ และสิทธิสตรีในสังคมยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร

พ่อของลิเดียเป็นคนอเมริกันเชื้อสายจีน แม้เกิดในอเมริกา ทั้งที่มีความสามารถสูง แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับในสังคม ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือที่ทำงาน เพราะความที่มีเชื้อชาติเอเชีย 

ส่วนแม่ของเธอเป็นคนอเมริกันผิวขาว เกิดมาในสังคมที่คาดหวังว่าผู้หญิงไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ทำกับข้าวอร่อยๆ และทำหน้าที่ดูแลครอบครัวก็พอ จีงมีความฝันว่าอยากเรียนสูงๆ และอยากเป็นหมอเพื่อจะพิสูจน์ว่าผู้หญิงก็เก่ง และไม่จำเป็นต้องเป็นช้างเท้าหลังของผู้ชาย 

.

แต่เมื่อแม่คบกันกับพ่อและแม่ตั้งท้อง แม่จึงไม่สามารถทำตามความฝัน ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันมาแต่งงานและเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก

พ่อแม่มีลูกสามคน ลิเดียเป็นลูกสาวคนโตที่แม่ตั้งความหวังไว้ว่า อยากให้ลิเดียเรียนหมอ ชดเชยสิ่งที่แม่ทำไม่ได้ในอดีต 

นอกจากนั้นพ่อก็พยายามกระตุ้นให้ลูกๆ มีเพื่อนมากๆ คบคนเยอะๆ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ทำตัวให้กลมกลืนเป็นที่รักของคนรอบข้าง เพื่อจะได้ไม่เหมือนพ่อที่เกิดมาและใช้ชีวิตในสังคมที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าพวกเสมอมา

ตั้งแต่เด็ก ลิเดียพยายามทำทุกอย่างเพื่อจะเป็นลูกทำให้พ่อแม่ยิ้มและมีความสุข แต่ลึกๆ ก็มีความกดดัน รู้สึกพ่อแม่ไม่ยอมรับในตัวตนของเธอ 

พ่อแม่ลิเดียคาดหวังให้ลูกเป็นอย่างที่ตัวเองคิดว่าดี เพราะสิ่งต่างๆ เป็นปมในใจของตัวเองในอดีต จนบางครั้งลืมไปว่าลูกกับตัวเองเป็นคนละคนกัน


ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ก็คือ คนเขียนบรรยายลักษณะของตัวละครทุกๆ ตัวได้อย่างชัดเจน 

เล่าถึงที่มาที่ไป ชีวิตของพ่อแม่ ชีวิตของลิเดีย พี่น้อง เพื่อน ทำให้ให้เห็นภาพของปัจเจกและเห็นความสัมพันธ์ของตัวละคร ทำให้คนอ่านเข้าใจเรื่องราว และอธิบายได้ว่า เพราะอะไรคนนี้ทำแบบนั้น คนนั้นทำแบบนี้ 

เพราะว่าเป็นเรื่องราวของเด็กและครอบครัว บางส่วนก็คงทำให้คนอ่านอินได้ไม่ยาก เพราะสื่อประเด็นเรื่องของ ความฝัน ความคาดหวัง การต้องการเป็นที่รักและยอมรับ ความเข้าใจ เอาใจใส่ความรู้สึกของคนที่อยู่รอบข้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของทุกคน 

จึงคิดว่าคนที่ได้อ่านน่าจะได้ย้อนกลับมาดูตัวเองและคนรอบข้าง 

โดยเฉพาะคนที่เป็นพ่อแม่ ควรที่จะได้อ่าน เพื่อที่จะได้เข้าใจเด็กๆ และจะได้ไม่ต้องมาเข้าใจในวันที่สายเกินไป

#หมอมินบานเย็น

https://www.facebook.com/468898189816039/posts/4743124385726710/

Sunday, November 28, 2021

Homework

#การบ้านร้ายทำลายตัวตน?

"หนูนอนเกือบเที่ยงคืนตีหนึ่งทุกวัน การบ้านมันเยอะมาก"

"ผมต้องเรียนพิเศษเยอะมาก เสาร์อาทิตย์ก็ต้องเรียน ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ทันคนอื่น"

"ผมทำการบ้านไม่ทันหรอก ส่วนใหญ่ก็ลอกเพื่อนส่งๆ ไป"

"มันยากกก แล้วก็เยอะมากอะ บางอันก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ไปร้านเกมสนุกกว่า"

“ไม่มีเวลาออกกำลังกายอะไรหรอกครับ แค่ต้องทำการบ้านก็หมดเวลาแล้ว”

“ครูสั่งให้ทำงานกลุ่ม แต่ครูไม่ได้มาดูว่าใครทำอะไรมั่ง เพื่อนไม่ทำ ผมก็ต้องทำ ไม่งั้นก็ไม่มีคะแนน”

เสียงจากวัยรุ่นส่วนหนึ่ง ที่พูดถึงสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญ
...................................

ปัญหาการศึกษาบ้านเรา เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึก และหลายครั้งมันบั่นทอนศักยภาพมนุษย์

ปัญหาที่มาจากรากคิด ว่าต้องรู้เยอะ เรียนเยอะ ถึงจะประสบความสำเร็จ (แม้บางอย่างที่ไม่รู้จะต้องรู้ไปทำไม ก็ยัดเยียดให้ต้องรู้)

รากคิด ที่ทำให้เด็กหลายคน เริ่มหล่นหายไปจากเส้นทางของการเรียน

โรงเรียน ควรเป็นที่ที่ทำให้เด็กค้นเจอศักยภาพ ไม่ใช่ทำลายศักยภาพ 

ควรเป็นที่ที่ทำให้รู้สึกว่าการเรียนรู้คือเรื่องสนุก ไม่ใช่คือความทุกข์ที่ต้องกัดฟันฟันฝ่า

การศึกษาที่ดี คือการศึกษา ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ทำด้วยใจที่ “มีความสุข” สนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีเป้าหมาย ในการทำสิ่งที่มีความหมาย

การบ้านหรือบทเรียนที่มากเกินไป ทำให้เกิดความเครียดและความกดดัน บั่นทอนความสุขทางใจ และทำให้เด็กๆ ใช้ชีวิตเหมือนหนูถีบจักร

"วิ่ง" แบบไม่เคยได้รื่นรมย์กับความพอใจและความหมายของสิ่งที่ทำอยู่

"วิ่ง" ... จนไม่มีเวลาคิด ว่าจริงๆแล้ว

"เราต้องการอะไรในชีวิต"
................................

การบ้านที่พอดี จะทำให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จได้

การบ้านที่มากเกินไป กลับกลายเป็น "ความกดดัน" ที่นับวันจะยิ่งบั่นทอนตัวตน และกำลังใจ

ความกดดัน... ที่ทำให้สุดท้าย มีเด็กไม่กี่คนที่จะไปรอด

เด็กหลายคนหลุดหายไประหว่างทาง

หลายคนที่รอด... ก็กลายไปเป็นหนูถีบจักร ที่ก้มหน้าก้มตา และไม่เคยเงยหน้าขึ้นมาเพื่อถามว่า

"ความสุขในชีวิตเรา... คืออะไร"
......................................

การศึกษา คือ การเรียนรู้ที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุข

ดังนั้นการศึกษา จึงไม่ควรต้องแลกด้วยความสุข

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้อยากบอกว่าตอนนี้คลินิกวัยรุ่นเต็มไปด้วยเด็กเครียดเรื่องการเรียน กับเด็กหมดไฟในการเรียน

ป.ล. หมออยากให้พ่อแม่ที่ได้อ่านบทความนี้ ลุกขึ้นมาช่วยลูกๆ ด้วยนะคะ เรามีสิทธิ์ที่จะส่งเสียงไปที่โรงเรียนเสมอ ถ้าเราพบว่าการศึกษาที่เป็นอยู่ มันเป็นการทำร้าย มากไปกว่าการพัฒนา

#การรักการเรียนรู้สำคัญกว่าการมีความรู้

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2848695418781125&id=1383393308644684

Friday, November 19, 2021

virtuous

#มโหสถชาดก

...ในเมืองมิถิลา มีเศรษฐีผู้หนึ่งมีนามว่า สิริวัฒกะ ภรรยาชื่อ นางสุมนาเทวี นางสุมนาเทวีมีบุตรชายคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อคลอด ออกมานั้นมีแท่งโอสถอยู่ในมือ เศรษฐีสิริวัฒกะเคยเป็นโรคปวดศีรษะมานาน จึงเอาแท่งยานั้นฝนที่หินบดยาแล้วนำมา ทาหน้าผาก อาการปวดศีรษะก็หายขาด

ครั้นผู้อื่นที่มีโรคภัย ไข้เจ็บมาขอปันยานั้นไปรักษาบ้าง ก็พากันหายจากโรค เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว เศรษฐีจึงตั้งชื่อบุตรว่า "มโหสถ" เพราะทารกนั้นมีแท่งยาวิเศษเกิดมากับตัว เมื่อมโหสถเติบโตขึ้นปรากฏว่ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด กว่าเด็กในวัยเดียวกัน

ครั้งหนึ่งมโหสถเห็นว่า ในเวลาฝนตกตนและเพื่อนเล่นทั้งหลายต้องหลบฝนลำบากลำบนเล่นไม่สนุก จึงขอให้เพื่อนเล่นทุก คนนำเงินมารวมกันเพื่อสร้างสถานที่เล่น มโหสถจัดการออกแบบอาคารนั้นอย่างวิจิตรพิสดาร นอกจาก ที่เล่นที่กินและที่พักสำหรับคนที่ผ่านไปมาแล้ว ยังจัดสร้างห้องวินิจฉัยคดีด้วย เพราะความที่มโหสถเป็นเด็กฉลาดเฉลียวเกินวัย จึงมักมีผู้คนมาขอให้ตัดสินปัญหาข้อพิพาท หรือแก้ใขปัญหาขัดข้อง ต่างๆ อยู่ เสมอ ชื่อเสียงของมโหสถเลื่องลือไปไกลทั่วมิถิลานคร

ในขณะนั้น กษัตริย์เมืองมิถิลา ทรงพระนามว่า พระเจ้าวิเทหราช ทรงมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตประจำ ราชสำนัก 4 คน คือ เสนกะ ปุตกุสะ กามินท์ และ เทวินทะ บัณฑิตทั้ง 4 เคยกราบทูลว่าจะมีบัณฑิตคนที่ห้ามาสู่ราชสำนักพระเจ้าวิเทหราช พระองค์จึงโปรดให้เสนาออกสืบข่าวว่ามีบัณฑิตผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่องอยู่ที่ใดบ้าง

เสนาเดินทางมาถึงบริเวณบ้านของสิริวัฒกะเศรษฐีเห็นอาคารงดงามจัดแต่งอย่างประณีตบรรจง จึงถามผู้คนว่าใครเป็นผู้ออกแบบ คนก็ตอบว่าผู้ออกแบบคือมโหสถบัณฑิตบุตรชายวัย 7 ขวบของสิริวัฒกะเศรษฐี

เสนาจึงนำความไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช พระองค์ตรัสเรียก บัณฑิตทั้ง 4 มา ปรึกษาว่าควรจะไปรับมโหสถมาสู่ราชสำนักหรือไม่ บัณฑิตทั้ง 4 เกรงว่ามโหสถจะได้ดีเกินหน้าตนจึงทูลว่า ลำพังการออก แบบตกแต่งอาคารไม่นับว่าผู้นั้นจะมีสติปัญญาสูงถึงขั้นบัณฑิต ขอให้รอดูต่อไปว่า มโหสถจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดจริงหรือไม่

ฝ่ายมโหสถนั้น มีชาวบ้านนำคดีความต่างๆ มาให้ตัดสินอยู่เป็นนิตย์ เป็นต้นว่า ชายเลี้ยงโคนอนหลับไป มีขโมยเข้ามาลักโค เมื่อตามไปพบ ขโมยก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของโค ต่างฝ่ายต่างถกเถียงอ้างสิทธิ์ ไม่มีใคร ตัดสินได้ว่าโคนั้นเป็นของใคร จึงพากันไปหามโหสถ มโหสถถามชาย เจ้าของโคว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร ชายนั้นก็เล่าให้ฟัง มโหสถจึงถามขโมยว่า
"ท่านให้โคของท่านกินอาหารอะไรบ้าง"

ขโมยตอบว่า
"ข้าพเจ้าให้กินงา กินแป้ง ถั่ว และยาคู"

มโหสถถามชายเจ้าของโค ชายนั้นก็ตอบว่า
"ข้าพเจ้าให้โคกิน หญ้าตามธรรมดา"

มโหสถจึงให้ เอาใบไม้มาตำให้โคกินแล้วให้กินน้ำ โคก็สำรอกเอาหญ้าออกมา จึงเป็นอันทราบว่าใครเป็นเจ้าของโคที่แท้จริง พระเจ้าวิเทหราชได้ทราบเรื่องการตัดสินความของมโหสถก็ปรารถนาจะเชิญมโหสถาสู่ราชสำนัก แต่บัณฑิตทั้งสี่ก็คอยทูล ทัดทานไว้เรื่อยๆ

ทุกครั้งที่มโหสถแสดงสติปัญญาในการตัดสินคดี พระเจ้าวิเทหราชทรงทดลองสติปัญญามโหสถด้วยการตั้งปัญหา ต่างๆก็ปรากฏว่า มโหสถแก้ปัญหาได้ทุกครั้ง เช่น เรื่องท่อนไม้ ที่เกลาได้เรียบเสมอกัน พระเจ้าวิเทหราชทรงตั้งคำถามว่า ข้างไหนเป็นข้างปลาย ข้างไหนเป็นข้างโคน มโหสถก็ใช้วิธีผูกเชือก กลางท่อนไม้นั้น แล้วหย่อนลงในน้ำ ทางโคนหนักก็จมลง ส่วนทาง ปลายลอยน้ำ เพราะน้ำหนักเบากว่าไม้ มโหสถก็ชี้ได้ว่า ทางไหน เป็นโคนทางไหนเป็นปลาย

นอกจากนี้มโหสถยังแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ อีกเป็นอันมาก จนในที่สุดพระราชาก็ไม่อาจทนรอตามคำทัดทานของบัณฑิตทั้งสี่ อีกต่อไป จึงโปรดให้ราชบุรุษไปพาตัวมโหสถกับบิดามาเข้าเฝ้าพร้อมกับให้นำม้าอัสดรมาถวายด้วย

มโหสถทราบดีว่าครั้งนี้ เป็นการทดลองสำคัญ จึงนัดหมายการอย่างหนึ่งกับบิดาและในวันที่ไปเฝ้าพระราชา มโหสถให้คนนำลามาด้วยหนึ่งตัว เมื่อเข้าไปถึงที่ประทับ พระราชาโปรดให้สิริวัฒกะเศรษฐีนั่งบนที่อันสมควรแก่เกียรติยศ ครั้นเมื่อมโหสถเข้าไปสิริวัฒกะก็ลุกขึ้นเรียกบุตรชายว่า
"พ่อมโหสถ มานั่งตรงนี้เถิด"

แล้วก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง มโหสถก็ตรงไปนั่งแทนที่บิดา ผู้คนก็พากันมองดูอย่างตำหนิ ที่มโหสถทำเสมือนไม่เคารพบิดา มโหสถจึง ถามพระราชาว่า
"พระองค์ไม่พอพระทัยที่ข้าพเจ้านั่งแทนที่บิดาใช่หรือไม่"

พระราชาทรงรับคำ มโหสถจึงถามว่า
" ข้าพเจ้าขอทูลถามว่าธรรมดาบิดาย่อมดีกว่าบุตร สำคัญกว่าบุตรเสมอไปหรือ"

พระราชา ตรัสว่า
"ย่อมเป็นอย่างนั้น บิดาย่อมสำคัญกว่าบุตร"

มโหสถทูลต่อว่า
"เมื่อข้าพเจ้ามาเฝ้า พระองค์มีพระกระแส รับสั่งว่าให้ข้าพเจ้านำม้าอัสดรมาถวายด้วย ใช่ไหมพระเจ้าค่ะ"

พระราชาทรงรับคำ มโหสถจึงให้คนนำลาที่เตรียมเข้ามา ต่อพระพักตร์ แล้วทูลว่า
"เมื่อพระองค์ตรัสว่าบิดาย่อมสำคัญกว่าบุตร ลาตัวนี้เป็นพ่อของม้าอัสดร หากพระองค์ทรงเห็นเช่นนั้นจริง โปรดทรงรับลานี้ไปแทนม้าอัสดรเถิดพระเจ้าค่ะ เพราะม้าอัสดรเกิดจากลานี้ แต่ถ้าทรงเห็นว่า บุตรอาจดีกว่าบิดา ก็ทรงรับเอาม้าอัสดรไปตามที่ทรงมีพระราชประสงค์ ถ้าหากพระองค์เห็นว่าบิดาย่อมประเสริฐกว่าบุตรก็ทรงโปรด รับเอาบิดาของข้าพเจ้าไว้ แต่หากทรงเห็นว่าบุตรอาจประเสริฐกว่าบิดาก็ขอให้ทรงรับข้าพเจ้าไว้"

การที่มโหสถกราบทูลเช่นนั้น มิใช่จะลบหลู่ดูหมิ่นบิดา แต่เพราะ ประสงค์จะให้ผู้คนทั้งหลายตระหนักใน ความเป็นจริงของโลก และเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีผู้จงใจผูกขึ้น คือบัณฑิตทั้งสี่นั้นเอง

พระราชาทรงพอพระทัยในปัญญาของมโหสถจึงตรัสแก่ สิริวัฒกะเศรษฐีว่า
"ท่านเศรษฐี เราขอมโหสถไว้ เป็นราชบุตรจะขัดข้องหรือไม่"

เศรษฐีทูลตอบว่า
"ข้าแต่พระองค์ มโหสถยังเด็กนัก อายุ เพิ่ง 7 ขวบ เอาไว้ให้โตเป็นผู้ใหญ่ก่อนน่าจะดีกว่าพระเจ้าค่ะ"

พระราชาตรัสตอบว่า
"ท่านอย่าวิตกในข้อที่ว่ามโหสถยังอายุ น้อยเลย มโหสถเป็นผู้มี ปัญญาเฉียบแหลมยิ่งกว่าผู้ใหญ่ จำนวนมาก เราจะเลี้ยงมโหสถในฐานะราชบุตรของเรา ท่านอย่ากังวล ไปเลย"

มโหสถจึงได้เริ่มรับราชการกับ พระเจ้าวิเทหราชนับตั้งแต่นั้นมา ตลอดเวลาที่อยู่ในราชสำนัก มโหสถได้แสดงสติปัญญา และความสุขุมลึกซึ้งในการพิจารณาแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่พระราชาทรงผูกขึ้นลองปัญญา มโหสถ หรือที่บัณฑิตทั้งสี่พยายาม สร้างขึ้นเพื่อให้มโหสถอับจนปัญญา แต่มโหสถก็แก้ปัญหาเหล่านั้นได้ทุกครั้งไป

มิหนำซ้ำในบางครั้ง มโหสถยังได้ช่วยให้บัณฑิตทั้งสี่นั้น รอดพ้นความอับจน แต่บัณฑิตเหล่านั้นมิได้กตัญญูรู้คุณ ที่มโหสถกระทำแก่ตน กลับพยายามทำให้พระราชาเข้าพระทัยว่ามโหสถด้อยปัญญา พยายามหาหนทางให้พระราชา ทรงรังเกียจมโหสถ เพื่อที่ตนจะได้รุ่งเรืองในราชสำนักเหมือนสมัยก่อน

มโหสถรุ่งเรืองอยู่ในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราชได้รับการสรรเสริญจากผู้คนทั้งหลายจนมีอายุได้ 16 ปี พระมเหสีของ พระราชาผู้ทรงรักใคร่มโหสถเหมือนเป็นน้องชาย ทรงประสงค์จะหาคู่ครองให้แต่มโหสถขอพระราชทานอนุญาตเดินทาง ไปเสาะหาคู่ครองที่ตนพอใจด้วยตนเองพระมเหสีก็ทรงอนุญาต

มโหสถเดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง เป็นลูกสาวเศรษฐีเก่าแก่ แต่ได้ยากจนลง หญิงสาวนั้นชื่อว่าอมร มโหสถปลอมตัวเป็นช่างชุนผ้า ไปอาศัยอยู่กับบิดามารดาของนาง และได้ทดลอง สติปัญญาของนางด้วยประการต่างๆเป็นต้นว่า ในครั้งแรกที่พบกันนั้น

มโหสถถามนางว่า
"เธอชื่ออะไร"

นางตอบว่า
"สิ่งที่ดิฉันไม่มีอยู่ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นั่นแหล่ะ เป็นชื่อ ของดิฉัน"

มโหสถ พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบว่า
"ความไม่ตายเป็นสิ่ง ไม่มีอยู่ในโลก เธอชื่อ อมร ( ไม่ตาย ) ใช่ไหม "

หญิงสาวตอบว่า "ใช่"

มโหสถถามต่อว่า นางจะนำข้าวไปให้ใคร นางตอบว่า นำไป ให้บุรพเทวดา มโหสถก็ ตีปริศนาออกว่า บุรพเทวดาคือเทวดา ที่มีก่อนองค์อื่นๆ ได้แก่ บิดา มารดา

