Wednesday, June 22, 2022

7 Ways to Failure

 สิ่งที่ทำให้คุณล้มเหลวมีอย่างน้อย 14 ประการอย่างนี้
1. เชื่อดวง
2. หวงอำนาจ
3. ญาติอุปถัมภ์
4. ทำคนเดียว
5. เขี้ยวลากดิน
6. กินไก่วัด
7. ชอบขัดแย้ง
8. จ้อทั้งวัน
9. ขยันแบบโง่
10. ชอบโอ้อวด
11. วาจาไม่น่าฟัง
12. จังไรอัปรีย์
13. ไม่มีเมตตา
14. บ้าอบายมุข

เห็นคุณสมบัติน่ากลัวอย่างนี้ ผมว่าแค่ข้อสองข้อนี่ ถ้าหากใครตั้งหน้าตั้งตาทำ หรือทำโดยไม่รู้ตัว และเมื่อมีคนเตือนแล้วไม่เชื่อ กลับไปโกรธเคืองเขา หรือประกาศเป็นศัตรูกับผู้หวังดีอย่างเป็นทางการเลย ผมว่าก็มีสิทธิจะทำให้ผู้นั้นล้มเหลวอย่างชนิดตั้งตัวไม่ทันทีเดียวแหละ

อย่างข้อแรกนี่ก็ทำให้คนเจ๊งมามากต่อมากแล้ว เพราะจะทำอะไรก็ต้องตรวจดวงชะตาก่อน บางคนบ้าถึงขั้นที่จะออกจากบ้านทุกวัน, ต้องถามซินแสก่อนว่าจะก้าวเท้าซ้ายหรือเท้าขวาออกไปก่อนเพื่อให้กิจกรรมวันนั้นประสบความสำเร็จทั้ง ๆ ที่ผลงานของคนนั้นอยู่ที่ความมุ่งมั่นตั้งใจและขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยวอะไรกับ “ดวง” ของใครอะไรทั้งสิ้น

แต่สังคมไทยกับ “ดวง” ดูเหมือนจะไปด้วยกันอย่างเหนียวแน่น และไม่ใช่เพียงแค่ชาวบ้านอย่างเราเท่านั้น แต่คนใหญ่โตมีตำแหน่งสำคัญ ๆ ก็ยังหนีไม่พ้นการพึ่งพา “ดวง” เพื่อให้ตนทำอะไรที่ต้องการได้ ลงท้ายก็กลายเป็นเหยื่อของพวกหากินกับการทำนายดวงให้กับใครต่อใครด้วยการคิดค่าบริการแพงหูฉี่

ประเด็นเรื่อง “หวงอำนาจ” นั้นเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับคนทำงานที่มี “อัตตา” สูงและไม่ไว้ใจใคร เป็นลูกน้องก็ไม่ได้เรื่อง, ยิ่งเป็นหัวหน้าก็ยิ่งใช้ไม่ได้ เพราะหวงอำนาจและตำแหน่งแห่งหนไว้กับตน ไม่สามารถจะสร้างความเป็นเอกภาพหรือบรรยากาศการทำงานให้เกิดความเป็นองค์กรได้

ลงท้ายคนอย่างนี้พอเป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมาก็สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนในองค์กรนั้น ๆ เพราะทำงานเอาแต่หน้า และไม่กระจายหน้าที่งานการไปให้ใคร เข้ากับข้อ “ทำคนเดียว” นั่นแหละ เพราะไม่ยอมให้คนอื่นร่วมทำงานด้วยแต่อย่างไร

คำว่า “เขี้ยวลากดิน” นี่ เกือบไม่ต้องอธิบาย พอเอ่ยก็เห็นภาพทันที เพราะแปลว่าคนอย่างนี้มีลูกเล่นและเล่ห์เหลี่ยมมากมายก่ายกอง โดยมีเป้าหมายแต่เพียงประการเดียว นั่นคือทำอย่างไรตนจึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากทุกอย่างที่ตนไปเกี่ยวข้องด้วย

คนอย่างนี้ทำอะไรก็คิดก่อนว่าตนเองจะได้อะไร ไม่ได้คิดว่าผลงานนั้นจะทำให้คนทั่วไปได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไร จึงกลายเป็นคนที่ไม่มีใครคบหาด้วย เพราะใครมาเป็นเพื่อน หรือทำงานด้วย หรือคบหากันในรูปแบบใด  ๆ ก็ตามก็จะรู้สึกทันทีว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่ว่าจะทำอะไรด้วยกันก็จะมีความสงสัยคลางแคลงว่าเป้าหมายที่แท้จริงของคนคนนั้นคืออะไรกันแน่

เรื่อง “กินไก่วัด” นี่ก็คงชัดเจน เพราะคนอย่างนี้กินไม่เลือก และไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เอาแต่ความพอใจของตนและไม่สนใจว่าศีลธรรมและจริยธรรมคืออะไร เป็นทัศนคตที่นำไปสู่ความล้มเหลวอย่างปฏิเสธไม่ได้