เมื่อมโหสถได้ทดลองสติปัญญาและความประพฤติต่างๆของ นางอมรจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงขอนางจาก บิดา มารดา พากลับ ไปกรุงมิถิลา

เมื่อไปถึงยังเมืองก็ยังได้ทดลองใจนางอีกโดย มโหสถแสร้งล่วงหน้าไปก่อน แล้วแต่งกายงดงามรออยู่ในบ้าน ให้คนพานางมาพบ กล่าวเกี้ยวพาราสีนาง นางก็ไม่ยินดีด้วย มโหสถจึงพอใจนาง จึงพาไปเฝ้าพระราชาและพระมเหสี พระราชาก็โปรดให้มโหสถแต่งงานอยู่กินกับนางอมรต่อมา

บัณฑิตทั้งสี่ยังพยายามที่จะกลั่นแกล้งมโหสถด้วยประการ ต่างๆ แต่ก็ไม่เป็นผล แม้ถึงขนาดพระราชาหลงเข้าพระทัยผิด ขับไล่มโหสถออกจากวัง มโหสถก็มิได้ขุ่นเคือง แต่ยังจงรักภักดี ต่อพระราชา พระราชาจึงตรัสถามมโหสถว่า
"เจ้าเป็นผู้มีสติปัญญา หลักแหลมยิ่ง หากจะหวังช่วงชิงราชสมบัติจากเราก็ย่อมได้ เหตุใดจึงไม่คิดการร้ายต่อเรา"

มโหสถทูลตอบว่า
"บัณฑิตย่อม ไม่ทำชั่ว เพื่อให้ได้ความสุข สำหรับตน แม้จะถูกทับถมให้เสื่อมจาก ลาภยศ ก็ไม่คิดสละธรรมะด้วยความหลงในลาภยศ หรือด้วย ความรักความชัง บุคคลนั่งนอนอยู่ใต้ร่มไม้ ย่อมไม่ควรหัก กิ่งต้นไม้นั้น เพราะจะได้ชื่อว่าทำร้ายมิตร บุคคลที่ได้รับการ เกื้อหนุนอุปการะจากผู้ใด ย่อมไม่ทำให้ไมตรีนั้นเสียไปด้วย ความโง่เขลา หรือความ หลงในยศอำนาจ บุคคลผู้ครองเรือน หากเกียจคร้าน ก็ไม่งาม นักบวชไม่สำรวม ก็ไม่งาม พระราชา ขาดความพินิจพิจารณาก็ไม่งาม บัณฑิตโกรธง่าย ก็ไม่งาม"

ไม่ว่าบัณฑิตทั้งสี่จะกลั่นแกล้งมโหสถอย่างใด มโหสถก็ สามารถเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง และมิได้ตอบแทน ความชั่วร้าย ด้วยความชั่วร้าย แต่กลับให้ความเมตตากรุณาต่อบัณฑิต ทั้งสี่เสมอมา นอกจากจะทำหน้าที่พิจารณาเรื่องราว แก้ไขปัญหาต่างๆ มโหสถยังได้เตรียมการป้องกันพระนครใน ด้านต่างๆ ให้พร้อมเสมอด้วย และยังจัดผู้คนไปอยู่ตามเมืองต่างๆ เพื่อคอยสืบข่าวว่า จะมีบ้านเมืองใด มาโจมตีเมืองมิถิลาหรือไม่

มีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า จุลนีพรหมทัต ครองเมือง อุตรปัญจาล ประสงค์จะทำสงครามแผ่เดชานุภาพ จึงทรงคิด การกับปุโรหิตชื่อ เกวัฏพราหมณ์ หมายจะลวงเอากษัตริย์ร้อยเอ็ดพระนครมากระทำสัตย์สาบานแล้วเอาสุราเจือยาพิษ ให้กษัตริย์เหล่านั้นดื่ม จะได้รวบรวมพระนครไว้ในกำมือ

มโหสถ ได้ทราบความลับจากนกแก้วที่ส่งออกไปสืบข่าว จึงหาทางช่วยชีวิตกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดไว้ได้ โดยที่ กษัตริย์เหล่านั้นหารู้ตัวไม่ พระเจ้าจุลนีทรงเห็นว่ามิถิลา เป็นเมืองเดียวที่ไม่ยอมทำสัตย์สาบาน จึงยกทัพใหญ่มุ่งไปโจมตีมิถิลา มีเกวัฏพราหมณ์ เป็นที่ปรึกษาใหญ่ แต่ไม่ว่าจะโจมตีด้วยวิธีใด มโหสถ ก็รู้ทัน สามารถตอบโต้และแก้ไขได้ ทุกครั้งไป

ในที่สุดพระเจ้าจุลนีทรงส่งเกวัฏพราหมณ์มาประลองปัญญาทำสงครามธรรมกับมโหสถ มโหสถออกไปพบเกวัฏพราหมณ์ โดยนำเอาแก้วมณีค่าควรเมืองไปด้วยแสร้งบอกว่าจะยกให้พราหมณ์ แต่เมื่อจะส่งให้ก็วางให้ที่ปลายมือพราหมณ์เกวัฏ เกรงว่าแก้วมณจะตกจึงก้มลงรับแต่ก็ไม่ทัน แก้วมณีตกลงไปกับพื้นเกวัฏก้มลงเก็บด้วยความโลภ มโหสถจึงกดคอเกวัฏไว้ ผลักให้กระเด็นไป แล้วให้ทหารร้องประกาศว่า เกวัฏปราหมณ์ก้มลงไหว้มโหสถ แล้วถูกผลักไปด้วยความรังเกียจ บรรดาทหารของพระเจ้าจุลนีมองเห็นแต่ภาพเกวัฏพราหมณ์ ก้มลงแทบเท้า แต่ไม่ทราบว่าก้มลงด้วยเหตุใด ก็เชื่อตามที่ ทหารของมโหสถป่าวประกาศ พากันกลัวอำนาจมโหสถ ถอยหนีไปไม่เป็นกระบวน กองทัพพระเจ้าจุลนีก็แตกพ่ายไป

เกวัฏพราหมณ์คิดพยาบาทมโหสถอยู่ไม่รู้หาย จึงวางอุบายให้ พระเจ้าจุลนีส่งทูตไปทูลพระเจ้าวิเทหราชว่าจะขอทำสัญญาไมตรี และขอถวายพระราชธิดาให้เป็นชายา พระเจ้าวิเทหราชทรงมีความยินดี จึงทรงตอบรับเป็นไมตรี พระเจ้าจุลนีก็ขอให้พระเจ้าวิเทหราชเสด็จมาอุตรปัญจาล

มโหสถพยายามทูลคัดค้านพระราชาก็มิได้ฟังคำ มโหสถก็เสียใจว่าพระราชาลุ่มหลงในสตรี แต่กระนั้นก็ยังคงจงรักภักดี จึงคิดจะแก้อุบายของพระเจ้าจุลนี มโหสถจึงทูลขออนุญาตไปจัดเตรียมที่ประทับให้พระราชอาคันตุกะในเมืองอุตรปัญจาล ก็ได้รับอนุญาต

มโหสถจึงให้ ผู้คนไปจัดสร้างวังอันงดงาม และที่สำคัญคือจัดสร้างอุโมงค์ใต้ดิน เป็นทางเดินภายในอุโมงค์ประกอบด้วยกลไกและประตูลับ ต่างๆซับซ้อนมากมาย เมื่อเสร็จแล้วมโหสถจึงทูลเชิญ ให้พระเจ้าวิเทหราชเสด็จไปยังอุตรปัญจาล ขณะที่พระเจ้าวิเทหราชประทับอยู่ในวัง รอที่จะอภิเษกกับพระธิดาพระเจ้าจุลนี

พระเจ้าจุลนีทรงยกกองทหารมาล้อมวังไว้ มโหสถซึ่งเตรียมการไว้แล้วก็ลอบลงไปทางอุโมงค์เข้าไปใน ปราสาทพระเจ้าจุลนี ทำอุบายหลอกเอาพระชนนี พระมเหสี พระราชบุตร และราชธิดาพระเจ้าจุลนีมากักไว้ใต้วังที่สร้างขึ้น นั้นแล้วจึงกลังไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช พระเจ้าวิเทหราชตกพระทัยว่ากองทหารมาล้อมวัง ตรัสปรึกษามโหสถ มโหสถจึงทูลเตือนพระราชาว่า
"ข้าพระองค์ได้กราบทูล ห้ามมิให้ทรงประมาท แต่ก็มิได้ทรงเชื่อ พระราชบิดา พระเจ้าจุลนีนั้นประดุจเหยื่อที่นำมาตกปลา การทำไมตรีกับผู้ไม่มีศีลธรรม ย่อมนำความทุกข์มาให้ ธรรมดาบุคคลผู้มี ปัญญา ไม่พึงทำ ไมตรีสมาคมกับบุคคลผู้ไม่มีศีล ซึ่งเปรียบเสมือนงู ไว้วางใจมิได้ ย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ไมตรีนั้น ไม่มีทางสำเร็จผลได้"

พระเจ้าวิเทหราชทรงเสียพระทัยที่ไม่ทรงเชื่อคำทัดทานของมโหสถแต่แรก มโหสถจัดการนำพระเจ้าวิเทหราช ไปพบพระชนนี พระมเหสี และพระโอรสธิดาของพระเจ้าจุลนีที่ตนนำมาไว้ในอุโมงค์ใต้ดิน แล้วจัดการให้กองทัพที่เตรียมไว้ นำเสด็จกษัตริย์ทั้งหลายกลับไปมิถิลา ส่วนตัวมโหสถเองอยู่ เผชิญหน้ากับพระเจ้าจุลนี

เมื่อพระเจ้าจุลนีเสด็จมา ประกาศว่าจะจับพระเจ้าวิเทหราช มโหสถจึงบอกให้ทรงทราบว่า พระเจ้าวิเทหราชเสด็จกลับมิถิลาแล้วพร้อมด้วย พระราชวงศ์ ของพระเจ้าจุลนี พระราชาก็ทรงตกพระทัย เกรงว่าพระญาติวงศ์จะเป็นอันตราย มโหสถจึงทูลว่า ไม่มีผู้ใดจะทำอันตราย แล้วจึงทูลเชิญพระเจ้าจุลนีทอดพระเนตรวังและ อุโมงค์ที่จัดเตรียมไว้อย่างวิจิตรงดงาม

ขณะที่พระเจ้าจุลนีกำลังทรงเพลิดเพลิน มโหสถก็ปิดประตูกลทั้งปวงและหยิบดาบที่ซ่อนไว้ ทำทีว่าจะ ตัดพระเศียรพระราชา พระราชาตกพระทัยกลัว มโหสถจึงทูลว่า
"ข้าพระองค์จะไม่ทำร้ายพระราชา แต่หากจะฆ่า ข้าพระองค์เพราะแค้นพระทัย ข้าพระองค์ก็จะถวายดาบนี้ให้"

พระราชาเห็นมโหสถส่งดาบถวายก็ทรงได้สติ เห็นว่ามโหสถนอกจากจะประกอบด้วยความสติปัญญาประเสริฐแล้ว ยังเป็น ผู้ไม่มีจิตใจมุ่งร้ายพยาบาทผู้ใด พระเจ้าจุลนีจึงตรัสขออภัยที่ได้เคยคิดร้ายต่อเมืองมิถิลาต่อพระเจ้าวิเทหราช และต่อมโหสถ

มโหสถจึงทูลลากลับไปมิถิลา จัดให้กองทหารนำเสด็จพระชนนี พระมเหสี และ พระราชบุตร ของพระเจ้าจุลนีกลับมายัง อุตรปัญจาล ส่วนราชธิดานั้นคงประทับอยู่มิถิลา ในฐานะพระชายาพระเจ้าวิเทหราชต่อไป

พระเจ้าจุลนีทรงตรัสขอให้มโหสถมาอยู่กับพระองค์ มโหสถ ทูลว่า
"ข้าพระองค์รับราชการรุ่งเรืองในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราช ผู้เป็นเจ้านายของข้าพระองค์แต่เดิม ไม่อาจจะไปอยู่ที่ อื่นได้ หากเมื่อใด พระเจ้าวิเทหราชสวรรคต ข้าพระองค์จะไปอยู่เมืองอุตรปัญจกาลรับราชการอยู่ในราชสำนักของพระองค์"

เมื่อพระเจ้าวิเทหราชสิ้นพระชนม์ มโหสถก็ทำตามที่ลั่นวาจาไว้ คือไปรับราชการอยู่กับพระเจ้าจุลนี และยังถูก กลั่นแกล้งจากเกวัฏพราหมณ์คู่ปรับเก่า แต่มโหสถก็เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง

มโหสถนอกจากจะมีสติปัญญา เฉลียวฉลาดแล้ว ยังประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ มีความสุขุมรอบคอบ มิได้หลงใหล ในลาภยศสรรเสริญ ดังนั้นมโหสถจึงได้รับยกย่องสรรเสริญว่าเป็น บัณฑิตผู้มี ความรู้อันลึกซึ้ง มีสติ ปัญญานั้นประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ ที่กำกับให้ผู้มีสติปัญญาประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร

-------------------

จบมโหสถชาดก

best 10 advices

10 ข้อคิดดีๆ

1.คนที่ ”น่าอิจฉาที่สุด“ คือ ”คนที่ไม่อิจฉาใครเลย“ มันเป็นเคล็ดลับความสุขง่ายๆ ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำกัน

2.ทุกอย่างบนโลกใบนี้ เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว

🔹”ถ้ามันดี“ ให้มีความสุขกับมัน เพราะมันจะอยู่กับเราได้ไม่นาน

🔸”ถ้ามันไม่ดี“ อย่าไปกังวลกับมัน เพราะมันจะอยู่กับเราไม่นานอีกเหมือนกัน

3.เวลาโกรธ หรือโมโหใคร อย่าไปด่าเขา เพราะเมื่อความโกรธหายไป แต่คำด่ายังจำฝังใจ

4.ทุกวินาทีที่หายใจอยู่ คือโอกาสของชีวิต อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่ และอย่าแคร์สายตาใคร หายใจด้วยจมูกของเราเอง ยืนด้วยลำแข้งของเราเอง

5.ไม่ยุ่งกับชีวิตคนอื่น ไม่ขัดความสุขคนอื่น ไม่คิดแทนคนอื่น ไม่อิจฉาคนอื่น ไม่ดูถูกคนอื่น

6.จงอย่าอิจฉาคนอื่น และจงอย่าใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา แต่จงใช้ชีวิตเพื่อให้คนอื่นเคารพรักและนับถือ

7.ไม่ว่าจะมีใครหายไปจากชีวิตเรา แต่เวลาก็ยังคงเดินต่อไปตามเดิม และเวลาก็สอนให้เราได้รู้ว่า ระหว่างที่เรามีเวลาอยู่นั้น เราควรจะดูแลรักษาคนที่เรารักอย่างไร เพื่อว่าวันหนึ่งเมื่อเขาจากไป เราจะไม่เสียใจเพราะได้ทำดีที่สุดแล้ว

8.ความสุขแม้จะอยู่กับเราไม่นาน แต่ความทรงจำที่ดีจะอยู่กับเราตลอดไป อยากมีความทรงจำดีๆ ก็จงให้สิ่งดีๆกับผู้อื่น

9.บางครั้งเราไม่ต้องคิดว่า ”เราจะได้อะไรจากสิ่งที่เราทำ?“ แค่ทำแล้วมันสุขใจ.. มันก็คือกำไรของชีวิตแล้ว

10.ชีวิตคนเรามี 3 วัน

🔹”เมื่อวาน“ เราใช้ไปแล้วเอามาใช้ไม่ได้

🔸”วันนี้“ เรากำลังใช้อยู่และใช้ได้แค่ครั้งเดียว

🔹”พรุ่งนี้“ ยังมาไม่ถึง และไม่รู้ว่าจะได้ใช้มั้ย

เพราะฉะนั้น หากวันนี้เรายังมีโอกาสใช้ ก็เลือกทำในสิ่งที่ดี และสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข

cub and kitten

วันนี้หมอจะเล่านิทานให้ฟัง 
เรื่อง “อย่าเห็นแก่ตัว อย่าโทษคนอื่น”

แม่สิงโตตัวหนึ่ง เห็นลูกตัวเองกำลังโยนความผิดไปให้แมว เหตุเพราะอยากได้หินสีรุ้งจึงไปแอบขโมยมา เจ้าแมวน้อยที่แอบเห็นแล้วเอาเรื่องไปบอกสัตว์อื่นๆ จึงโดนใส่ร้ายแทน ลูกสิงโตบอกสัตว์ทุกตัวว่า แมวต่างหากที่ขโมยหินสีรุ้งไป ทำให้สัตว์ป่าสับสน ส่วนเจ้าแมวก็พยายามหาทางทำให้ความจริงปรากฏ...
.

แม่สิงโตซึ่งผ่านประสบการณ์มามากมาย รู้ว่าลูกกำลังหลงผิด เข้าใจไปว่าการได้หินสีรุ้งมาไว้ในครอบครองจะทำให้มีความสุขมากขึ้น จึงคิดหาวิธีช่วยลูก

..........
แม่สิงโต “ลูกจ๋า ทำไมลูกอยากได้หินสีรุ้งเพิ่มอีกละ ถ้ำของเรามีหินสีรุ้งมากมายอยู่แล้วนะ”

ลูกสิงโตตอบแม่ว่า “มีแล้วก็ต้องมีอีกซิแม่ สัตว์ที่ไหนก็อยากได้ ยิ่งมีมากๆ ก็ยิ่งมีความสุข”
..........
แม่สิงโตถามลูกว่า “หินสีรุ้งทำให้ลูกมีความสุขได้อย่างไร” 

ลูกสิงโตตอบแม่ “อย่างแรกเลย เราเอาไปแลกกับเนื้อชิ้นใหญ่ๆได้ หรือถ้าแม่อยากลองกินเนื้อฉลาม ก็ได้นะ! แม่ก็แค่ใช้หินสีรุ้งมากขึ้น..... และอย่างที่สอง สัตว์ทั้งป่าจะต้องเอาใจเรา เพราะเรามีสิ่งที่แลกกับทุกสิ่งได้บนโลกนี้”
..........
แม่สิงโตท่าทางสุขุมถามลูกกลับ “อืม... หินสีรุ้งดีแบบนั้นเลยหรือ แล้วมีอะไรที่หินสีรุ้งแลกไม่ได้บ้างมั้ย?

ลูกสิงโตตอบด้วยความมั่นใจ “ไม่มีหรอกแม่!!”
..........
แม่สิงโตเลยขอให้ลูกช่วย “งั้น ลูกช่วยแม่หน่อยนะ แม่อยากได้บางอย่าง ไม่รู้ว่าลูกจะช่วยได้มั้ย”

ลูกสิงโตเชิดอก “สบายมาก บอกมาเลย แม่ต้องการอะไร”
..........
แม่สิงโตกระซิบลูกเบาๆว่า “แม่อยากได้ ลูกที่มีความสุข”

ลูกสิงโตมีสีหน้างง “ลูกมีความสุขอยู่แล้ว แม่ไม่ต้องขอเรื่องนี้เลย ดูซิ หินสีรุ้งเต็มถ้ำไปหมด” 
..........
แม่สิงโตถามต่อ “แล้วมิตรภาพละ ลูกมีมั้ย”

ลูกสิงโตยิ่งงงมากขึ้น “มิตรภาพ! .. แม่คิดว่า ลูกไม่มีเพื่อนเหรอ! แม่อยากได้เพื่อนกี่คน เดี๋ยวจัดให้ เอาหินสีรุ้งไปแจก รับรองว่าได้เพื่อนับไม่ถ้วน”
..........
แม่สิงโตถามต่อว่า “เพื่อนที่คบกับลูกเพราะต้องการหินสีรุ้ง จะเรียกว่า เพื่อนได้จริงหรือ?”

ลูกสิงโตทำหน้าสงสัย....
.
.
..........
แม่สิงโตสอนลูกว่า... “ลูกจ๋า ความสุขจริงๆของคนเราคือ การได้ทำสิ่งที่ดีต่อตนเองและต่อผู้อื่นด้วย ไม่ใช่ดีต่อตนเองแต่คนอื่นโดนเอาเปรียบ ลูกไปขโมยของคนอื่นมา ลูกหาแต่ความสุขใส่ตัว แต่ลูกทำให้คนที่ต้องการจริงๆเดือดร้อน”

ลูกสิงโตตั้งใจฟัง......
..........
แม่สิงโตสอนต่อว่า “มีคนมากมาย จำเป็นใช้สิ่งนี้มาก ลูกไม่ได้จำเป็นใช้เลยสักนิด.. แม่ไม่อยากให้ลูกแม่เห็นแก่ตัวเลย”

ลูกสิงโตเสียงอ่อยลง “ลูกมีความสุขแบบนี้ แม่ไม่มีความสุขเหรอ”
..........
แม่สิงโตสอนต่อว่า “ลูกมีความสุขบนความทุกข์คนอื่นแบบนี้ แม่ไม่มีทางมีความสุขหรอก”

ลูกสิงโตหน้าเศร้า...
..........
แม่สิงโตสอนต่อ “ลูกอยากโดนเอาเปรียบมั้ยละ” 

ลูกสิงโต “ไม่อะ.. ลูกจะเศร้ามากและโกรธมาก ถ้าลูกต้องใช้ แล้วมีคนอื่นขโมยไป”
..........
แม่สิงโต “คนที่ลูกไปขโมยมาก็รู้สึกแบบที่ลูกรู้สึกแหละ ลูกไม่อยากโดนอะไร ลูกต้องไม่ทำกับคนอื่นนะ”

ลูกสิงโตพยักหน้ารับ
..........
แม่สิงโตเสริมเรื่องมิตรภาพ “อีกเรื่องนะลูก เพื่อนที่ดีคือเพื่อนที่ใส่ใจลูกจริงๆ ลูกจะมีเพื่อนแบบนี้ได้ ลูกต้องเอาใจใส่เขา เราเรียกว่า “ใช้ใจซื้อใจ” ไม่ใช่ใช้หินสีรุ้งที่ซื้อได้แต่ตัว ไม่ได้ใจจริงหรอก เพื่อนที่คบกับลูกเพราะต้องการหินสีรุ้ง วันใดที่ลูกไม่มีหินเหล่านี้ ลูกจะไม่เหลือใครเลย”

ลูกสิงโตเริ่มคิดได้ “ที่แม่บอกว่า อยากได้ลูกที่มีความสุข แม่หมายถึง ลูกจะไม่มีความสุขจริงเพราะลูกจะไม่เหลือเพื่อน ไม่เหลือใครเลย ใช่มั้ย”
..........
แม่สิงโตกอดลูกด้วยความรัก “ใช่จ้ะลูก... ตอนนี้ลูกอาจไม่รู้สึก จนกว่าจะถึงวันที่ลูกแก่ตัวลงหรือตอนที่ลูกเจ็บป่วยไม่สบาย ลูกจะเริ่มเข้าใจว่า มิตรภาพของจริงนั้น ช่วยให้ลูกมีความสุขยังไง”

ลูกสิงโตหลับตา “ลูกคิดไม่ออกหรอก น่าจะอีกนาน.. แต่ลูกเชื่อแม่นะ”
.
.
แล้วลูกสิงโตก็กลับเข้าไปในใจกลางป่า ยอมรับกับสัตว์ทุกตัวว่าเป็นคนขโมยหินสีรุ้งไปเอง และยอมรับว่าโทษเจ้าแมวน้อยเพราะกลัวมีประวัติ กลัวจะไม่ได้เป็นเจ้าป่าต่อไปในอนาคต

สัตว์ทั้งหลายเห็นว่าลูกสิงโตยอมรับด้วยใจจริง และยังเป็นเด็กจึงให้อภัยและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป😊

หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก

observant

“หมอ”……ที่แท้จริง 👨‍⚕️


ในวงราวน์คนไข้ แห่งหนึ่ง

เช้าวันหนึ่ง 7.30 ครูแพทย์สาวโสดวัยเกือบ 50 มาดูคนไข้ที่วอร์ดเด็ก


นักศึกษาแพทย์ปี 4,5,6 แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน_กรูกันเข้ามาหาอาจารย์แพทย์เพื่อรายงานเคส


นสพ.ปี 6…”เคสนี้เด็กชายไทย 4 ปี มาด้วยไข้ ไอ น้ำมูก 3 วัน หลังจากนั้น ถ่ายเหลว 5 ครั้ง ก้นแดงครับ...ตรวจร่างกาย บลา.... ผลแลปบลาๆๆๆ

บลาๆๆๆๆๆ


ครูแพทย์…;”วินิจฉัยอะไร อ่ะปี 5 ตอบสิคะ”


นสพ.ปี 5…” gastroenteritis ครับ” (ลำไส้อักเสบ) อาจารย์


ครูแพทย์:-เก่งมากค่ะ


ครูแพทย์…; ปี 4 ตอบสิ มีเชื้ออะไรบ้าง 3 เชื้อค่ะ


นสพ.ปี 4… ไวรัส rota, adenovirus และ norovirus ครับ


ครูแพทย์… ยิ้ม เก่งมากค่ะ ทุกคน

                     เด็กคนนี้มีปัญหาอะไรอีกค่ะ


???????


เอาละสิ ปี4-6 พี่แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน เงียบ ในใจ มีอะไรอีกหรอ น่าจะครบสิ 


เงียบ

_


ครูแพทย์. ลองสังเกตเด็กดีๆสิ


สายตาทุกคู่ เหลือบมองไปที่เตียงเด็ก ดูเด็ก

และสังเกต


ในใจน้องๆหมอ ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่


เงียบบบบ

_


ครูแพทย์ กระตุ้น สังเกตดีๆๆสิ


ก็ยังเงียบ

_

_

_


ครูแพทย์… เห็นอะไรไหม


1) “เด็ก 4 ขวบ ทำไมตัวเล็ก จากสายตาคาดว่า จะหนักสัก 10 กก. คุณหมอได้ถามประวัติอาหารไหม นี่ก็คือปัญหานะ กินข้าวกี่มื้อ เนื้อสัตว์ผัก นมกินยี่ห้อไร กี่กล่องต่อวัน


2)เห็นขวดนมที่ตั้งอยู่หัวเตียงคนไข้ไหม

ปกติ ควรเลิกตอนอายุ 18 เดือนถึง 2 ปี ทำไมเด็กถึงยังไม่เลิก


เชื่อไหม ไป รร. ไม่ต้องกินขวด แต่กลับมาบ้านต้องกินขวด


นสพ อึ้ง


หันไปถามคนเฝ้าไข้


เป็นเช่นนั้นจริงๆตามครูแพทย์กล่าว


“แล้วคุณหมอเห็นฟันเด็กไหม”


นสพ. เงียบ ยังไม่ได้ดูครับ


ครูแพทย์ _พี่เห็นมีฟันผุที่ด้านบน เหี้ยนเลย ไม่เชื่อลองเปิดดู 


เป็นจริงดั่งครูแพทย์ว่า


นสพ. อึ้ง นี่อาจารย์แค่ฟัง 

และมองๆรอบเตียง เหมือนไม่ได้สนใจ 

แต่ครูแพทย์เก็บรายละเอียดยิบ

โดยที่ยังไม่ได้จับคนไข้เลย


ยังๆยังไม่หมด ครูแพทย์ พูดต่อ


3) เห็นคนเลี้ยงไหม ที่นั่งข้างเตียงเด็ก

นสพ. ทุกคนย้ายสายตาไปดูคนเฝ้า


ภาพที่เห็น


เป็นคุณยายอายุเกือบ 70 ปีนั่งเฝ้าหลานวัย 4 ปี

ท่าทางอิดโรย


อาจารย์แพทย์_”น้องหมอได้ถามไหม พ่อแม่เด็ก ทำงานอะไร แล้วยายมาเฝ้าหลาน เดินทางมาไง นอนที่ไหน ใครส่งเงินให้ ใครทำกับข้าวให้ ใครไปส่ง รร. 


สุดท้ายครูแพทย์กล่าว


“คนนี้น่าจะมีภาวะซีด ค่าเลือดน่าจะอยู่ที่ 25-28%

ไม่เชื่อลองเปิดผลเลือดดู”


ครูแพทย์ พูดออกมา โดยยังไม่เห็นผลเลือดเด็ก 

ได้แต่ยืนและสังเกต 


นสพ. ปี 6 เปิดผลเลือดถึงกับอึ้ง


ค่าความเข้มข้นเลือด =26%


นี่แหละครับ


การเรียนแพทย์คือ เรียนจากคนไข้ ฝึกประสบการณ์

หมอที่ดีไม่ใช่หมอที่ท่องตำราเก่งอย่างเดียว


หมอที่ดีคือหมอที่ดูคนไข้ สังเกต มองรอบข้างทุกอย่าง hollistic care


โรค กาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม แล้วเก็บประสบการณ์แต่ละเคส เพื่อพัฒนาการดูแลคนไข้ และใช้สอนน้องๆหมอ


วันนี้น้องๆหมอดูคนไข้รอบด้าน ละเอียดหรือยังครับ


ให้กำลังใจหมอใหม่ นักเรียนแพทย์ใหม่ทุกคน


เรียนแพทย์ไม่ยาก แต่ที่ยากคือ ความรับผิดชอบและใส่ใจคนไข้


หมอเรารักษา โรค แล้ว อย่าลืม รักษา คน ด้วย


https://www.facebook.com/133050930458942/posts/699296100501086/

Chinese

เมื่อแค่เกือบๆ 5 ปีก่อน เวลาผมบอกว่า mi หรือ Xiaomi เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีมาก และวันนึงจะมาครองตลาดไทย
มีแต่คนหัวเราะเยาะผม

หลายๆคนพูดเยาะเย้ยว่า “เสี่ยวเอ้อราคาถูกๆนั่นหนะเหรอ?”

ผมพูดเสมอว่าจีนเจริญได้เพราะขยัน หมั่นศึกษา หมั่นพัฒนา “ตนเอง”
แต่ไทยเรามักจะติดกับตัวเองในการ “วิจารณ์คนอื่น” ไปเรื่อย แต่ไม่พัฒนาตัวเอง ไม่ลงมือทำ

จนผมได้พบกับรองประธาน Xiaomi ตัวเป็นๆ ตั้งแต่พูดคุย จนถึงทานข้าว ผมพบวัฒนธรรม “ขยันเพื่อทำสินค้าให้ดีที่สุดเพื่อลูกค้า” ผมมั่นใจเลยว่าเขาจะครองโลก

คนจีนมีความอยากรวยเหมือนคนไทย
แต่สิ่งที่ต่างกันคืออุปนิสัย และพฤติกรรมตอน “ก่อนจะรวย”
นิสัย “ก่อนจะรวย” นี่แหละครับ ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในไทย

คนจีนไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่า หรือรุ่นใหม่ ก่อนจะรวยนั้นมีนิสัยคล้ายๆกันหลายอย่าง

1. ประหยัด แต่ไม่ขี้เหนียวในการพัฒนาตัวเอง 

2. จัดการการเงินดี มี 10 บาท ใช้ 2 บาท ชื่นชอบของแบรนด์เนม แต่ไม่ซื้อของแบรนด์เนมมาแข่งกัน เพราะมองว่าต้องประสบความสำเร็จซะก่อน เด็ก Startup ในจีนที่ผมรู้จักเยอะมาก จะไม่กิน Starbucks ก่อนจะรวยเด็ดขาด พวกเค้าจะเลือกทานกาแฟดีของท้องถิ่นที่ราคาไม่ต้องแพง แล้วเก็บเงินเพื่อลงทุนในการพัฒนาตัวเอง หรือหุ้น หรือลงทุนกิจการในอนาคต

3. ใครซื้อของแบรนด์เนม เห่อซื้อรถราคาแพง โดยยังไม่ประสบความสำเร็จในการทำกิจการ จะไม่ได้รับการยอมรับ

4. สังคมจีนให้ความสำคัญกับความสำเร็จที่จับต้องได้ ไม่ใช่เขียนอะไรสวยๆ พูดดูดีๆ ขับรถแพงๆ แต่ต้องเปิดร้านบะหมี่ที่อร่อยจริง มีลูกค้ามาต่อคิว ไปจนถึงทำ Startup คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

5. สังคมจีนไม่ยึดติด และฝันอยู่กับความสำเร็จในอดีตหรือปัจจุบัน

6. สังคมจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองทุกวัน ดังจะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์จีนนั้น ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดในทุกครั้งที่ออกรุ่นใหม่ๆ มือถือจีน รถจีน ที่คนไทยเคยค่อนแคะว่า “กาก” เมื่อ 4-5 ปีก่อน กลายเป็นมีคุณภาพดีไม่ต่างจากสินค้าอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น และภายในเวลาไม่เกิน 3 ปี จีนจะทำให้ดีกว่าคู่แข่ง

7. คนจีนมีนิสัยทำงานหนัก ตื่นเช้า ศึกษาสิ่งรอบๆตัว ขยัน ไม่ท้อง่าย มีความเป็นนักสู้สูง และรับคำวิจารณ์ได้มาก แต่ไม่ใช่ “อยากรวย” ด้วยการ “ทำตัวเหมือนรวย” แต่ความจริงไม่ได้รวย แล้วก็มาบ่นอยู่ตามโซเชียล

8. คนจีนเป็นนักอ่าน นักเรียนรู้ นักหาข้อมูลหลากหลาย ผมเจอเด็กจีนมากมายที่ “พักผ่อน” ด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์แบบเล่มๆ เพื่อจะหาว่าคนที่ประสบความสำเร็จเขาทำอย่างไร? ผมเจอเด็กจีนมากมายที่แหกขี้ตาตื่นตอนตี 1 ตี 2 มาดูการเปิดตัวสินค้าจาก Apple แล้วมาถึงที่ทำงานแต่เช้าเพื่อมาคุยว่าได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง

สังคมไทยเรา ยังติดกับดักตรงนี้หนักมากครับ
คนไทยจำนวนมากยังมีค่านิยม “เจ้าคนนายคน” อยากรวยง่าย รวยเร็ว มีชีวิตหรูหรา แต่ไม่ทำชีวิตให้ไปถึงจุดนั้น

เราจึงพบพฤติกรรมใช้มือถือราคา 35,000 บาท ใช้ notebook ราคา 60,000 บาท มาเล่น line เล่นแชท ดูข่าวดารา เปิด Netflix ยันเช้า แต่ไม่สู้งาน ไม่อดทน จนเกิดวัฒนธรรม “ขี้แพ้” อยู่ทั่วเมือง

จริงๆความรักสบายก็ไม่ผิด
แต่ต้องไม่อยากรวย

คนรักสบาย ไม่ขยัน ไม่อดทน ไม่ขวนขวาย แต่บ่นว่าอยากรวย แถมโทษทุกอย่างรอบตัว คือคนที่สับสนในตัวเอง และมีชีวิตที่เปล่าประโยชน์มาก ต้องช่วยกันแก้ไขครับ

https://www.facebook.com/100000004424101/posts/4738371516172949/

The best the least

ข้อสังเกตุ 10 ความจริง !!! ของคนสมัยนี้

1. คนที่ 'จริงใจ' ที่สุด
จะ 'คบเพื่อน' น้อยที่สุด

2. คนที่ 'ฉลาด' ที่สุด
จะ 'อวดฉลาด' น้อยที่สุด

3. คนที่ 'เก่ง' ที่สุด
จะ 'หวงวิชา' น้อยที่สุด

4. คนที่ 'ใจกว้าง' ที่สุด
จะ 'ทำดีเอาหน้า' น้อยที่สุด

5. คนที่ 'เห็นค่าตัวเอง' ที่สุด
จะ 'เรียกร้องจากคนอื่น' น้อยที่สุด

6. คนที่ 'ผลงานดี' ที่สุด
จะ 'วิจารณ์' น้อยที่สุด

7. คนที่ 'พัฒนาเร็ว' ที่สุด
จะ 'อีโก้' น้อยที่สุด

8. คนที่ 'เป็นอิสระ' ที่สุด
จะ 'แคร์' น้อยที่สุด

9. คนที่ 'รวย' ที่สุด
จะ 'โอ้อวด' น้อยที่สุด

10. คนที่ 'มีความสุข' ที่สุด
จะ 'ใช้ชีวิตยุ่งยาก' น้อยที่สุด

Set bird free for merit

พ่อแม่นั้น ออกหาเหยื่อ  เพื่อเลี้ยงลูก
กลับมาถูก  จับไปขัง  ไว้เพื่อขาย
ลูกนอนรอ   แม่พ่อ  จนอดตาย
คนงมงาย  กลับหลอกตน  ว่าทำบุญ
ซื้อนกปล่อย  สะเดาะเคราะห์  เหมาะตรงไหน
คนจัญไร  เห็นแก่ได้   มันขายฝัน
ส่วนคนโง่  ก็เชื่อฟัง  คล้อยตามมัน
ว่าที่ทำ  ลงไปนั้น  มันเป็นบุญ
เหล่าคนโง่   คนงมงาย   ไร้ปัญญา
ก็มองว่า   ปล่อยนกนี้เป็นบุญใหญ่
แต่บาปกรรม  หนักหนา  กว่าสิ่งใด
บุญที่ได้   บุญแบบนี้   ไม่มีเลย.

attitude can sometimes determine fate.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนักเดินทางสองคน ชื่อ จอห์นและจอช จอห์นได้พบเจอเมืองใหม่เมืองหนึ่ง ก่อนที่จอห์นเข้าไป เขาได้ถามกับยามเฝ้าประตูว่า มีคนไม่ดีในเมืองนี้มั้ย ยามฝ้าประตูได้ตอบกลับมาว่า “มีครับ ในเมืองนี้มีคนไม่ดีครับ”

จอห์นได้เข้าไปในเมืองด้วยหน้าที่บึ้งตึงและเริ่มสังเกตได้ทันทีว่าผู้คนไม่เป็นมิตรเอาซะเลย เขาได้เห็นสิ่งไม่ดีในตัวผู้คนอยู่เรื่อย ๆ เขาจึงรีบตัดสินใจออกจากเมืองนี้และไม่กลับมาอีกเลย

หนึ่งชั่วโมงต่อมาจอชได้มาที่เมืองเดียวกันและก็คุยกับยามเฝ้าประตูคนเดิม เขาได้ถามยามเฝ้าประตูว่า “มีคนดีในเมืองนี้มั้ย” ยามเผ้าประตูตอบกลับมาว่า “มีสิ ในเมืองนี้มีคนดีเยอะเลยครับ”

จอชได้เข้าไปในเมืองด้วยรอยยิ้มและเริ่มสังเกตได้ทันทีว่า ผู้คนในเมืองนี้เป็นมิตรขนาดไหน เขาได้เห็นสิ่งดี ๆ ในตัวผู้คนอยู่เรื่อย ๆ จอชได้ตัดสินใจอยู่เมืองนี้ต่ออีกสองสามวันเพราะเขามีความสุขมาก ๆ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางครั้งทัศคติของเราเป็นตัวกำหนดโชคชะตา

Once upon a time there were two travelers, John and Josh.  John came across a new city and before he entered, he asked the gatekeeper if there were any bad people in the city.  The gatekeeper replied, "Yeah, there are bad people in this city."

John went in with a frown on his face and started noticing how unfriendly the people were right away. He kept meeting the worst of people and so he quickly decided to leave the city and never come back.

An hour later, Josh came to the same city and talked to the same gatekeeper but he asked, "Are there any good people in this city?"   The gatekeeper replied, "Yes, there are many good people in this city."

Josh entered the city with a smile on his face and started noticing how friendly the people were right away. He kept meeting the nicest of people.  Josh decided to stay in the city for a few extra days because he was really enjoying himself.

The moral of the story is that one's attitude can sometimes determine one's fate.

https://www.facebook.com/100053488954097/posts/399707601822202/

Sunday, November 7, 2021

The best revenge

การแก้แค้นที่ดีที่สุดคืออย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

"The best revenge is not to be like your enemy."
-Marcus Aurelius

ถ้าเราแค้นรุ่นพี่ที่รับน้องแรงๆ เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

ถ้าเราแค้นพ่อค้าที่เอาเปรียบลูกค้า เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

ถ้าเราแค้นผู้นำที่คอรัปชั่น เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

เพราะเป็นการง่ายมากที่เราจะเผลอเป็นเช่นนั้นเสียเอง

หนึ่ง เพราะเราคือผลผลิตของสิ่งแวดล้อม

สอง เพราะธรรมชาติของใจคนนั้นไหลลงต่ำ

สาม เพราะกิเลสนั้นเจ้าเล่ห์ ล่อหลอกให้เราเชื่อว่าถึงคนอื่นทำมันจะผิด แต่ที่เราทำนั้นเป็นเรื่องเล็ก มีเหตุผลที่ดี และใครๆ เขาก็ทำกัน

เด็กปีหนึ่งที่เคยโดนรับน้องแรงๆ พอขึ้นปีสองก็เลยกลายเป็นรุ่นพี่จอมโหดเพื่อรักษาประเพณีเอาไว้

ลูกค้าที่เคยโดนพ่อค้าที่เอาเปรียบ พอทำธุรกิจก็อาจค้ากำไรเกินควร ด้วยเหตุผลว่าต้องดูแลคนในบริษัทและคนในครอบครัว

ประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลคอรัปชั่น เมื่อโดนตำรวจเรียกเพราะทำผิดกฎจราจรจึงเชื่อว่าการให้เงินตำรวจร้อยสองร้อยเพื่อแลกกับการไม่ต้องโดนยึดใบขับขี่นั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

ไม่ได้จะบอกว่ามันผิดหรือถูก แค่จะบอกว่าโลกมันก็เทาๆ อย่างนี้ ในดำมีขาว ในขาวมีดำ ดังนั้นอย่าออกตัวแรง

แต่ถ้าเราแค้นเคืองเรื่องใดจริงๆ เรื่องไหนที่เรารับไม่ได้จริงๆ ก็จงตั้งปณิธานว่าเราจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด-ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม-ไม่ว่าใครๆ เขาจะทำกันก็ตาม

ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับตัวเองได้ลำบาก

ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกโดยไม่รู้ตัวครับ

https://www.facebook.com/100044246268437/posts/431709401647265/

Sunday, October 24, 2021

Fish Head

ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นคนที่ชอบกินหัวปลามากเป็นพิเศษ จนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนฝูง ทุกครั้งที่บ้านของเขากินปลา คนในบ้านของเขาก็มักที่จะคีบ 
หัวปลาให้เขาก่อนเป็นอันดับแรก และทุกๆ ครั้งที่เพื่อนๆ นัดเลี้ยงสังสรรค์กัน ทุกๆ คนก็มักจะเลือกเอาหัวปลาให้เขาก่อนเสมอ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดในเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆ เขามักจะปฏิเสธความหวังดีนี้อยู่เสมอ 

เมื่อไม่นานมานี้เอง ผมได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้ว ก่อนที่เขาจะสิ้นใจ มีเพื่อนสนิทหลายคนได้ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล บางคนถึงขนาดทำหัวปลาปรุงพิเศษไปให้ แต่ในขณะนั้น เขาไม่สามารถที่จะกินอะไรได้อีกแล้ว แต่ก็ยังพยายามที่จะเปิดเผยความลับที่เขาได้ปกปิดมานานนับสิบปีให้เพื่อนๆ ฟังด้วยความยากลำบากว่า... 

"เราขอขอบใจในน้ำใจของพวกเพื่อนๆ ที่อุตส่าห์ทำหัวปลามาให้ และในเมื่อมาถึงขั้นนี้ เราก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังอะไรพวกเพื่อนอีกแล้ว 
แม้ว่าหัวปลาจะอร่อย และเราก็ได้กินมันมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วก็ตาม แต่เราขอบอกตามตรงเลยว่าเราไม่เคยชอบกินมันเลย หากแต่เป็นฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี 
อีกทั้งคนในครอบครัวต่างก็ชอบกินเนื้อปลากันทั้งนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ หากเราเลือกที่ยังจะกินเนื้อปลาพวกเขาก็จะได้กินกันน้อยลง แต่ถ้าหากเราจะไม่กินปลาเลยพวกเขาก็คงจะรู้และไม่สบายใจ ดังนั้น เราก็เลยต้องแกล้งทำเป็นชอบกินหัวปลา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เราเองก็อยากที่จะกินเนื้อปลากับเขาด้วยเหมือนกัน..." 

จนถึงทุกวันนี้ทุกครั้งที่ผมได้ยินว่ามีคนชอบกินหัวปลา ผมเองก็อดที่จะมองเขาด้วยความพินิจพิเคราะห์ไม่ได้ ในใจก็ตั้งคำถามว่า เขา"รักที่จะกินหัวปลา" 
หรือ "กินหัวปลาเพราะรัก" กันแน่?... 

...........................

ปล. สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาของเราไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นจริงเสมอไป 
บางคนรักที่จะทำ จึงไม่เคยสนใจหรือใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น 
แต่บางคนทำเพราะรัก จึงยอมสละทุกสิ่งโดยไม่เคยคิดถึงตัวเอง 
แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ก็ตาม...

https://www.facebook.com/wirodePAG/photos/a.1636356973256434/1943863059172489/?type=3

Thursday, July 8, 2021

Cockroach Theory

ทฤษฎีแมลงสาบ (Cockroach Theory)
A speech by Sundar Pichai, CEO Google -
an IIT-MIT Alumnus and Global Head Google Chrome:
 
ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ขณะที่ นั่งจิบกาแฟอย่างสงบ
อยู่ๆก็มีแมลงสาบ บินจากไหนไม่รู้
บินเข้ามาเกาะผู้หญิงโต๊ะข้างๆแบบไม่ทันตั้งตัว

ผู้หญิงคนนี้กรีดร้อง กระโดดโลดเต้น
โหวกเหวก โวยวาย สะบัดไม้ สะบัดมือ
หวังให้แมลงสาบ บินออกไป

ในตอนนั้น ท่าทางที่เธอแสดงออกมา
ทำให้เพื่อนๆที่นั่งด้วยกัน รู้สึกตกใจและหัวเสียเป็นอย่างมาก
หลังจากเธอใช้ความพยายามสักครู่หนึ่ง แมลงสาบก็บินออกไป

แต่เดี๋ยวนะ!!!
แมลงสาบมันไม่ได้ไปไหนไกลเลย
มันแค่เปลี่ยนเป้าหมายไปเกาะผู้หญิงข้างๆแทน

ทันทีที่แมลงสาบเริ่มเกาะอีกคนนึง
เหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนเดิมเป๊ะ
ผู้หญิงคนใหม่ร้องโหวกเหวกโวยวายกระโดดโลดเต้น
พยายามทำทุกวิถีทาง สลัดแมลงสาบให้หลุดออกไป เหมือนคนก่อน

เด็กเสิร์ฟเห็นเข้า ก็ตกใจ
รีบวิ่งตรงดิ่งมาที่โต๊ะลูกค้าทันที
เหมือนแมลงสาบจะรู้ว่าเหยื่อรายใหม่กำลังมาแล้ว
มันเลยบินออกจากตัวผู้หญิงคนที่สอง
แล้วมาเกาะที่เด็กเสิร์ฟคนนั้นแทน

เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น......
แทนที่เด็กเสิร์ฟจะสะบัดแมลงสาบตัวนั้นทิ้งในทันที
เขากลับยืนมองนิ่งๆ เฉกเช่นเพื่อนที่คุ้นเคยกัน
สังเกตุพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของแมลงสาบบนเสื้อเขา

เมื่อเด็กเสิร์ฟมั่นใจในทิศทางการเคลื่อนที่ของแมลงสาบแล้ว
เด็กเสิร์ฟ จึงค่อยเอามือคว้าแมลงสาบอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับนำออกไปโยนทิ้งนอกร้านในทันที

.

สิ่งที่ CEO Google คนนี้ตั้งคำถามคือ
แมลงสาบคือต้นเหตุของความโกลาหลครั้งนี้รึป่าว?
ถ้าใช่...แล้วทำไมเด็กเสิร์ฟคนนี้ถึงยืนนึ่งๆ
พร้อมกับรับมือกับเจ้าแมลงสาบตัวนี้ได้อย่างสบายๆ
ในขณะที่หญิงสาวสองคนนั้นถึงกระโดดโลดเต้นวิ่งไปมา
เพื่อให้แมลงสาบบินออกไป

จริงๆแล้วปัญหามันอาจไม่ใช่อยู่ที่ "แมลงสาบ"
แต่มันอยู่ที่ความสามารถในการรับมือกับปัญหาที่เข้ามารบกวนมากกว่า

Sundar Pichai
เลยเริ่มตระหนักว่า....ที่ผ่านมา...
สิ่งต่างๆที่ทำให้ตัวเค้าหัวเสีย
ไม่ว่าจะเสียงบ่นจากเจ้านาย พ่อแม่ ลูกค้า หรือ คนใกล้ตัว
หรือความเครียดต่างๆที่เกิดขึ้นกับเขา
จริงๆแล้วมันอาจจะไม่ใช่ปัญหาเลยก็เป็นได้

อารมณ์ หรือ ความรู้สึกต่างๆเหล่านั้นเกิดจากเราเอง
เรานี้แหละ ที่ไม่สามารถรับมือกับสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้
เพราะจริงๆแล้วเราคือคนที่เลือกเองว่าจะรู้สึกยังไงกับสิ่งรบกวนเหล่านั้น

มันไม่ใช่เพราะรถติดแล้วทำให้เราหัวเสีย
แต่มันคือปฏิกิริยาของเราที่ใช้ในการรับมือกับปัญหาต่างหาก
บางทีถ้าไม่มีสติเราอาจหงุดหงิด อารมณ์ร้อนมากยิ่งขึ้น
พอรถยิ่งติด เรายิ่งรีบ สุดท้ายบานปลาย
นำไปสู่อุบัติเหตุรถชน

หรือในกรณีของแมลงสาบ ยิ่งพยายามปัดออกจากเสื้อ
สุดท้าย มันอาจบินมาเกาะหน้า หรือบินเข้าปาก
ยิ่งไปกว่านั้นถ้าคุณพยายามวิ่งหนี
คุณอาจสะดุดล้มเป็นแผลใหญ่โตก็ได้

ดังนั้น จงจำไว้ว่า...ยิ่งวิธีการรับมือที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งทำให้ปัญหา ยุ่งเหยิงใหญ่โต
สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่แค่การ React หรือแค่ตอบสนองปัญหาด้วยสัญชาตญาณ
แต่มันต้องเป็นการ Respond หรือรับมือด้วยกระบวนการคิดที่ถูกต้อง
ผ่านการใช้สมองไตร่ตรอง เพื่อควบคุมต้นตอของปัญหา ไม่ให้มันบานปลายเกินแก้ไข

คนที่มีความสุข ไม่ใช่เพราะทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตมีแต่เรื่องที่ถูกต้องตามแผนที่วางไว้หรอกนะ
แต่ที่เขามีความสุข เพราะสติและทัศนคติที่ดี ที่มีต่อปัญหาต่างๆ ในชีวิตมากกว่า

คุณเลือกเอาเองละกันว่าอยากรับมือกับปัญหาแบบ React หรือ Respond

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/685357704847197/posts/4112035645512702/

Monday, July 5, 2021

omotenashi จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น

แนะนำรุ่นไหนดี ??

เวลาไปร้านอาหารแล้วนึกเมนูไม่ออก
หลายคนคงถามกัปตันร้านว่ามีอะไรแนะนำบ้างมั้ย
และถ้ากัปตันแนะนำจานปลาจานหนึ่ง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่กัปตันแนะนำนั้นเพราะว่าปลาสดและอร่อยเพิ่งเข้ามาจริงๆ หรือเพราะกัปตันถูกสั่งจากเจ้าของให้รีบผลักสต๊อกปลาเนื่องจากใกล้หมดอายุแล้ว หรือเพราะว่ากัปตันได้คอมมิชชั่นจากปลาตัวนั้นสูงเพราะกำไรดี


ไม่ต่างจากเวลาเราไปซื้อทีวีซักเครื่องหลังจากไม่ได้ซื้อมาเป็นปีไม่รู้ว่ารุ่นไหนดียังไง ยี่ห้อไหนต่างจากยี่ห้อไหนยังไง พนักงานร้านใหญ่ๆบางคนก็สังกัดตามแบรนด์ก็จะเชียร์แบรนด์ตัวเอง หรือถ้าแนะนำรุ่นนี้ ยี่ห้อนั้น

เราก็ยังไม่แน่ใจว่าที่น้องเขาแนะนำนั้นเป็นเพราะน้องได้คอมมิชชั่นเยอะจากรุ่นที่แนะนำ หรือร้านให้ผลักสต๊อก หรือว่ารุ่นนั้นดีจริงๆ

เวลาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแนวทีวี ตู้เย็นอะไรแบบนี้ ถามน้องเขาทีไรก็จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งทุกที


.......


ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นเชนสโตร์ที่ญี่ปุ่นชื่อ โนจิม่า
ไม่ได้เป็นร้านใหญ่โตอะไรนักและต้องแข่งกับคู่แข่งอย่าง big camera และร้านออนไลน์ที่เน้นราคาถูกเป็นหลัก  
แต่ร้านนี้มีวิธีคิดและสร้าง “ทีเด็ด” ของร้านด้วยการเน้นการบริการเป็นหลัก  
ด้วยสินค้าที่คล้ายๆกับคนอื่น แต่โนจิม่ามาเน้น “ความเป็นกลาง” ในการขาย
ไม่รับเซลล์แต่ละแบรนด์ที่มายืนเชียร์สินค้า ยอมตัดกำไรตรงนั้นออกไป
แล้วอบรมพนักงานในศึกษาทุกแบรนด์ให้ละเอียด
และต้องบอกให้ได้ว่าแต่ละแบรนด์มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกันอย่างไร  

ถ้ามีคุณยายมาซื้อเครื่องซักผ้า พนักงานก็จะช่วยเป็นที่ปรึกษา
เข้าใจคุณยายตั้งแต่ว่าคุณยายอยู่คนเดียวมั้ย มีลูกหลายช่วยรึเปล่า
ซักวันละกี่ชิ้น แล้วอีกสิบปีพอยกฝาไม่ไหวจะทำอย่างไร
แล้วก็จะแนะนำรุ่นที่เหมาะสมให้
ซึ่งความใส่ใจ ความเป็นกลางและความเข้าใจความต้องการเฉพาะบุคคลนี้หาไม่ได้จากในเน็ต
หรือในร้านใหญ่ที่แข่งด้านราคา
ความทุ่มเทของพนักงานก็ทำให้ลูกค้าเกรงใจไม่กล้าไปถามแล้วไปซื้อในเน็ตอีกด้วย
ทำให้โนจิม่ามี positioning ที่ชัดเจน
มีลูกค้าประจำเป็นของตัวเองและอยู่รอดได้ในสภาวะการแข่งขันสูงแบบนี้

เรื่องราวคล้ายๆกันนี้ผมก็นึกถึง J.I.B ที่ตอนนี้เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีไทย
ตั้งแต่ตอนที่จิ๊บเปิดร้านเล็กๆร้านแรกที่เซียร์ รังสิต
เขาแทบไม่มีสต๊อกของตัวเอง ราคาก็สู้รายใหญ่ไม่ได้
แต่จิ๊บอาศัยความจริงใจ ใช้เวลากับลูกค้าแต่ละคนนานมากๆในการถามลักษณะการใช้งาน
และประกอบคอมพ์ตามความต้องการจริงๆ
มีปัญหาก็กลับมาได้และจิ๊บก็ดูแลอย่างดี
ลูกค้าหลายคนมาถามแล้วไปดูราคาร้านอื่นถูกกว่าก็ยังเดินกลับมาซื้อกับจิ๊บ
ที่แพงกว่านิดหน่อยก็เพราะความเกรงใจและความใส่ใจที่จิ๊บมีให้
ทำให้จิ๊บค่อยๆมีธุรกิจจนเติบใหญ่กลายเป็นเจ้าพ่อไอทีไทยจนวันนี้


https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=292306168901757&id=101815121284197

Bar B Q Plaza Human Management

 สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าลูกค้า

วันนี้ ในคลาส Next Gen Innovator ของสภาอุตสาหกรรม
ผมมีโอกาสได้ฟังบรรยายเรื่องการบริหารจัดการแบรนด์และการตลาด
จากคุณบุ๋ม บุญย์ญานุช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บาร์บีคิวพลาซ่า ร้านปิ้งย่างที่ผมว่ามาแรงที่สุดแล้วในยุคนี้
ฟังแล้วได้รับแรงบันดาลใจที่ดีมาก เลยอยากจะมาแชร์ให้เพื่อนๆต่อครับ

ต้องออกตัวก่อนว่า เอาจริงๆแล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ บาร์บีคิวพลาซ่า ซักเท่าไหร่
สิ่งที่ผมรู้หลักๆเกี่ยวกับแบรนด์นี้ก็คือ เป็นแบรนด์ที่มีการทำการตลาดออนไลน์ที่สุดยอดมากๆ
(ไม่ว่าจะเป็นคลิปวันแม่เมื่อปีที่แล้ว จนกระทั่งมาถึง Black Pan ที่เกาะกระแสการเปิดตัวของ iPhone7)
แต่กว่าบาร์บีคิวพลาซ่าจะเดินทางมาได้ถึงวันนี้ ก็ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วหลายครั้ง
ลองมาฟังแนวคิดในการ “บริหารคน” และ “บริหารแบรนด์” ไปพร้อมๆกันเลยครับ

คุณบุ๋มเริ่มต้นเล่าว่า บาร์บีคิวพลาซ่านั้น จะให้ความสำคัญกับพนักงานมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
สำคัญยิ่งกว่าลูกค้าซะด้วยซ้ำ

เพราะธุรกิจร้านอาหารนั้น "ใช้คนเสิร์ฟคน" เพราะฉะนั้นบริษัทต้องดูแลพนักงานให้ดี พนักงานจะได้นำความรู้สึกดีๆไปส่งต่อความสุขให้กับลูกค้า
เมื่อลูกค้ามีความสุข เขาก็อยากจะกลับมาใช้บริการเราเรื่อยๆ ธุรกิจดี พนักงานก็มีความสุข เป็นวงจรที่ดีอย่างยั่งยืน
หลักการที่สำคัญคือ ห้ามดูแลพนักงานราวกับว่าเป็นแค่ลูกจ้าง
ประโยคทองที่คุณบุ๋มได้พูดไว้เลยก็คือ "จ่ายด้วยเงิน ได้แค่แรง จ่ายด้วยใจ จะได้ใจ”

เพราะฉะนั้นแล้ว แบรนด์ในมุมของบาร์บีคิวพลาซ่านั้นก็คือ คนทุกคนในบริษัท
ส่วนทางฝั่งของลูกค้านั้น คุณบุ๋มเล่าว่า ในชีวิตจริงของคนเรา จะสามารถแต่งงานมีคู่ชีวิตได้แค่คนเดียว
แต่ในธุรกิจ เธออยากแต่งงานกับลูกค้าทุกคนเลย จะได้รักกัน มาใช้บริการกันเรื่อยๆ เรียกว่าเป็น Customer Loyalty
เพราะฉะนั้น วิธีการจะได้ Customer Loyalty มาก็ต้องง่ายสุดๆ
เช่นการสมัครบัตรสมาชิกต้องห้ามซับซ้อนเด็ดขาด ลูกค้าขี้เกียจ
หลายแบรนด์ตกม้าตายตรงนี้มาแล้ว กว่าจะสมัครสมาชิกได้ที ซับซ้อนมากมาย ไม่เวิร์คเลย
และสิ่งที่สำคัญอีกข้อก็คือ แบรนด์ต้องไม่เสียจุดยืนทางการตลาด
แต่ไหนแต่ไรมา บาร์บีคิวพลาซ่าเน้นขายอาหารเป็นชุดอยู่แล้ว
แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสปิ้งย่างแบบบุฟเฟ่ต์ มาแรงแซงทางโค้งมากๆ ซึ่งก็ทำให้บาร์บีคิวพลาซ่าเขวเหมือนกันว่า
เอ...เราจะเปลี่ยนเป็นร้านแนวบุฟเฟต์ดีไหมนะ?
แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมเสียจุดยืนการขายอาหารเป็นชุด เพราะฉะนั้น ก็จะไม่ทำบุฟเฟ่ต์เด็ดขาด
แต่แค่เปลี่ยนวิธีการนั่นคือ ออกเมนูเพิ่มขึ้นอีกชุด เรียกว่าชุด Refill (ซึ่งมันก็คือบุฟเฟ่ต์นั่นแหล่ะ แต่จะออกมาแค่ปีละ 2 เดือนเท่านั้น)

ซึ่งเคสนี้ถือว่าสำเร็จมาก ทุกปีในช่วงนี้ ยอดขายจะพุ่งขึ้นสูงสุดเสมอ แถมไม่เสียจุดยืนทางการตลาดในการขายอาหารชุดด้วย
ปัจจุบัน บาร์บีคิวพลาซ่าเป็น Market Leader ในตลาดปิ้งย่างในประเทศไทยแล้วด้วย Market Share 58%

คุณบุ๋มได้กล่าวว่า การจะเป็นเบอร์ 1 นั้นก็ว่ายากแล้ว
แต่การจะรักษาเบอร์ 1 ให้คงไว้อย่างต่อเนื่องนั้นยากยิ่งกว่ามาก
ต้องมีการวางแผนการทำการตลาดแบบบูรณาการให้ดีอย่างเป็นระบบ
และที่สำคัญ ต้องสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำโปรโมชั่น , การตลาดแบบออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการทำ CSR
หลายคนนึกว่า โปรโมชั่นที่ดีคือ ต้องลดแลกแจกแถม เช่น มา 2 จ่าย 1 / มา 3 จ่าย 2
การออกโปรโมชั่นแบบนี้จะใช้เงินเยอะทั้งนั้น บางทียอดเพิ่มแต่ไม่มีกำไร

จะดีกว่าไหม? ถ้าเราทำ Promotion แบบใช้เงินน้อย เพราะบรรทัดสุดท้ายของการทำ Promotion คือ
"ทำแล้วให้ลูกค้ารู้สึกคุ้ม"
ซึ่งคุ้มในเชิงลูกค้านี่ ไม่จำเป็นต้องลดราคาเสมอไป อาจจะเป็นของ Premium ก็ได้

ซึ่งของ Premium นั้น ก็ต้องให้มัน Premium ที่คนอยากได้จริงๆ
(เทรนของร้านตอนนี้ก็คือ ลูกอยากได้พวงกุญแจบาร์บีกอน ซึ่งมีแค่ 20,000 อันเท่านั้น)
เพื่อนร่วมชั้นของผมได้ถามคุณบุ๋มถึง Clip วันแม่ ในปี 2015
(ซึ่งเป็นไวรัล ที่ดังที่สุดในโลกออนไลน์ในปีที่แล้ว) ว่าคัดเลือกพนักงานอย่างไร ตั้งกล้องเตี๊ยมกันหรือเปล่า? เพราะดูซาบซึ้งกันเหลือเกิน
คุณบุ๋มได้มาเฉลยว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง พนักงานจริง ไม่มีเตี๊ยม
ซึ่งเบื้องหลังคือ ฝ่าย HR จะคัดพนักงานดีเด่นที่สมควรจะได้รับรางวัลในปีนั้นอยู่แล้วประมาณ 100 คน จากพนักงานทั้งหมดสามพันกว่าคน

พนักงานที่เด่นเหล่านี้สามารถพาแม่มาทานที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าได้ฟรี 1 มื้อ ที่สาขาโลตัสบางใหญ่ และที่มันเจ๋งสุดยอดก็คือ
ในมื้อนั้นพนักงานระดับสูงทั้งหมด จะมาเป็นพ่อครัวและพนักงานในร้าน
ทำงานตั้งแต่ในส่วนของการเตรียมอาหาร เสิร์ฟอาหาร ยันไปถึงล้างจาน คุณพระ!
จากนั้นช่วงบ่ายก็จัดทริปพาทุกคนไปไหว้พระเก้าวัด เรียกว่า ได้ใจทั้งแม่ทั้งลูกกันเลยทีเดียว

ส่วนพนักงานอีกสามพันกว่าคนที่เหลือ ก็ได้วันหยุดเพิ่มอีก 2 วัน รวมเป็น 3 วันติดกัน จะได้พาแม่ไปเที่ยวได้
สำหรับเรื่องของนวัตกรรม หลายคนนึกว่านวัตกรรมมันต้องซับซ้อน เป็นของใหม่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
แต่สำหรับคุณบุ๋มแล้ว นวัตกรรมคือ
“ความคิดสร้างสรรค์ที่ทำได้จริง”

ตัวอย่างเช่น ทุกวันหลังเลิกครัว บาร์บีคิวพลาซ่าจะนำอาหารที่เหลือในการผลิตมาทำอาหารน้องหมา
แพ็คลงถุงอย่างดี ซึ่งก็ได้ทำมาแล้วมากกว่า 300,000 ถุง
และได้ออกแคมเปญว่า “สิ่งของที่เราดูว่ามีค่าน้อยแล้ว แต่มันอาจจะมีคุณค่ามหาศาลต่อชีวิตอื่น” ซึ่งก็ได้รางวัลที่คานส์ จากฝรั่งเศสด้วย
หรือจะเป็นการนำตะเกียบไม้เหลือใช้ มาผลิตเป็นโต๊ะนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร
พวกนี้เป็นได้ทั้งนวัตกรรมและ CSR ไปในตัวด้วย

พูดถึงเรื่องนวัตกรรม คงหลีกหนีไม่พ้น Black Pan ที่หลายคนให้ความสนใจ...
คุณบุ๋มเล่าว่า บริษัทได้วิจัยกระทะ + ระบบเตาสองขดลวดเป็นระยะเวลากว่า 6 ปี ใช้เงินวิจัยไปประมาณ 55 ล้านบาท
(อย่าแซวแกเรื่องกระทะ 999 บาทที่วางขายในบิ๊กซีนะครับ เดี๋ยวแกเคือง 555 – จริงๆแค่รูปร่างคล้ายๆครับ แต่เทคโนโลยีนี่คนละเรื่อง)
คุณบุ๋มบอกว่า กระทะก็เหมือนหัวใจของบาร์บีคิวพลาซ่า เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่ดีก็ต้องเปลี่ยน
(จริงๆบาร์บีคิวพลาซ่าก็รู้มาตั้งนานแล้วว่ามีคนบ่นเรื่องกระทะมากมาย)
แต่ถ้าจะเปลี่ยนหัวใจทั้งที ก็ต้องให้ชีวิตรอดด้วย ต้องเปลี่ยนแล้วดีขึ้นจริงๆ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสาขาที่เปลี่ยนเป็น Black Pan จำนวน 25 สาขา
ส่วนอีก 94 สาขาที่ยังไม่ได้ออก Black Pan
ลูกค้าก็สามารถลุ้นพวงกุญแจรุ่น Limited Edition จำนวน 20,000 ชิ้น
ที่เอากระทะทองเหลืองที่ไม่ได้ใช้แล้วจาก 25 สาขานั้น มาหลอม แล้วรันเลขที่ 1-20,000
ไฮไลท์มันอยู่ตรงที่ มีคนถามว่า ทำไมพวงกุญแจถึงแจกแค่ 94 สาขาที่ไม่ได้ยังไม่ได้เปลี่ยน??
คุณบุ๋มได้ตอบว่า เพราะจะให้ผู้จัดการสาขาที่เหลือ ไม่รู้สึกน้อยใจว่า
“เฮ้ย? ทำไมสาขาเรายังไม่ได้เปลี่ยนเป็นกระทะดำ?
ให้ผู้จัดการสาขาเขารู้ว่า เราก็ไม่ได้ลืมเขา
ทั้งหมดนี้ ก็มาจากตอนแรกที่บอกว่า “จิตใจของพนักงานต้องมาก่อนเสมอ” ปรบมือรัวๆ
สิ่งที่คุณบุ๋มได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ก่อนจากกันคือ “ความลับในความสำเร็จ คือความจริงใจในสิ่งที่เราทำ”
หลังจากที่ได้ฟังคุณบุ๋มมาสองชั่วโมงแล้ว ผมก็เชื่อได้เลยว่า องค์กรที่ลงมือดูแลพนักงานอย่างจริงจัง
(แบบไม่ได้มีแต่สัญญาลมปากนั้น) องค์กรนั้นจะเติบโตอย่างยั่งยืนแน่นอน
เพราะสุดท้ายแล้วองค์กรจะไปได้แค่ไหน ก็อยู่ที่ทรัพยากรบุคคลนั่นแหล่ะครับ

ที่มา https://www.facebook.com/iggymarketing/photos/a.1541486682798737/1773263349621068/

Strategy or Tactics

 เอาน้ำออกจากแก้ว โดยที่มือไม่สัมผัสแก้ว
อะไรคือ Strategy (กลยุทธ์)
อะไรคือ Tactics (วิธีการ)

ปกติผมใช้คำถามนี้ ในการแนะนำให้เราแยกออกระหว่างคำว่า Strategy (กลยุทธ์) และ Tactics (วิธีการ)
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากๆในการเราจะกำหนดทิศทางในการทำงาน
ไม่ว่าจะในฐานะของลูกจ้าง เจ้าของ
แม้กระทั่งการกำหนดแนวทางของชีวิตเราเลยก็ว่าได้ว่าเราพาชีวิตเราเองไปทางไหน

การเป็นเจ้าของหรือเจ้านาย ถ้าคุณไม่สามารถกำหนด ยุทธศาสตร์ และเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับธุรกิจแล้ว
นอกจากจะเหนื่อยฟรีแล้วยังอาจทำให้ลงทุนเสียเงินเปล่าๆอีกด้วย
เพราะธุรกิจแต่ละอัน ในแต่ละสถานการณ์
ตัองการกลยุทธ์และวิธีการที่ต่างกันไปตามสถานการณ์ที่กำลังเจอ ทั้งปัญหาภายในและโอกาสภายนอก

ประเภทหรือแนวทางหลักๆ คือสิ่งที่เราเรียกว่า Strategy (กลยุทธ์)
ส่วนสารพัดวิธีของแต่ละแนวที่คุณเลือกใช้ก็คือวิธีการ (Tactics)
ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามความพร้อม จริตและสถานการณ์บังคับที่บางครั้งอยู่นอกเหนือการควบคุม

1 เทออก
หลักของอันนี้คือ การทำให้แก้วเอียงหรือล้ม
ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ตามที่แต่ละท่านตอบมา ทั้งเอาไม้เขี่ย เอาขาเตะโต๊ะ เตะแก้ว และอีกสารพัดวิธีแล้วและเราจะนึกออก
แต่หัวใจหลักของแนวทางนี้คือ แก้วต้องเอียงเพื่อให้น้ำออกมา

การเทแก้ว ถือเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลเร็วสุด ทำให้น้ำหมดแก้วเร็วที่สุด
แต่มีโอกาสที่แก้วจะตกแตกหรือเสียหาย
ถ้าคุณใช้วิธีการเตะขาโต๊ะหรือเอาไม้เขี่ย
ถ้าเป็นธุรกิจก็จะเหมือนการลดราคา หักดิบ หรือการใช้วิธีการเร่งการเติบโตอย่างรวดเร็วเกินไปโดยที่โครงสร้างของธุรกิจยังไม่พร้อมกับการขยายตัวที่รวดเร็วขนาดนั้น
สุดท้ายปัญหาและความเสียหายจะกลับมาหาเราเอง

นอกจากนี้ยังอีกวิธีที่พบบ่อยคือ การเข้าซื้อกิจการคู่แข่งกรณีเอาชนะกันไม่ได้ซะที่
เหมือนกับประโยคที่ว่า "If You can't beat them, buy them.” นั่นเอง

2 ดูดออก
หลักของวิธีนี้ ใช้แรงดูดน้ำออก (สมมติว่าแก้วไม่จำเป็นต้องขยับ)
ไม่ว่าจะเอาหลอดดูดเอง หรือเรียกเพื่อนมาดูดให้
ใช้เข็มฉีดยา ปั๊มน้ำดูดออก
บางคนใช้สัตว์เลี้ยงมากินน้ำ 😑" ซึ่งไม่ผิดกติกาด้วย ถูกไหมครับ
นอกจากนี้ ยังอาจมีวิธีที่แตกต่างไปอีก เช่น
บางท่านเอาผ้าหรือกระดาษทิชชู่มาซับน้ำออกก็ยังมี
แต่ทุกสิ่งอย่างอยู่ใต้หลักการเดิมคือ ไม่ต้องขยับแก้วใดๆสำหรับการเอาน้ำออก

วิธีนี้เป็นคำตอบที่มากสุดทุกครั้งที่ถามพอๆกับวิธีแรก ซึ่งหมายความว่าเป็นแนวทางการทำธุรกิจแบบที่เราคุ้นเคยที่สุด
ได้ผลมากบ้างน้อยบ้าง อาจช้าหน่อยแล้วแต่กำลังและจังหวะ บางทีมีเพื่อนมาช่วยธุรกิจอาจไปได้เร็วขึ้น
การเลือกกลยุทธ์แบบนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราคือ เราจะเจอการแข่งขันเยอะมาก
เพราะเราเลือกกลยุทธ์และวิธีการที่เหมือนกับคนส่วนใหญ่นั่นเอง
(ต้องแยกความหมายว่าทำแล้วจะดี หรือประสบความสำเร็จหรือไม่ออกจากประเด็นนี้นะครับ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน)
ถ้าแข่งกันด้วยกลยุทธ์นี้ วิธีการที่จะเฉือนกันก็คงเป็นใครใช้หลอดใหญ่กว่า หรือใช้ปั๊มน้ำมาดูดแทนที่จะใช้คน
เปรียบในทางธุรกิจก็เป็นใครทุ่มมากกว่า สายป่านยาวกว่า หรือมีเครื่องทุ่นแรงมากกว่าก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะนั่นเอง

3 แทนที่
หลักการเชิงวิทยาศาสตร์สุดๆด้วยการแทนที่น้ำด้วยวัตถุ
ขอบคุณหลายๆท่านที่ทำให้คำว่า ยูเรก้า กลับมาในหัวผมอีกครั้งหลังจากไม่ได้ยินมานานกว่า 30 ปี
หลักอันนี้จะต่างจากวิธีอื่นๆคือ คุณจะกดหรือใส่อะไรบางอย่างลงไปในแก้ว ของนั้นต้องเป็นของทึบ (ต่างจากหลอดหรือสายยาง)

ถ้าสังเกตุจะเห็นว่ามีความคล้ายกับวิธีแรกตรง ต้องใส่อะไรเข้าไปในแก้ว
เพียงแต่ของที่ใส่เข้าไปอันนึงกลวง อีกอันนึงตัน
วิธีนี้การที่คุณจะใส่ของเข้าไปแทนที่เพื่อให้น้ำออกมาจนหมด
คุณต้องวางแผนและเลือกของที่พอดีกับปริมาตรของแก้วจริงๆน้ำจึงจะหมดเกลี้ยง
ของใหญ่ไปไม่พอดีกับแก้วน้ำก็จะเหลือเยอะ ใส่ของชิ้นเล็กก็ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะเต็มซักที

ในทางธุรกิจ กลยุทธ์แนวนี้ถือเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจที่อยู่ในภาวะของการถ่ายเลือด
ผลัดเปลี่ยนคนรุ่นสู่รุ่น สินค้า collection นึงสู่อีก collection นึง
หรืออาจรวมถึงการเปลี่ยนสินค้าทั้งหมดของ Portfolio
กรณีที่สินค้าปัจจุบันขายไม่ดี ไม่ได้รับการตอบรับจากตลาด หรืออาจเป็นว่าแบรนด์ต้องการ transform ตัวเองสู่ภาพลักษณ์ใหม่
ทำให้ต้องมีการวางแผนในการเคลียร์สินค้าเก่าพร้อมกับวางแผนการวางตลาดสินค้าใหม่ล่วงหน้านานมากและจัดลำดับก่อนหลังกันอย่างดี

4 ปล่อยให้ระเหย
หลักของเรื่องนี้คือใช้ความร้อน ทำให้น้ำระเหยออก
หรือแม้กระทั่งเอาวางไว้เฉยๆ เดี๋ยวแดดก็เผาไปจนน้ำหมดแก้วเอง (จริงๆเอาไปวางในห้องแอร์ก็ได้นะครับ)
ขอแค่เพียงว่า ต้องย้ายแก้วและตอนคุณ คุณอย่าเผลอเอามือไปสัมผัส ก็จะไม่ผิดกติกาใดๆแล้ว

แนวทางนี้เป็นพวกใจเย็น คือไม่รีบจริงๆ ปล่อยไปตามธรรมชาติ
แนวทางนี้ เหมาะสำหรับธุรกิจบางประเภทด้วยนะครับ ประเภทที่เร่งให้โตยังไงก็โตไม่ได้
อาจเป็นเพราะธุรกิจของตนเองอยู่ในขาลงหรือคงที่ด้วยปัจจัยอื่น เช่น
หาแรงงานยาก supply ลดลงอย่างต่อเนื่อง (เช่นผลิตภัณฑ์จากวัว กาแฟ)
การเลือกกลยุทธ์แบบนี้แทบไม่มีความเสี่ยงเลย
ทางออกของการเอาตัวเองสวนกระแสธุรกิจขาลงคือการทำตัวเองให้มีมูลค่าสูงขึ้น เด่นชัดขึ้นเหมือนเอาตัวเองไปวางกลางแจ้ง
จะทำให้น้ำระเหยได้เร็วกว่าอยู่เงียบๆในร่ม

5 ทำให้น้ำแข็งตัวแล้วดึงออก
สุดยอดวิธีไฮเทคด้วยการทำให้น้ำแข็งตัวเป็นก้อนแล้วดึงออกมา
ทำได้โดยการใช้ไนโตรเจนเหลว
และการได้ยินวิธีนี้เป็น 1 ในคำตอบของการ Workshop ครั้งที่ 3 ที่ผ่านมา ทำให้ผมรู้สึกว่า ตัวเองคงเริ่มแก่และคำถามนี้ชักจะเก่าแล้วเพราะตามไม่ทันเทคโนโลยี เพราะคำตอบหลักๆที่ใช้มานานมันมีแค่ 4 แนวทางข้างบนเอง จึงลองเอามาถามทุกท่านในนี้ และก็พบว่ายังมีคนตอบวิธีนี้มาด้วยจริงๆ

แนวทางนี้อาจจะดูเป็นอะไรที่ดีที่สุดด้วยซ้ำ
เพราะเป็นการทำให้น้ำออกมาพร้อมกันที่เดียวและหมดเกลี้ยงจริงๆ (เพราะน้ำจะแข็งเป้นก้อนพร้อมกัน)
อาจจะมีจุดต้องระวังบ้างเช่นแก้วจะแข็งรวมไปกับน้ำแข็งด้วย

การเลือกกลยุทธ์แบบนี้เหมือนกับการเอาเทคโนโลยีหรือวิธีการใหม่ๆแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาแก้ปัญหา
หลายๆครั้งคนในองค์กรอาจมองไม่ออกว่ามันจะดียังไงเพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่คุ้นเคยและขณะเดียวกัน
การเลือกวิธีนี้ต้องอาศัยผู้ชำนาญหรือ Specialist เฉพาะทางเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมาก

แรกๆจะมีแนวต้านอย่างมากจากผู้ที่ไม่อยากเสี่ยงหรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
แต่เมื่อผลของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทุกคนในองค์กรจะเริ่มมีความเชื่อในที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้นใครที่เลือกกลยุทธ์แบบนี้ ต้องมีแผนสำหรับช่วง Pilot Test (ช่วงทดลอง) ในระดับที่แน่นปึ้ก เพื่อการันตีความสำเร็จในช่วงแรกให้ได้

ท้ายสุดที่อยากจะย้ำคือ ไม่มีวิธีไหนดีไปกว่าวิธีไหน
เพราะปัจจัยแวดล้อมของแต่ละธุรกิจนั้นแตกต่างกัน
และไม่มีธุรกิจไหนสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยกลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่งตลอดไป
เพราะคู่แข่งใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวันและการแข่งขันสูงขึ้นมาก
คนที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพการแข่งขันและความต้องการของผู้บริโภคได้ดีกว่าเท่านั้น จึงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดแห่งการอยู่รอด

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งนะครับสำหรับที่ร่วมสนุกกัน
คราวนี้คงแยะออกแล้วนะครับ ว่า Strategies กับ Tactics นั้นต่างกันอย่างไร
ถ้านึกไม่ออก ก็นึกถึงแก้วน้ำใบนี้ไว้นะครับ

ที่มา https://www.facebook.com/677380392295285/photos/a.677773965589261/869988356367820/

Sunday, May 9, 2021

Mathematics

 เช็คพอยท์ ในวิชาคณิตศาสตร์ หากปล่อยให้ลูกไม่เข้าใจ จะสะสมจนเกิดปัญหาใหญ่
โดย ดร. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
.
จริงๆ แล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองนึกดูดีๆ ถึงตอนเราสมัยเด็กๆ หรือลูกเราตอนเรียนอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 1 วิชาที่เขาชอบที่สุด จะมีอยู่ 2 วิชา คือ
วิชาศิลปะที่เขาได้วาดภาพ ได้ขีดได้เขียน ได้จินตนาการเปรียบเทียบระหว่างของจริง และภาพวาดที่เขาเห็น
และอีกวิชาหนึ่ง ก็คือ วิชาคณิตศาสตร์ นั่นก็เป็นเพราะว่า คณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย เด็กๆ จะเรียนรู้ผ่านภาพ ผ่านสิ่งที่จับต้องได้ (Manipulatives) ที่เขาสามารถเห็นได้ จับได้ นับได้ พิสูจน์ให้เห็นกับตาได้
ซึ่งการพิสูจน์ได้นี้ละครับ ที่เป็นปัจจัยเชิงบวกต่อการเรียนรู้ของสมอง ตามหลักการของ Brain Based Learning ที่ระบุว่า
สมองของคนเรามีรูปแบบของการเรียนรู้ ผ่านความพยายามที่จะเข้าใจความหมาย และเหตุผลที่มาที่ไป สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กเรียนรู้อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ไม่ใช่การท่องจำ
.
คนส่วนใหญ่ประมาณ 65% จะมีความไวต่อการเรียนรู้ด้วยการมองเห็น (Visual Learners) และสื่อต่างๆ ในการเรียนรู้ที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลภาพมากถึง 80%
ดังนั้น อะไรที่คิดเป็นภาพได้ จินตนาการได้ เทียบเคียงกับของจริงที่เขานึกภาพตามได้ หรืออะไรที่เขาหยิบจับได้ นับได้ มันส่งผลเชิงบวกต่อการเรียนรู้ทั้งนั้นครับ
.
ถ้าสังเกตดีๆ วิชาที่เด็กไม่ชอบในช่วงแรกๆ ของการเรียน ส่วนมากจะเป็นวิชาภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ใช่ไหมครับ
เพราะวิชาทางด้านภาษา เด็กจะต้องเรียนรู้หลักภาษา หลักของการสะกดคำ ซึ่งต้องเรียนรู้ผ่านการฝึกฝน ฝึกอ่าน ฝึกฟังบ่อยๆ จนกลายเป็นทักษะ
ซึ่งภาพมีส่วนช่วยได้เพียงแค่ความหมายของคำเท่านั้น (ซึ่งมีส่วนช่วยน้อยมาก)
ซึ่งต่างจากคณิตศาสตร์นะครับ ที่ในช่วงปฐมวัย จะไม่มีคำยากๆ หรือประโยคยาวๆ ให้เด็กต้องอ่าน ส่วนมากมักจะมีแต่ภาพเป็นหลัก
.
แต่ทำไมคณิตศาสตร์ จากวิชาที่เด็กชอบมากที่สุด พอเวลาผ่านไป จึงกลายเป็นยาขมของเด็ก
นั่นเป็นเพราะว่า เด็กไม่สามารถคิดเป็นภาพ และทำความเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ยังไงล่ะครับ

หลายสิ่งหลายอย่างที่เด็กไม่เข้าใจ เด็กก็จะใช้การท่องจำช่วยให้พอเรียนผ่านไปให้ได้บทๆ หนึ่ง
พอเรียนแบบท่องจำ สักพักก็ลืม พอบทต่อไป ต้องใช้พื้นฐานของบทที่ผ่านมา เด็กก็จะจำไม่ได้ ก็จะทำให้เรียนในบทๆ นั้นไม่รู้เรื่องอีก
สภาพการเรียนที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งเรียน ก็ต้องยิ่งจำ ยิ่งรู้สึกเป็นภาระ สุดท้ายทางเลือก ก็มีอยู่ทางเลือกเดียว นั่นก็คือ “เลิกเรียน” ครับ
.
วิชาคณิตศาสตร์ เป็นอะไรที่แปลกมากครับ เพราะแค่เรียนเข้าใจไม่พอ การฝึกฝนก็สำคัญไม่แพ้กันครับ เพราะวิชาคณิตศาสตร์ เป็น Constructive Learning
คือ เด็กจะเข้าใจ และตกผลึกในสิ่งที่เรียนมากขึ้น หากเด็กได้ฝึกฝนทำแบบฝึกหัดมากในระดับหนึ่ง ได้ฝึกทำโจทย์ระคนที่ผสมผสานหลายๆ เรื่องในข้อเดียวกันอยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้เข้าใจมากขึ้น
ดังนั้นเด็กที่ขาดการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ต่อให้ตั้งใจเรียน และเรียนได้อย่างเข้าใจ ก็ไม่มีทางที่จะเก่งคณิตศาสตร์ได้ครับ
.
เด็กที่ขาดการฝึกฝน เวลาจะคิดคำนวณอะไรที่เป็นพื้นฐาน ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก และคิดผิดเพราะสะเพร่าอยู่บ่อยครั้ง ตรงนี้ล่ะครับ คือ จุดที่เด็กเสียเปรียบ
เด็กที่คำนวณช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ ก็จะมีเวลาคิดน้อยกว่าเด็กคนอื่นๆ เด็กที่คิดผิดเพราะสะเพร่าบ่อยๆ ก็จะรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ จนเสียความมั่นใจในการเรียน
.
ดังนั้น ผมจึงขอเริ่มเช็คพอยท์สำคัญในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องกำชับ และมั่นใจว่าลูกจะต้องทำได้
เพราะถ้าเด็กทำไม่ได้ มันอาจจะกลายเป็นปัญหาสะสม ที่ทำให้เรียนในบทต่อๆ ไป ไม่เข้าใจ จนสุดท้ายจะทำให้ขาดความมั่นใจในการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ ในที่สุด ได้ครับ

เรามาเริ่มต้นกันเลยครับ

Checkpoint 1: คิดเป็นภาพ
เด็กจะต้องคิดเป็นภาพได้ เริ่มต้นได้ตั้งแต่โจทย์ปัญหาง่ายๆ ในระดับอนุบาลเลยครับ
อย่างโจทย์ง่ายๆ อย่าง ยีราฟ กับนกกระจอกเทศ มีขารวมกันกี่ขา
ผมไม่ค่อยชอบให้เด็กคิดเป็นเลขคณิต คือ 4 + 2 = 6 แต่อยากให้เด็กคิดถึงยีราฟ และนกกระจอกเทศที่เขาเคยเห็น
จากนั้นให้เขาเอายีราฟ และนกกระจอกเทศ มายืนใกล้ๆ กันในความคิด
จากนั้นก็นับขายีราฟ และขานกกระจอกเทศ จากภาพในความคิดของเขา แล้วตอบเป็นคำตอบออกมา นี่ล่ะครับ

การคิดเป็นภาพอย่างง่ายๆ คือ ***ต้องสร้างภาพให้ได้ในหัวก่อนครับ***
พอเด็กโตขึ้นมา จะวาดภาพวงกลม สี่เหลี่ยม หรือจะใช้ Bar แบบคณิตศาสตร์สิงค์โปร์ เป็นสิ่งแทน ก็เป็นอีกลำดับขั้นหนึ่งครับ
แต่ในช่วงปฐมวัย (อนุบาล) เด็กจะต้องฝึกให้สร้างภาพในหัวให้ได้ก่อนครับ
ถ้าบอกว่าบ้านเรามีหมา 2 ตัว บ้านข้างๆ มีหมา 3 ตัว รวมกันเป็นกี่ตัว เด็กต้องนึกถึงภาพหมาให้ได้ครับ

อีกเรื่องหนึ่ง ที่มีประโยชน์มากๆ ก็คือ การฝึกให้ลูกมองภาพ Top view, Front view และ Side view ของรูปทรงต่างๆ
ทำให้เด็กเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาพ 2D และรูปทรง 3D

Checkpoint 2: คำนวณต้องเร็ว โดยเฉพาะการคูณ
เด็กที่ใช้เวลาคำนวณมากๆ ทั้งการบวก ลบ คูณ หาร ก็จะมีเวลาที่จะคิดน้อยกว่าเด็กที่คำนวณได้รวดเร็ว
คณิตศาสตร์มันไม่ได้มีแค่การคำนวณก็จริงครับ แต่การคำนวณ เป็นกระบวนการสุดท้ายในการทำให้ได้มาซึ่งคำตอบ
ในการทำโจทย์ข้อหนึ่งๆ แทนที่เด็กจะเอาเวลาส่วนใหญ่ ไปตีความโจทย์ ไปคิดเชื่อมโยงเพื่อลำดับวิธีการในการแก้ปัญหา แต่เด็กกลับต้องมาพะวงกับการคำนวณ ผมว่าเสียเปรียบมากๆ ครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การท่องสูตรคูณ ถ้าเด็กต้องท่องไล่ แทนที่ 9 x 7 จะตอบได้ทันทีว่า 63
ก็ต้องท่องไล่จากเก้าหนึ่งเก้า เก้าสองสิบแปด เก้าสามยี่สิบเจ็ด ... จนถึง เก้าเจ็ดหกสิบสาม แบบนี้ถือขาดประสิทธิภาพมากๆ เลยครับ
เด็กที่ไม่คล่องเรื่องการคูณ การหารก็จะช้า การตัดทอนเพื่อทำเป็นเศษส่วนอย่างต่ำก็จะช้า การแยกตัวประกอบก็จะช้า พอคำนวณช้า ก็มีเวลาคิดน้อย เวลาทำโจทย์อะไรก็จะรน ยิ่งคำนวณผิดเพราะสะเพร่าบ่อยๆ ก็จะยิ่งขาดความมั่นใจ
ผมมักจะบอกว่า เด็กทุกๆ คน ควร บวก ลบ เลขโดด กับเลขโดด เช่น 8 + 6 , 9 – 5 เด็กควรใช้เวลาไม่เกิน 1 วินาทีในการตอบ
สำหรับการคูณ และการหาร อะไรก็ตามที่อยู่ในแม่สูตรคูณ เช่น 7 x 8, 9 x 12, 64 / 8, 36 / 3 เป็นต้น เด็กก็ไม่ควรใช้เวลาเกิน 1 วินาที เช่นกัน

Checkpoint 3: ลำดับวิธีในการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง รู้ว่าโจทย์ข้อนี้ ต้องทำอะไรก่อน ทำอะไรหลัง

- เด็กจะต้องเข้าใจเรื่องการใส่วงเล็บ
จริงๆ แล้วการใส่วงเล็บ ก็คือ การลำดับขั้นตอนในการแก้ไขโจทย์ปัญหาหลายชั้น เท่านั้นเองครับ
ซึ่งเด็กจะต้องจินตนาการได้ว่า จะต้องทำอะไรก่อน (แล้วพักคำตอบเอาไว้) แล้วเอาคำตอบที่ได้ ไปทำอะไรในอีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อหาคำตอบสุดท้าย
เด็กที่ใส่วงเล็บไม่เป็น จะขาดทักษะการคิดเป็นขั้นตอน (Algorithmic Thinking) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคมากๆ ในการเรียนคณิตศาสตร์ในบทถัดๆ ไป

- เด็กจะต้องมีระบบในการคิดที่ถูกต้อง
ต้องเริ่มต้นการคิด จากการรวบรวมข้อมูล เงื่อนไข และความสัมพันธ์ที่โจทย์กำหนดมาให้
จากนั้นจึงค่อยมาพิจารณาว่าโจทย์ถามอะไร และหน่วยที่ต้องการนั้นคืออะไร
ถ้าเด็กเรียนคณิตศาสตร์มาผิดๆ คือ พอเจอโจทย์ปุ๊บ ก็ก๊อปปี้ Format ในข้อตัวอย่าง เขียนประโยคสัญลักษณ์ตามข้อตัวอย่างเลย
โดยที่ไม่พยายามฝึกคิดตรงนี้ก่อน เด็กก็จะไม่มีทักษะในการประยุกต์ใช้ข้อมูลที่โจทย์กำหนดให้ เพื่อมาลำดับวิธีในการแก้ปัญหา เพื่อหาคำตอบให้ตรงกับที่โจทย์ถาม

- เด็กจะต้องแก้ปัญหาทีละส่วนเป็น
อย่างเช่น โจทย์กำหนดภาพหลายเหลี่ยม ที่ผสมผสานรูปเรขาคณิตหลายๆ รูป เข้าด้วยกัน แล้วถามว่าพื้นที่ภาพหลายเหลี่ยมนั้นมีขนาดเท่าใด
เด็กจะต้องรู้ว่า จะต้องค่อยๆ แบ่งภาพหลายเหลี่ยมนั้น ให้ออกมาเป็น 2 – 3 ภาพ ที่มีสูตรในการหาพื้นที่ได้
จากนั้นก็ค่อยๆ หาขนาดพื้นที่ของแต่ละภาพ แล้วค่อยเอามารวมกัน เป็นต้น
หรือโจทย์ประเภทที่ว่า มีเสื้อ 2 สี กางเกง 3 สี สามารถแต่งตัวได้กี่แบบ
หรือ โยนเหรียญ 3 ครั้ง ผลที่ออกมา มีกี่แบบ
เด็กจะต้องสร้างแผนภูมิต้นไม้ เพื่อจัดระเบียบ วางระบบในการหาคำตอบได้ (ไมใช่คอยนึกเดาสุ่มๆ ไปเรื่อยๆ)

Checkpoint 4: สุ่ม แล้วไล่หาคำตอบเป็น
โจทย์บางข้อที่ยากๆ เด็กจะต้องสามรถไล่สุ่มตัวเลข แล้วแทนค่าหาคำตอบเป็น
เช่น โจทย์ถามว่า ที่ลานจอดรถมีรถยนต์ และรถจักรยานยนต์จอดอยู่รวมกัน ... คน พบว่ามีล้อรวมกันทั้งสิ้น ... ล้อ
อยากทราบว่าที่ลานจอดรถมีรถยนต์กี่คัน
หรือ โจทย์ถามว่า มีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้าแบ่งให้เด็กคนละ ... บาท จะต้องไปยืมเงินมาเพิ่มอีก ... บาท
ถ้าแบ่งให้เด็กคนละ ... บาท จะเหลือเงิน .... บาท
จงหาว่ามีเด็กกี่คน จริงๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะนึกสงสัยว่า การสุ่มตัวเลขแล้วแทนค่า มันจะยากตรงไหนใช่ไหมครับ
แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการวัดตรรกะของเด็กเลยนะครับ เด็กที่ตรรกะไม่ดี จะเดาไม่ออกเลยว่าจะตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างไร
ตัวเลขแรกที่ควรสุ่มคืออะไร (เด็กเล็กๆ มักจะสุ่ม 1 เป็นตัวเลขแรกเสมอ)
พอแทนค่าแล้วไม่ได้คำตอบ เด็กก็จะเดาไม่ออกว่าตัวเลขที่ควรจะสุ่มถัดไป นั้นควรจะมากขึ้น หรือน้อยลง จะมากขึ้นแค่ไหน จะน้อยลงขนาดไหน ก็คะเนไม่ได้
(เด็กเล็กๆ พอ 1 ไม่ถูกต้อง ตัวเลขที่จัดสุ่มถัดไปก็คือ 2, 3, 4, …)
ดังนั้นการสุ่มไล่หาคำตอบ จึงเป็นอีก Checkpoint หนึ่งที่สำคัญ ที่เป็นตัวชี้วัดว่า เด็กมีตรรกะที่ดีเพียงไรครับ

Checkpoint 5: เด็กต้องคิดจากหลังมาหน้าได้
เด็กส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาในการคำนวณหาคำตอบ โจทย์ทั่วไปที่ถามแบบซื่อๆ
เช่น แดงมีเงิน 5 บาท ดำมีเงิน 8 บาท แดงและดำมีเงินรวมกันเท่าใด  หรอกนะครับ
แต่เวลาที่ถามคำถามย้อนกลับ เช่น ดำและแดงมีเงินรวมกัน 13 บาท ถ้าแดงมีเงิน 5 บาท ดำจะมีเงินเท่าใด
โจทย์แบบนี้นี่ล่ะครับ ที่เด็กจะงง การคิดย้อนกลับ จึงเป็นอีก Checkpoint หนึ่ง ที่เป็นตัววัดที่ดีว่า เด็กมีความเข้าใจในสิ่งที่เรียน อย่างถ่องแท้เพียงใดครับ

Checkpoint 6: การเทียบบัญญัติไตรยางศ์
การเทียบบัญญัติไตรยางศ์ เป็นบทเรียนแรกของเด็ก ที่เด็กต้องทำความเข้าใจการแก้ปัญหาหลายชั้น
อย่างโจทย์ถามว่า ขนม 6 ชิ้น ราคา ... บาท ถ้าจะซื้อขนม 15 ชิ่น ต้องจ่ายเงินเท่าใด
จริงๆ มันก็ง่ายๆ ครับ คือ ต้องหาให้ได้ก่อนว่า ขนมหนึ่งชิ้นราคาเท่าใด
พอรู้ราคาขนมหนึ่งชิ้นแล้ว จะหาราคาของขนมกี่ชิ้น ก็แค่เอาไปคูณเท่านั้นเองครับ
แต่การสอนคณิตศาสตร์ในหลายๆ โรงเรียน มักจะสอนให้นักเรียนจำสูตร โดยที่ไม่พยายามทำให้นักเรียนเข้าใจ
พอเด็กต้องท่องจำสูตร สักพักก็จะลืมครับ
(จริงๆ ผมไม่ได้ Anti การจำสูตรเลยนะครับ แต่ก่อนที่จะให้เด็กจำ เราจะต้องทำให้เด็กเข้าใจก่อนครับ
เพราะการจำบนพื้นฐานของความเข้าใจ จะทำให้สามารถจำได้คงทน และยาวนานมากขึ้น และเมื่อไหร่ที่ลืม ก็จะย้อนนึกถึงได้)
นอกจากการเทียบบัญญัติไตรยางศ์ปกติแล้ว โจทย์ประเภทแรงงาน และเวลา ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ
เช่น งานชิ้นหนึ่ง ถ้าให้คน 3 คนทำ จะใช้เวลา 15 วัน ถ้าใช้คน 2 คน จะใช้เวลากี่วัน
เด็กจะต้องเข้าใจตรรกะให้ได้ว่า คนน้อยลง ก็ต้องใช้เวลามากขึ้น ครับ
***การเทียบบัญญัติไตรยางศ์ เป็น Checkpoint 5 ดาว ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญให้มากๆ ครับ***

Checkpoint 7: เศษส่วน
เศษส่วน ถือเป็นบทเรียนแรก ที่เด็กออกจากโลกจำนวนนับครั้งแรก
ถ้าเด็กเรียนแบบจำวิธีการ โดยที่ไม่เข้าใจ ก็จะเป็นภาระที่ทำให้เด็กเรียนแล้วก็ลืม
ซึ่งเศษส่วนจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนบทต่อๆ ไปอีกหลายเรื่อง ทั้งทศนิยม ร้อยละ
และยังมีส่วนไปผสมผสานกับเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง เช่น อัตราส่วน สมการ และพีชคณิต
ซึ่งถ้าเด็กมีปัญหากับเรื่องเศษส่วน จะมีปัญหาพัวพัน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนอ่อนในวิชาคณิตศาสตร์ในที่สุดครับ
***เศษส่วนถือเป็น Checkpoint 5 ดาว ที่สำคัญมากๆ ครับ***

Checkpoint 8: เรียนเรขาคณิตแบบเข้าใจที่มาของสูตร
การคำนวณหาความยาวเส้นรอบรูป พื้นที่ และปริมาตร (รวมทั้งความจุ)
เป็นบทเรียนแรกที่เด็กจะต้องเชื่อมโยงรูปภาพ รูปทรงที่เขามองเห็นได้ด้วยตา วาดได้ สัมผัสได้ มาสู่บทเรียนที่เป็นเลขคณิต
โดยเปลี่ยนสิ่งที่มองเห็น ให้เป็นจำนวน ซึ่งโรงเรียนจำนวนไม่น้อย มักจะสอนเรขาคณิตในรูปแบบที่ให้เด็กจำสูตร แล้วแทนค่าหาคำตอบ
ซึ่งการสอนในลักษณะนี้ ทำให้เด็กไม่มีความเข้าใจในหลักการสำคัญ ซึ่งการเรียนแบบท่องจำแบบนี้ สักพักเด็กก็จะลืม
และจะไม่สามารถประยุกต์ใช้สิ่งที่เรียนในการแก้โจทย์ปัญหา และไม่สามารถสร้างสะพานแห่งความเข้าใจไปยังบทเรียนอื่นๆ
จริงๆ แล้วปัญหาในการเรียนเรขาคณิตแบบไม่ถูกวิธี ในช่วงระดับประถมศึกษาอาจจะไม่เห็นผลพวงของปัญหามากนัก
เพราะเด็กสามารถใช้การจำสูตรแทนค่า ในการทำแบบฝึกหัด และทำข้อสอบให้ผ่านมาได้เรื่อยๆ
แต่เมื่อเรียนในระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างพีชคณิต และเรขาคณิต
เด็กที่ไม่สามารถสร้างภาพ หรือวาดกราฟจากความสัมพันธ์ที่อยู่ในรูปแบบพีชคณิตของฟังก์ชั่นได้
จะต้องให้เพียงพีชคณิตในการแก้โจทย์ปัญหา ซึ่งนอกจากจะเสียเวลามากๆ แล้ว
(โจทย์บางข้อ ไม่จำเป็นต้องแก้สมการเลย เช่น โจทย์ถามว่าจุดตัดของกราฟสองเส้น นั้นอยู่ที่ Quadrant ใด
บางทีวาดกราฟคร่าวๆ ก็หาคำตอบได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องแก้สมการหลายตัวแปรเลย)
ยังไม่มีความเข้าใจ และไม่สามารถอธิบายถึงคำตอบที่ตนเองคำนวณออกมาได้ อีกด้วย
ซึ่งจะเป็นข้อจำกัด และอุปสรรคสำคัญในการเรียนคณิตศาสตร์ชั้นสูงต่อไป

ผมไม่มีปัญหากับการท่องสูตร หรือจำสูตรเลยครับ
แต่ก่อนที่จะให้เด็กจำ เด็กจะต้องเข้าใจที่มาของสูตร เช่น สูตรในการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ไม่ว่าจะเป็นสี่เหลี่ยมประเภทไหน
ก็ล้วนมาจากการผสมผสานสูตรของพื้นที่สามเหลี่ยมสองรูป ทั้งสิ้น เป็นต้น
การจำบนพื้นฐานความเข้าใจ นั้นจะช่วยทำให้จำได้นานมากขึ้น และเมื่อไหร่ที่ลืม ก็จะสามารถเรียกความทรงจำกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว

Checkpoint 9: วาดภาพตามการบรรยายของโจทย์ได้อย่างถูกต้อง
เรื่องนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการเรียนเรขาคณิตของเด็กๆ เลยครับ
เพราะเด็กส่วนใหญ่ มักจะไม่มีปัญหากับโจทย์ที่บอกข้อมูลแบบตรงๆ
เช่น สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนรูปหนึ่ง มีเส้นทแยงมุมยาว ...  และ ... จงหาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนรูปนี้
แต่โจทย์ที่พรรณนาข้อมูลต่างๆ ที่เด็กจะต้องวาดภาพตาม หรือต้องอาศัยความเข้าใจของสมบัติของรูปเรขาคณิตมาประกอบ เด็กจะไม่สามารถตีความได้
เช่น นาย ก. เดินรอบสนามรูปสี่เหลี่ยมรูปหนึ่ง ABCD มุมภายในของรูปสี่เหลี่ยมรูปนี้ไม่มีมุมใดเป็นมุมฉาก แต่เส้นแทยงมุมตัดกันเป็นมุมฉาก และแบ่งครึ่งซึ่งกันและกัน .... จงหาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมรูปนี้
หรือโจทย์ประเภท รูปสามเหลี่ยมรูปหนึ่ง เมื่อลากเส้นตรงทำมุมฉากที่จุดกึ่งกลางของด้านๆ หนึ่ง จะไปบรรจบที่มุมๆ หนึ่ง ของสามเหลี่ยมรูปนั้นทันที ... โจทย์ในลักษณะนี้ เด็กมักจะถามเสมอว่า สามเหลี่ยมรูปนี้ เป็นสามเหลี่ยมอะไร

คุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นใจว่า เด็กจะต้องเรียนเรขาคณิตด้วยความเข้าใจ
สามารถวาดภาพจากการบรรยายของโจทย์ได้
สามารถประยุกต์ใช้สมบัติทางเรขาคณิต เพื่อประมวลข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อหาคำตอบได้
ไม่ใช่เรียนเรขาคณิต แบบแค่ท่องจำสูตร แล้วแทนค่า
เพราะหากเด็กไม่สามารถเชื่อมโยงระหว่าง “คำบรรยาย” “สมบัติทางเรขาคณิต” และ “การวาดภาพ” ได้
เด็กจะไม่สามารถพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ในระดับสูงได้เลยครับ

อย่างในระดับมัธยมต้น อย่างในเรื่องตรีโกณมิติ เด็กไม่ควรจะเรียนแบบท่องจำสูตร แต่จะต้องสามารถสร้างภาพได้
เช่น ถ้าโจทย์บอกว่า มุม A เล็กกว่า มุม B เด็กจะต้องรู้ทันทีว่า sin A นั้นมีค่าน้อยกว่า sin B และสำหรับมุม C มีขนาดเล็กมากๆๆๆๆๆๆ
เด็กจะต้องรู้โดยทันทีเช่นกันว่า sin C นั้น จะมีค่าใกล้เคียงกับ tan C และ cos C มีค่าใกล้เคียง 1 เป็นต้น

Checkpoint 10: รู้จักการประยุกต์ใช้สมบัติทางเรขาคณิต ในการหาคำตอบ
เด็กจะต้องมีความสามารถในการลากเส้นต่อจุด ลากเส้นเพิ่ม ลากเส้นแบ่ง
เพื่อนำไปสู่การประยุกต์ใช้สมบัติทางเรขาคณิต ในการหาคำตอบเช่น พื้นที่ ความยาวด้าน หรือขนาดของมุม ได้
ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับ เนื้อหาดังต่อไปนี้
- มุมแย้ง และเส้นขนาน
- สมบัติของสามเหลี่ยม และสมบัติของสี่เหลี่ยม
- สามเหลี่ยมคล้าย มุมร่วม ฐานร่วม
- สมบัติของวงกลม (ระดับมัธยมม)
- ทฤษฎีปีทาโกรัส และตรีโกณมิติ

โจทย์ในลักษณะนี้ เด็กจะต้องฝึกทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ สักระดับหนึ่ง
เด็กก็จะเริ่มฉุกคิดได้ว่า จะต้องลากเส้นเชื่อมเพิ่มเติมเส้นไหน เชื่อมระหว่างจุดใด กับจุดใด
ที่จะช่วยทำให้สามารถประยุกต์ใช้สมบัติทางเรขาคณิตที่ได้เรียนมาในการหาคำตอบได้
โจทย์ในลักษณะนี้จริงๆ แล้วเป็นอะไรที่สนุกมากครับ
เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการคำนวณ แค่มองภาพให้ออก
กล้าที่จะขีดเส้น เขียนเส้น แล้วค่อยๆ แกะรอย เชื่อมโยงกับทฤษฎีทางเรขาคณิตที่ได้เรียนมา ก็จะหาคำตอบได้อย่างไม่ยากนัก
เด็กที่ทำโจทย์ประเภทนี้ไม่ได้ สะท้อนว่าไม่มีความเข้าใจในการเรียนเรขาคณิต และไม่สามารถประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้เรียนมา ในการแก้ปัญหาได้ครับ

Checkpoint 11: เด็กจะต้องเรียนเรื่อง “สมการ” อย่างเข้าใจ สามารถตีความโจทย์ โดยเขียนเป็นสมการออกมาได้
“สมการ” เป็นบทเรียนที่เด็กต้องเรียนในระดับชั้น ป.6
ซึ่งผมมักจะบอกเสมอว่า จุดตายในการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับประถม จะมีในเรื่อง
“การคำนวณทีรวดเร็ว” “การใส่วงเล็บ” “การเทียบบัญญัติไตรยางศ์” “เศษส่วน” และ “สมการ”
โดย “สมการ” ถือเป็นหลุมพรางที่ใหญ่มากๆ ครับ
คือ ถ้าเด็กคนไหนไม่เข้าใจเรื่องนี้ การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาอีก 6 ปี จะเรียนแบบไม่เข้าใจ และทุกข์มากๆ เลยครับ
เพราะแทบทุกบทในการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยม (รวมทั้งวิทยาศาสตร์) จะต้องมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับ “สมการ” ทั้งสิ้น
ดังนั้นสมการ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่คุณพ่อคุณแม่ ต้องใส่ใจ และต้องมั่นใจว่า ลูกมีความสามารถในการตั้งสมการ จากความสัมพันธ์ที่โจทย์บรรยายมาให้ได้

การตั้งสมการ เป็นเครื่องชี้วัด “ตรรกะ” ของเด็กได้ดีมากครับ
เพราะเป็นครั้งแรกที่เด็กจะต้องเปลี่ยนจาก ความสัมพันธ์ และเงื่อนไข ที่อยู่ในรูปแบบของคำบรรยาย
ให้กลายมาเป็น ความสัมพันธ์ทางพีชคณิตครับ
เด็กคนใดที่ไม่สามารถตีความโจทย์ และตั้งสมการได้ มักจะสะท้อนว่า เด็กขาดทักษะในการคิดในเชิงเหตุผล และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่างๆ ในการประมวลข้อมูล เพื่อหาคำตอบได้ครับ
ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกอ่อนในเรื่องนี้ ยังไงก็ต้องทุ่มเททำให้ลูกเข้าใจให้ได้ครับ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ และเรื้อรังในอนาคตเลยครับ

Checkpoint 12: สามารถที่จะแก้โจทย์ปัญหาที่มีเงื่อนเวลา เข้ามาเกี่ยวข้องได้
โจทย์ในลักษณะนี้ จะอยู่ในรูปแบบที่มีช่วงเวลา ก่อนและหลัง เดิมและต่อมา
เช่น เดิมนาย ก. มีลูกปิงปอง เท่ากับ นาย ข. แล้วมีการแลกกันไป ซื้อมาเพิ่ม หรือทำหายไป อะไรสักอย่าง
แล้วทำให้จำนวนลูกปิงปองที่นาย ก. และนาย ข. มีเปลี่ยนแปลงไป
หรือจะเป็นโจทย์ ที่เกี่ยวกับอายุ เช่น ปัจจุบัน นาย ก. มีอายุเป็น 3 เท่าของลูก ต่อมาอีก ... ปี นาย ก. จะมีอายุเป็น 2 เท่า ... ประมาณนี้อ่ะครับ

หรืออาจจะเป็นโจทย์ประเภท ระยะทาง และความเร็ว
เช่น นาย ก. วิ่งด้วยความเร็ว ... ต่อมาอีก 30 นาที นาย ข. จึงออกวิ่งตาม นาย ก. ในเส้นทางเดียวกัน ด้วยความเร็ว ...
นาย ก. มีการพักระหว่างทาง 15 นาที ในขณะที่นาย ข. วิ่งไปถึงเส้นชัยโดยไม่พักเลย โดยนาย ข. ถึงก่อน นาย ก. 15 นาที จงหา ... ประมาณนี้อ่ะครับ

โจทย์ในลักษณะนี้ ความยากของมันอยู่ที่ เด็กจะต้องมีความเข้าใจเงื่อนไข และความสัมพันธ์ใน 2 มิติ
คือ เงื่อนไขความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครในช่วงเวลาหนึ่ง และอีกมิติหนึ่ง
เด็กก็จะต้องมีความเข้าใจว่า เมื่อช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงไป เงื่อนไขความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครนั้น ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งเด็กจะต้องผสมผสาน เงื่อนไข ข้อมูล และความสัมพันธ์ ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน มาหาคำตอบให้ได้

และจะดีมากๆ ถ้าหากเด็ก สามารถวาดรูปประกอบ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ในแต่ละช่วงเวลาได้
ซึ่งความเข้าใจในบทเรียนคณิตศาสตร์ในเรื่องนี้ จะช่วยทำให้เด็กเรียนวิทยาศาสตร์คำนวณ โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ในระดับมัธยมได้อย่างเข้าใจ
เช่น เรื่อง แรง และกฎของการเคลื่อนที่ ความร้อน ไฟฟ้ากระแส เป็นต้น

สำหรับ Checkpoint 13 – 16 จะเป็นในส่วนของระดับมัธยมต้น ที่ผมขออนุญาต ให้แนวทางไว้โดยสังเขปครับ
ถ้าเด็กเรียนคณิตศาสตร์อย่างเข้าใจทั้ง 12 Checkpoint ข้างต้น
การที่จะผ่าน Checkpoint ในระดับมัธยม ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ
Checkpoint ที่ 13 – 16 เป็น Checkpoint เสริมครับ
ถ้าเด็กสามารถผ่านได้ ก็จะทำให้เรียนในวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ และเคมี) ในระดับมัธยมปลาย ได้อย่างเข้าใจมากขึ้นครับ

เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

Checkpoint 13: สามารถแยกตัวประกอบ ได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าบอกว่า “การท่องสูตรคูณแบบถามปุ๊บตอบได้ปั๊บ” นั้นเป็นพื้นฐานสำคัญของคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษา
การแยกตัวประกอบ เช่น 2x^2- x-3 = (2x – 3)*(x + 1) ได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว
ก็เป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมครับ
เพราะตั้งแต่ ม.2 – ม.6 แทบทุกบท เด็กจะต้องใช้การแยกตัวประกอบ เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาทั้งสิ้นครับ
เด็กที่แยกตัวประกอบช้า หรือผิดบ่อยๆ ก็จะเรียนคณิตศาสตร์ไม่สนุก ไม่แตกต่างจากเด็กประถมที่ท่องสูตรคูณไม่คล่องครับ
ดังนั้น การแยกตัวประกอบให้ถูกต้อง และรวดเร็ว จึงเป็น Checkpoint แรกของคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมเลยครับ

Checkpoint 14: สามารถดึงตัวร่วม ยุบรูป และหาคำตอบแบบติดตัวแปรได้
การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยม มักจะมีสมการ หรือความสัมพันธ์แบบพีชคณิตยาวๆ
ที่เด็กจะต้องค่อยๆ ยุบพจน์ต่างๆ ให้กลายเป็นสมการที่สั้นลง ผ่านสมบัติการแจกแจง และทฤษฎีบทต่างๆ
เพื่อนำไปสู่การหาคำตอบแบบง่ายๆ ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยุบรูป แล้วหาคำตอบในรูปของคำตอบที่ติดตัวแปร

คือ เด็กส่วนใหญ่ มักจะไม่ค่อยมีปัญหากับการตอบคำตอบเป็นจำนวน หรือตัวเลขน่ะครับ
แต่พอเป็นโจทย์ที่ต้องตอบคำตอบแบบติดตัวแปร เด็กจำนวนไม่น้อย มักจะขาดความมั่นใจ
เพราะไม่แม่นในเรื่องของการประยุกต์ใช้ทฤษฎีบท
ซึ่งการดึงตัวร่วม ยุบรูป และหาคำตอบติดตัวแปร เป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนคณิตศาสตร์ขั้นสูงในระดับมัธยมเลยนะครับ
ทั้งในเรื่อง เลขยกกำลัง การพิสูจน์เอกลักษณ์ตรีโกณมิติ และแคลคูลัส
ถ้าเด็กไม่คุ้นเคยกับโจทย์ประเภทติดตัวแปร ก็จะเป็นอุปสรรสำคัญในการเรียนเรื่องดังกล่าวมากๆ เลยครับ

Checkpoint 15: พหุนาม เลขยกกำลัง และการแก้สมการสองตัวแปร
ทั้ง 3 เรื่องนี้ เป็นบทเรียนที่ Advanced ขึ้นมาจากบทเรียนในเรื่อง “สมการ” ครับ
จะว่าไป มันก็เป็นเรื่องของสมการ หรือพีชคณิตนั่นเองครับ
และทั้ง 3 เรื่องนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมปลายด้วยครับ
ถ้าเรียน 3 เรื่องนี้อย่างเข้าใจ พร้อมกับแยกตัวประกอบได้อย่างรวดเร็ว
การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมปลาย ก็จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเย็นเลยครับ

Checkpoint 16: อย่างพึ่งแต่พีชคณิต เด็กต้องมีทักษะในการวาดกราฟเพื่อหาคำตอบคร่าวๆ ได้
การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมต้น ที่เกี่ยวพันกับพีชคณิต หรือสมการ
เช่น สมการเส้นตรง สมการพหุนาม พาราโบลา การแก้สมการหลายตัวแปร เลขยกกำลัง
หรือแม้แต่เรื่องภาคตัดกรวย และตรีโกณมิติ ในระดับมัธยมปลาย
เด็กจำนวนไม่น้อยมักจะใช้พีชคณิต ในการแก้สมการ ในการหาจุดตัด หรือจุดสัมผัสต่างๆ
แต่ไม่สามารถที่จะวาดกราฟโดยคร่าวๆ ได้

ซึ่งโจทย์บางข้อ เขาไม่ได้ถามหาจุดตัดแบบเป๊ะๆ นะครับ
เขาอาจจะถามว่า มีจุดตัดกันกี่จุด หรือ ตัดกันที่ Quadrant ไหน เท่านั้นเอง
ซึ่งถ้าเป็นเส้นตรง 2 เส้นตัดกัน ถ้าวาดภาพ ก็พอจะรู้แล้วครับ ว่าตัดกันที่ Quadrant ไหน
หรือเส้นตรง ตัดพาราโบลา ถ้าวาดภาพดีๆ ตามสมการที่โจทย์กำหนดได้
(วาดพาราโบลาให้ถูกว่าหงาย หรือคว่ำ หรือตะแคงซ้าย หรือตะแคงขวา จุดวกกลับถูกต้อง เข้าสเกลให้ใกล้เคียงเสียหน่อย)
ก็พอจะคาดเดาได้นะครับว่า ตัดกันที่ Quadrant ไหนบ้าง บางครั้งต่อให้โจทย์ถามหาจุดตัด
ถ้าเราวาดรูปเป็น ก็สามารถตัดตัวเลือก และหาคำตอบที่ถูกต้องได้เลยนะครับ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปแก้สมการ 2 ตัวแปรเลย

Checkpoint ทั้ง 16 จุด ผมมักจะเรียกแบบเท่ๆ ว่า หมัดคณิตพิชิตมังกร 16 กระบวนท่า
(ขอยืมคำจากมังกรหยกมาประยุกต์ใช้เสียหน่อยนะครับ)
ที่ผมมักจะเน้นย้ำกับเด็กๆ ที่ผมมีโอกาสที่จะสอนคณิตศาสตร์เสมอว่า ถ้าหากต้องการเรียนคณิตศาสตร์ให้สนุก จะต้องฝึก 16 กระบวนท่านี้ให้ได้

เด็กที่ฝึก 16 กระบวนท่านี้ได้สำเร็จ ตามวัยที่ควรจะเป็น
ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเรียนคณิตศาสตร์ได้อย่างเป็นเลิศนะครับ
แต่ผมเชื่อว่า จะเรียนคณิตศาสตร์ได้อย่างสนุก ตามเพื่อน ตามครูได้ทัน
บทไหน เรื่องไหน ข้อไหน ที่ไม่เข้าใจ พอมีคนอธิบายให้สักหน่อย หรือได้ดูตัวอย่างสักหน่อย ก็จะค่อยๆ ทำความเข้าใจได้ด้วยตนเองครับ
เรียกได้ว่า จะเรียนคณิตศาสตร์ได้ไม่เสียเปรียบใคร ส่วนที่จะเป็นเลิศหรือไม่เป็นเลิศ ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของเด็ก และความพยายามในการฝึกฝนครับผม

แต่ได้ 16 กระบวนท่านี้ ก็รับรองว่า ท่องยุทธจักร ได้อย่างสบายครับผม


https://www.facebook.com/EducationFacet/posts/1890128517725741

Tuesday, April 27, 2021

Scorched Mackerel

"แม่ของผมเป็นคนทำอาหารที่บ้านเป็นประจำทุกวัน
คืนหนึ่ง หลังจากที่แม่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน 
แม่กลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า 
และทำอาหารเย็นให้เราตามปกติ 

ที่โต๊ะอาหาร 
แม่วางจาน ที่มีปลาทูไหม้เกรียมบนโต๊ะต่อหน้าพ่อและทุกๆคน ผมรอว่า แต่ละคนจะว่าอย่างไร
แต่... พ่อไม่พูดอะไร 
และตั้งหน้าตั้งตากินปลาทูไหม้ตัวนั้น  
และหันมาถามผมว่า ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

คืนนั้น หลังอาหารเย็น 
ผมจำได้ว่า ได้ยินแม่ขอโทษพ่อ ที่ทอดปลาทูไหม้ 
และผมไม่เคยลืมที่พ่อพูดกับแม่เลย

"โอย... ผมชอบ ปลาทูทอด เกรียมๆ อร่อยมาก นะแม่"

คืนต่อมา ผมเก็บคำถามไว้ในใจก่อนนอน 
และถามพ่อว่า 
"พ่อชอบปลาทูทอด เกรียมๆ จริงๆ เหรอ"

พ่อลูบหัวผม และตอบว่า
"แม่ของลูก ทำงานหนัก มาทั้งวัน...
ปลาทูไหม้ 1 ตัว ไม่เคยทำร้ายใคร
แต่คำพูดที่ต่อว่ากันนั้นต่างหาก ที่จะทำร้ายกัน"

"ชีวิตคนเราเต็มไปด้วย ความไม่สมบูรณ์แบบ 
และแต่ละคนก็ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบ ตัวเราเอง
ก็ไม่ได้มีอะไร ดีกว่าใครๆ"

แต่สิ่งที่พ่อเรียนรู้มาในช่วงชีวิต ก็คือ...
การเรียนรู้ ที่จะยอมรับความผิดพลาดของคนอื่น และ ของตัวเอง

การเลือกที่จะยินดีกับความคิดต่างกันของแต่ละบุคคล
เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาชีวิตครอบครัว ที่มีความสุข และยืนยาว

“ชีวิตเรานั้น 
สั้นเกินกว่าที่จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับ
ความเสียใจที่ว่า เราทำผิดกับคนที่เรารักและรักเรา 
ให้ดูแล และทะนุถนอมคนที่รักเรา 
และพยายามเข้าใจ และให้อภัยจะดีกว่า"

“ถ้าเรารู้ เราจะ ทำไหม”

• เราจะบีบแตร 
ใส่คนที่ยืนยึกยักริมถน ตรงแยกที่ผ่านมามั้ย – ถ้าเรารู้ว่า เค้าใส่ขาเทียม

• เราจะเบียดคนข้างหน้าที่เดินช้ามากมั้ย – ถ้าเรารู้ว่า เค้าเพิ่งตกงาน

• เราจะขำคนที่แต่งตัวเชยมั้ย – ถ้าเรารู้ว่า เค้ามีชุดเก่ง แค่ชุดเดียว

• เราจะรำคาญสาวโรงงานที่มาเดิน พารากอนมั้ย – ถ้าเรารู้ว่า นั่นคือการฉลองวันเกิดของเธอ

• เราจะหมั่นไส้ ลุงที่หัวเราะเสียงดังลั่น คนนั้นมั้ย – ถ้ารู้ว่า แกเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย

.เรารู้แจ่มชัดเสมอ…
ว่าชีวิตเรา กำลังเจออะไร
แต่เรา ไม่มีวันรู้ว่า
"คนที่เราเจอ – กำลังเจอ กับอะไร"

โลกกว้างกว่าเงาของเรา และโลกก็ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา

มองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง 
ให้โอกาส และให้อภัย มีความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน 
จะได้รัก และอยู่ด้วยกัน อย่างยั่งยืนยาวนาน”

จากเรื่องราวที่กล่าวมาข้างต้นนั้น
ผู้เขียนสรุปออกมาเป็น “กฎทองของชีวิต”
ซึ่งเมื่อใครนำไปปฏิบัติแล้ว
จะทำให้เป็นคนที่กลายเป็น 
“แหล่งพลังงงานทางบวก”
สำหรับคนที่อยู่ข้างหน้าเสมอ
นั่นก็คือ

๑.หัดมองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เสียบ้าง
อย่าจริงจังกับทุกเรื่อง จนความสัมพันธ์กับคนรอบข้างตึงเครียดไปหมด

๒.ไม่มีใครที่ทำอะไรได้สมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด
จงให้อภัยในความผิดพลาดของคนอื่น เหมือนกับที่เราชอบให้อภัยแก่ตัวเอง

๓.สิ่งใดที่เราไม่ชอบ ก็จงอย่ามอบสิ่งนั้นแก่คนอื่น
สิ่งใดที่เราชอบ ก็จงมอบสิ่งนั้นแก่คนอื่น

๔.อย่ารำคาญความปรารถนาดีเล็กๆ น้อยๆ ของคนอื่น
ที่พยายามแสดงออกต่อเราด้วยความจริงใจ

๕.เรารักสุขเกลียดทุกข์และกลัวความตาย ฉันใด
คนอื่น ก็รักสุข เกลียดทุกข์ และกลัวความตาย ฉันนั้น

Sunday, March 14, 2021

Surrounded by idoits

10 วิธีคิดเพื่อเอาตัวรอดในวงล้อมคนงี่เง่า

1. คนงี่เง่าดึงดูดเข้าหากัน
ฉะนั้นเราต้องไม่งี่เง่าเสียเอง
(งี่เง่า=อยู่ใกล้แล้วเหนื่อยใจ)

2. คนเหมือนกันแต่คนไม่เหมือนกัน
เข้าใจเขา ใจเราก็เบาขึ้นได้

3. เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้
ที่เปลี่ยนได้คือตัวเรา

4. ไม่คาดหวัง เลิกเปรียบเทียบ
หยุดตัดสิน คนงี่เง่าที่อยู่ตรงหน้า
อาจกลายเป็นคนเก่ง
ที่เห็นต่างกับเรา

5. คำว่างานหนัก
อยากมีเวลาให้ครอบครัว
ของเรากับเขา อาจไม่เท่ากัน
เพราะแต่ละคนให้คุณค่า
กับสิ่งต่างๆไม่เท่ากัน

6. ดุ พูดไม่รักษาน้ำใจ
สำหรับเรา อาจเป็น
จริงใจตรงไปตรงมา สำหรับเขา
ใจดี ประนีประนอม
สำหรับเรา อาจเป็น
ไม่ชัดเจน ไม่ตัดสินใจ สำหรับคนอื่น

7.  หนีไป อย่าโลกสวยเกินเหตุ
เพราะหลายครั้งบางคนก็
ไม่ไหวจะเคลียร์ อย่าทน 555

8. อภัยให้คนอื่นที่งี่เง่า
เริ่มจากอภัยให้ตัวเอง
ที่รับมือได้ไม่ดีพอ

9. ให้เกียรติพูดจาดีแก่กัน
ไม่มีใครเกลียดการได้รับเกียรติ

10. คนงี่เง่า อาจไม่มีอยู่จริง
มีแต่คนที่ไม่เข้าใจตัวเองว่า
จะรับมือกับคนที่ต่างกับเรายังไง

#วิธีเอาตัวรอดในวงล้อมคนงี่เง่า

https://www.facebook.com/100044454548744/posts/282562773235539/

Friday, March 12, 2021

No Ears

นาทีแรกที่ นโปเลียน ฮิลล์ เห็นลูกชายแรกเกิดของเขานั้น เขาตะลึงงัน พูดอะไรไม่ออก 

ทารกไม่มีหู!

หมอบอกเขาหลังตรวจ ‘หู’ ของทารกว่า เด็กไม่มีอวัยวะที่บ่งบอกว่าโสตประสาทจะได้ยินเสียงจากโลกภายนอกได้ หมอกล่าวว่า “ลูกชายคุณจะไม่ได้ยิน และจะพูดไม่ได้ เขาจะเป็นคนหูหนวกและเป็นใบ้ไปตลอดชีวิต”

นโปเลียน ฮิลล์ เป็นนักเขียนหนังสือเสริมกำลังใจที่มีชื่อเสียงของอเมริกาต้นศตวรรษที่ 20 คราวนี้นักเขียนที่เสริมสร้างกำลังใจให้คนอื่นกลับต้องการกำลังใจอย่างที่สุด!

เขาไม่เชื่อว่าการไม่มีหูเป็นจุดสิ้นสุดอนาคตของทารกคนนี้ เขาปฏิเสธที่จะเชื่อหมอว่าเด็กหมดหวังแล้วในชาตินี้ เขามีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อหมอ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมให้ลูกหูหนวกและเป็นใบ้โดยเด็ดขาด

แล้วเขาก็นึกถึงคำคำหนึ่ง : ความปรารถนาอย่างแรงกล้า - Burning Desire

เขาเชื่อว่าหากมีไฟปรารถนาแรงกล้าพอ ธรรมชาติจะทำให้มันเกิดขึ้นเองตามทางของมัน ยกตัวอย่างเช่นเมื่อสายน้ำถูกผาหินขวางทาง มันก็จะทะลวงไปทางอื่นจนได้ ต่อให้ธรรมชาติก็ไม่อาจบังคับให้เขายอมรับชะตากรรมนี้

เขาพร่ำบอกตัวเองว่า ต้องมีทางสักทางสิ ต้องมีหนทางหนึ่งที่ทำให้เด็กได้ยินและพูดได้เหมือนปกติ และเขาต้องค้นมันให้พบจนได้

แต่ก่อนอื่น เขาต้องฝังไฟปราถนาอย่างแรงกล้านี้ใส่ในหัวลูกชายตั้งแต่เด็กว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ลูกสามารถก้าวข้ามความพิการทางกายภาพไปสู่เป้าหมายได้ ถ้าลูกต้องการมันจริง ๆ”

.

พ่อกับแม่ตั้งชื่อทารกที่ไม่ครบสามสิบสองคนนี้ว่า แบลร์ ตั้งแต่เล็ก แบลร์ได้รับการเลี้ยงดูเหมือนเด็กทั่วไป เข้าเรียนในโรงเรียนธรรมดา ไม่ใช่โรงเรียนคนหูหนวก ทั้งยังถูกห้ามเรียนภาษามือเพราะพ่อแม่ของแบลร์มุ่งมั่นให้ลูกเป็นคนปกติให้จงได้

แต่การต่อต้านสิ่งที่ดู ‘เป็นไปไม่ได้’ ของคนไม่มีหู ห่างไกลจากเรื่องง่ายหลายโยชน์ เมื่อถึงวัยที่เด็กทั่วไปเริ่มพูด ลูกของเขาเงียบสนิท ไม่มีวี่แววว่าจะได้ยินอะไรหรือส่งเสียงสักคำ

ในเมื่อไม่มีหูสำหรับการได้ยิน และเสียงคือรูปแบบของการสั่นสะเทือนอย่างหนึ่ง เขาจึงพูดกับลูกโดยแตะริมฝีปากของเขาที่ศีรษะของลูกบริเวณ Mastoid bone ซึ่งอยู่ด้านหลังหู ส่งคลื่นเสียงที่สั่นสะเทือนตรงถึงหัวของลูกโดยไม่ต้องผ่านหู ทั้งพ่อและแม่รู้สึกประหลาดใจที่พบว่า ด้วยวิธีนี้ทารกสามารถได้ยินเสียงอย่างน้อยในระดับหนึ่ง พวกเขาสื่อสารด้วยวิธีนี้อย่างต่อเนื่องวันแล้ววันเล่า

ผู้เป็นพ่อซื้อจานเสียงมาเล่นเพลงให้ลูกฟัง และสังเกตเห็นว่าเด็กชอบ ‘ฟัง’ โดยงับฟันที่ขอบจานเสียง ภายหลังจึงรู้ว่ามันเป็นหลักการฟังเสียงแบบ Bone Conduction หรือการส่งคลื่นเสียงสู่หูชั้นในผ่านกระดูกที่กะโหลกศีรษะ

พ่ออ่านนิทานที่แต่งเองให้ลูกฟังเป็นประจำ เป็นนิทานที่ออกแบบมาให้มีคติสอนใจว่า อุปสรรคทางร่างกายไม่ใช่ปมด้อย ปลูกฝังให้มองโลกในแง่ดี ใช้ความเชื่อและความปรารถนาแรงกล้านำทาง

พ่อฝังทัศนคติในเชิงบวกแก่ลูกว่า “รู้ไหมว่าลูกจะมีข้อได้เปรียบเหนือคนอื่น เช่น ครูจะดูแลลูกเป็นพิเศษกว่าคนอื่น ถ้าลูกโตพอขายหนังสือพิมพ์เอง ก็จะได้เงินทิปมากกว่าเด็กทั่วไป เพราะใคร ๆ ก็ชอบคนที่สู้ชีวิต”

อาจเป็นการปลูกฝังการมองโลกในแง่ดีอย่างนี้เอง ตั้งแต่เด็ก แบลร์ไม่งอแง ต่างจากพี่ชายของเขาที่เมื่ออยากได้อะไร ก็นอนเกลือกกลิ้งบนพื้นห้อง ถีบเท้ากลางอากาศเพื่อเรียกร้องสิ่งที่อยากได้ แต่แบลร์พึ่งตนเองเสมอ

เขาไม่เคยคิดว่าเขาเป็นคนพิการ...

.

โดยวิธีนี้ความสามารถได้ยินของแบลร์ด้วยวิธีนี้พัฒนาขึ้นตามลำดับ ในยามปกติเขาไม่ได้ยินเสียงคนอื่นพูด ยกเว้นตอนตะโกนใกล้ ๆ

เมื่ออายุเจ็ดขวบแบลร์ขออนุญาตพ่อไปขายหนังสือพิมพ์เหมือนเด็กคนอื่น ๆ แม่ไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับเด็กเล็กที่เดินเพ่นพ่านตามถนนโดยไม่ได้ยินเสียงอะไร

บ่ายวันหนึ่งเมื่อพ่อแม่ไม่อยู่ ทิ้งเขาไว้กับคนใช้ เด็กชายปีนหน้าต่างครัวออกจากบ้าน ยืมเงินหกเซ็นต์จากเพื่อนบ้านซื้อหนังสือพิมพ์ไปขาย นำกำไรไม่กี่เซ็นต์ที่ได้ไปลงทุนซื้อหนังสือพิมพ์อีก แล้วเอาไปขายอีกรอบ ทำเช่นนี้หลายรอบจนถึงเย็น หลังจากคืนเงินหกเซ็นต์ไปแล้ว เขาได้กำไรสี่สิบสองเซ็นต์ 

ค่ำนั้นแบลร์นอนหลับ มือยังกำเงินที่ได้มาจากการขายหนังสือพิมพ์ คนเป็นแม่ร้องไห้เมื่อรู้ความจริงว่าเด็กชายกล้าออกไปสู้โลกภายนอกด้วยตัวเอง

เขาไม่เคยคิดว่าเขาเป็นคนพิการ!

การปลูกฝังเด็กไม่ให้รู้สึกว่าตนเองพิการทำให้เด็กกล้า มุ่งมั่น พึ่งตนเองได้ เป็นคุณสมบัติที่จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต 

แบลร์มิได้ผ่านชีวิตอย่างคนใบ้หรือหูหนวกอย่างที่หมอฟันธง ผ่านการฝึกฝนการฟังแบบเฉพาะตัว, การผ่าตัดครั้งหนึ่ง, การใช้เครื่องมือช่วยฟัง และความปรารถนาอย่างแรงกล้า แบลร์พัฒนาทักษะเฉพาะตัวจนสามารถได้ยินและพูดได้เกือบเหมือนคนปกติ แบลร์เรียนจนจบมหาวิทยาลัย ทำงานเช่นคนปกติ และประสบความสำเร็จในชีวิต

อาทิตย์สุดท้ายในมหาวิทยาลัย แบลร์ได้รับอุปกรณ์ทดลองการฟังแบบใหม่จากบริษัทแห่งหนึ่ง และได้ยินเสียงดีขึ้นมาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาสัมผัสเสียงต่าง ๆ ใกล้เคียงคนปกติ ได้ยินเสียงที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เสียงวิทยุ เสียงรถ เสียงนกร้อง 

ทันใดนั้นแบลร์ก็อยากอุทิศชีวิตที่เหลือของเขาช่วยเหลือคนหูพิการให้ได้ยิน โดยใช้ประสบการณ์ของเขาเอง เขาเสนอโครงการให้บริษัทผลิตอุปกรณ์ช่วยคนหูหนวก และได้ทำงานที่นั่นทันที

ชีวิตของแบลร์ไม่มีทางเป็นอย่างที่เป็นอยู่หากเขาไม่ได้รับการปลูกฝังทัศนคติที่จะสู้ และหากพ่อแม่ของเขาเชื่อคำตัดสินของหมอและยอมแพ้ตั้งแต่วันแรก เพราะโดยหลักวิชา เขาไม่มีทางสามารถได้ยินเด็ดขาด มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ตรงกันข้าม สิ่งที่พ่อแม่เขาทำคือสร้างความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นคนปกติ มันฝืนธรรมชาติ แต่มันฝังทัศนคติที่ดีในหัวเด็ก และทัศนคติที่ดีนี้ช่วยทำให้เขาก้าวข้ามอุปสรรคทางกายภาพไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขาเคยนึกเล่น ๆ ว่าหากพ่อแม่ยอมแพ้ตั้งแต่วันแรกที่เห็นสภาพเขา เขาย่อมเป็นคนหูหนวกและเป็นใบ้โดยมิต้องสงสัย ตลอดชีวิตเขาจะเป็นคนที่รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า

ถ้าเด็กที่ไม่มีหูคนหนึ่งสามารถข้ามพ้นอุปสรรคทางกายเช่น แบลร์ ยังมีคนพิการอีกมากมายเพียงไรที่สามารถข้ามอุปสรรคส่วนตัวได้ ถ้าพวกเขาต้องการมันจริง ๆ ตัวอย่างมีมากมายนับไม่ถ้วน : คนตาบอดปีนเขาเอเวอเรสต์, คนพิการเล่นกีฬา, คนไร้แขนเล่นเปียโนและวาดรูป ฯลฯ เหล่านี้เป็นตัวอย่างพลังของไฟปรารถนาอย่างแรงกล้า ราวกับว่าธรรมชาติสร้างพลังชดเชยให้ความไม่ปกติ ขอเพียงรักษาไฟนั้นไว้มิให้ดับ คนที่อวัยวะไม่สมประกอบก็อาจเดินไปได้ไกลกว่าคนมีอวัยวะครบสามสิบสองด้วยซ้ำ

แน่ละ ไฟปรารถนาอย่างแรงกล้านี้อาจใช้ไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ในทุกกรณี แต่มันก็ไม่จบด้วยศูนย์เปอร์เซ็นต์แน่นอน อย่างน้อยที่สุดใครคนนั้นก็ไม่ดูถูกตัวเอง และมันคือคุณสมบัติที่แม้แต่คนร่างกายสมบูรณ์จำนวนมากขาด ไม่มีอะไรน่าหดหู่ไปกว่าการเห็นคนปกติทำตัวเป็นคนพิการ

พ่อแม่จำนวนมากในโลกเลี้ยงลูกให้เป็น ‘คนพิการ’ โดยไม่รู้ตัว ปลูกฝังความคิดให้เด็กต้องพึ่งพาคนอื่นไปตลอดชีวิต กลายเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต

ความไม่สมประกอบทางกายภาพเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ ขนาดสมองและหน้าตาก็เลือกไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะไม่เป็น ‘คนพิการ’ ได้

หมายเหตุ : เรื่องของแบลร์เก็บความมาจากหนังสือเรื่อง Think and Grow Rich (1937) ของ นโปเลียน ฮิลล์

.

จากหนังสือ #ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน / https://bit.ly/3eGgSdl

https://www.facebook.com/100044361012918/posts/291092425712789/

Tuesday, March 9, 2021

Automatic Negative Thoughts : ANTs

มีมดในสมองคน

***************
ตามปกติแล้ว คนเราจะ "คิดลบ" เพื่อความอยู่รอดของเราครับ 

เช่น สมัยก่อนที่เราเป็นมนุษย์ถ้ำ หากเรา เห็นพุ่มไม้ไหว ๆ 

สมองของเราจะคิดลบก่อนเลยว่า 
ข้างหลังพุ่มไม้นั้น อาจเป็น "เสือ" ที่จะทำอันตรายเรา 

เราจะไม่ "คิดบวก" ว่า ข้างหลังพุ่มไม้นั้นเป็น "กระต่าย" เพื่อเราจะจับไปเลี้ยงดูเล่น   

การคิดลบแบบนี้นี่เองครับ 
ที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเรา "อยู่รอด" มาจนถึงทุกวันนี้  

แต่เนื่องจากปัจจุบัน เสือทั้งหลายได้ถูกจับไปไว้ในกรงเกือบหมดแล้ว

โอกาสที่เราจะเจอเสือจริง ๆ น้อยมาก 
แต่ "สมอง" ของเรา ก็ยังติดกับการคิดลบแบบนี้อยู่ ทำให้เรามีความทุกข์ 

ซึ่งการคิดลบแบบนี้ทำให้เกิด "มด" ตัวที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตเรา  

ซึ่งมดตัวที่ว่านี้ คือ Automatic Negative Thoughts : ANTs  
ซึ่งหมายถึงการเป็น "คนคิดลบโดยอัตโนมัติ" 

Dr. Daniel G. Amen ซึ่งเป็นจิตแพทย์ชื่อดังของ USA กล่าวว่า 

ในสมองของคนเรามี "มดอยู่ 9 สายพันธุ์" 
ที่ทำให้เราเกิดความทุกข์  

เรามาลองดูว่า มีมดสายพันธุ์ไหนบ้าง ที่อยู่ในสมองของเรา 

1. สายพันธุ์ "เสมอ" และ "ไม่เคย" (ANT 1 "Always" and "Never") 
มดสายพันธุ์นี้มีมากที่สุด เช่น เคยไหมที่เราชอบคิดว่า 

"เขาไม่เคยฟังฉันเลย" "ฉันผิดพลาดเสมอ" "เขาขึ้นเสียงกับฉันทุกครั้ง"  
ซึ่งจริง ๆ แล้ว เหตุการณ์ไม่ได้เป็นแบบนี้ 
แต่สมองจะคิดแบบเหมารวม
โดยที่จริงแล้ว เขาก็ฟังเราบ้าง เราก็ทำถูกบ้างผิดบ้าง หรือ บางทีเขาก็รับฟังเราไม่ได้ขึ้นเสียงกับเราทุกครั้ง เป็นต้น 

2. สายพันธ์ "เมินสิ่งดี ดูสิ่งลบ" (ANT 2 "Focusing on the Negative") 

มดสายพันธุ์นี้ ทำให้เรามองแต่เฉพาะด้านลบ
เช่น "ล้างรถทีไร ฝนตกทุกที" แต่จริง ๆ แล้ว 
เราล้างรถ 10 ครั้ง ฝนอาจจะตก 1 ครั้ง 
แต่เรามัก Focus ไปที่ความคิดด้านลบ   

3. สายพันธุ์ "หมอดูซาดิสต์" (ANT 3 "Foutune Telling")

มดสายพันธุ์นี้ร้ายกาจมาก เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตเรา 

เช่น เราคิดว่า "เดี๋ยวตอนที่เราขึ้นไปพูดบนเวที คนคงหัวเราะเยาะเราแน่" 
ซึ่งการคิดแบบนี้ จะทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นผิดปกติ มือสั่น ขาสั่น เสียงสั่น และลืมบท ทำให้เวลาขึ้นไปพูด คนก็จะหัวเราะเยาะเราจริง ๆ 

4. สายพันธุ์ "อ่านใจไปเรื่อยเปื่อย" (ANT 4 "Mind Reading") 

มดสายพันธุ์นี้ ชอบเดาใจ คิดไปเองในแง่ลบ เช่น เห็นคนจับกลุ่มคุยกัน 
ก็คิดว่า "คนพวกนั้น กำลัง นินทาเราแน่ ๆ เลย"  หรือ 
หัวหน้าพูดอะไรในภาพรวมในที่ประชุมก็คิดว่า 
"หัวหน้ากำลังหมายถึงเราแน่เลย"
ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการคิดไปเอง 

5. สายพันธุ์ "รู้สึก...แต่ไม่นึกคิด" (ANT 5 "Thinking with Your Feelings") 

 มดพันธุ์นี้ ทำให้เราชอบมีความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบ 
เช่น "ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นส่วนเกินของหน่วย" "ฉันรู้สึกว่าใคร ๆ ก็ไม่รักฉัน" ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นความรู้สึกของเราเอง ไม่ใช่ความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเรา 

6. สายพันธุ์ "หมกมุ่นอยู่กับอดีต" (ANT 6 "Guilty of Beating) 

มดสายพันธุ์นี้ทำให้เราชอบย้อนคิดถึงอดีต เช่น
ติดคำพูดว่า "ถ้าเพียงแต่ตอนนั้น เราไม่ตัดสินใจผิด ชีวิตเราคงไม่เป็นแบบนี้" หรือ 
"ไม่น่าเลย ฉันไม่น่าพูดกับพ่อแม่อย่างนั้นไปเลย"  
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ควรเอา อดีตเป็น "ห้องขัง" ชีวิตเรา 
แต่ควรใช้อดีตเป็น "ห้องเรียน" ที่เราจะไม่ทำแบบนั้นอีก 

7. สายพันธุ์ "ตราหน้า แล้วด่าให้ยับ" (ANT 7 "Labeling")

มดพวกนี้ ชอบตราหน้าคนอื่น  
เช่น "ไอ้พวกรากหญ้า คิดไม่เป็น"  "ไอ้พวกคนจีนเสียงดัง" 
"ไอ้พวกเด็กเจนวายหัวดื้อ"  ซึ่งแท้จริงแล้ว 
มีคนรากหญ้ามากมายที่หัวดีกว่าคนจบปริญญาเอก 
มีคนจีนมากมายที่มีกิริยาเรียบร้อย 
และมีเด็กเจนวายมากมายที่น่ารักและเคารพผู้ใหญ่ 

8. สายพันธู์ "เพราะฉันขัน ตะวันจึงขึ้น" (ANT 8 "Personalization") 

มดพันธุ์นี้มาจากนิทานเรื่องหนึ่ง ที่มีไก่ตัวหนึ่งลุกออกไปขันทุกเช้า 
พอวันหนึ่ง ไก่ป่วยหนักมาก ลูก ๆ ก็บอกว่า พ่อวันนี้ไม่ต้องไปขันหรอก 
แต่พ่อบอกว่าไม่ได้หรอก "เพราะพ่อขัน ตะวันจึงขึ้น 
ถ้าพ่อไม่ออกไปขัน ดวงอาทิตย์จะไม่ขึ้น แล้วโลกจะแย่แน่"  
ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด หลงตัวเอง คิดว่าตัวเอง คือคนสำคัญเกินเหตุ 

9. สายพันธุ์ "คุณน่ะทำ" (ANT 9 "Blame") 
มดสายพันธุ์นี้น่ากลัวที่สุด เพราะจะทำให้เราคิดว่า 

ที่ชีวิตเราเป็นแบบทุกวันนี้ เพราะ 
พ่อแม่ หัวหน้า เพื่อน สังคม ฯลฯ เป็นต้นเหตุ  
มดสายพันธุ์นี้ทำให้เรา "โทษคนอื่น" 
โดยไม่ยอม หันมาดูตัวเอง 
ซึ่งการคิดแบบนี้ เป็นการคิดแบบ "เหยื่อ" 
คือ คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อของการกระทำของคนอื่น
ซึ่งทำให้ชีวิตหมดพลัง และไร้คุณค่า อีกทั้งจะไม่ยอมปรับปรุงตัว


Credit: คุณหมอยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานต์
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=4366518950030377&id=100000169455098