คนชอบขัดแย้งและจ้อทั้งวันอาจจะจัดอยู่ในประเภทเดียวกัน เพราะคือคนที่ไม่สนใจว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไรกับการพูดจาไม่หยุดโดยไม่สนใจว่าใครเขาอยากจะฟังหรือไม่ก็ย่อมจะสร้างความขัดแย้งขึ้นมาโดยที่จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

คนพูดไม่หยุดย่อมไม่มีใครอยากจะคุยด้วย เพราะแปลว่าคนคนนี้ไม่ฟังใคร และไม่สนใจว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นจะเป็นที่สนใจของใครคนอื่นเขาหรือไม่

โง่แล้วขยันนี่อันตรายเพียงใด, ท่านคงจะได้เห็นในชีวิตจริงแล้ว เพราะคนอย่างนี้มีให้เห็นไม่น้อย มีให้เห็นอยู่เสมอ เพราะสิ่งที่ควรทำไม่ทำ, แต่สิ่งไม่ควรทำและไม่จำเป็นต้องทำ และไม่มีใครอยากให้ทำกลับทำเสียจนปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด

เห็นใครทำสองสามข้อที่ว่ามา กระซิบเขาหน่อยนะครับ หาไม่แล้ว, เขาก็จะกลายเป็นคนล้มเหลวอย่างน่าเสียดาย

เพราะลึก ๆ แล้วผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเป็นคนล้มเหลว เพียงแต่ไม่รู้ว่าพฤติกรรมอย่างนั้นจะนำไปสู่เส้นทางแห่งความมืดมนเท่านั้น

สำหรับตัวเองแล้ว, เขกหัวตัวเองบ่อย ๆ ครับ...อย่าให้ข้อใดข้อหนึ่งมันมาครอบงำตัวเราเอง

ที่มา สุทธิชัย หยุ่น นิตยสารชีวจิต

Monday, January 10, 2022

One brick a day

ทฤษฎีอิฐวันละก้อนของ Will Smith

Will Smith คือนักแสดง Hollywood ที่ฝากผลงานไว้กับหนังอย่าง Men in Black และ The Pursuit of Happyness*

สมัยที่วิลยังเด็ก พ่อของวิลมีร้านเบเกอรี่ และด้านนอกของร้านก็มีกำแพงตั้งอยู่

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อเกิดอยากได้กำแพงใหม่ เลยทุบกำแพงเดิมทิ้ง และบอกวิลกับน้องชายว่าให้ทั้งสองคนก่อกำแพงขึ้นมาใหม่

วิลประท้วงพ่อว่าจะไปทำได้ยังไง พวกเขายังเด็กอยู่เลย แต่พ่อก็ยังยืนกราน วิลกับน้องก็เลยต้องจำใจ

ทุกวันหลังเลิกเรียน วิลและน้องชายจะไปที่ร้านเบเกอรี่เพื่อก่อกำแพง ผสมปูนและก่ออิฐทีละก้อน จนกำแพงค่อยๆ สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากผ่านไปหนึ่งปีครึ่ง พวกเขาก็วางอิฐก้อนสุดท้าย

พ่อเดินออกมาจากร้านเบเกอรี่ ยืนมองกำแพงที่เสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะหันมาพูดกับวิลว่า

“จากนี้ไป อย่ามาบอกพ่ออีกนะว่าแกทำอะไรไม่ได้” (Don’t ever tell me you can’t do something again) แล้วพ่อก็เดินเข้าร้านไป

วิลยังจดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้แม้จะผ่านมาหลายสิบปี

“ผมได้เรียนรู้ว่า เราไม่ควรตั้งเป้าว่าจะสร้างกำแพง เราไม่ควรเริ่มด้วยการบอกตัวเองว่า ‘ฉันจะสร้างกำแพงที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา’

เราก็แค่บอกตัวเองว่า ‘ฉันจะวางอิฐก้อนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะวางได้’ ถ้าเราทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานเราก็จะก่อกำแพงได้สำเร็จ”

ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น อย่าไปเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “ฉันจะเป็นคนที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุด” เพราะมันโอเว่อร์และจริงจังเกินไป

การมีภาพตอนจบไว้ในใจไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่จงเริ่มต้นด้วยการบอกตัวเองว่า “วันนี้ฉันจะวางอิฐหนึ่งก้อนให้ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะวางได้”

อิฐก้อนนั้นจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ธุรกิจ นิสัย หรือความสัมพันธ์

ลองสำรวจดูว่ามีด้านไหนของชีวิตที่เราอยากปรับปรุงมากที่สุด แล้วก็เริ่มวางอิฐก้อนแรก

ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ ก็จงออกไปวิ่งเป็นครั้งแรก ถ้าเป็นเรื่องความคิดความอ่าน ก็จงเปิดอ่านหนังสือหน้าแรก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็ขอให้มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำสำเร็จได้โดยไม่ยากเย็นเกินไปนัก

แล้วพรุ่งนี้ เราค่อยกลับมาวางอิฐก้อนที่สอง

และวันถัดไป เราก็วางอิฐก้อนที่สาม

ถ้าทำอย่างนี้ได้วันแล้ววันเล่า เราก็จะกลายเป็นคนที่เยี่ยมยุทธ์ที่สุดในแบบของเราได้อย่างแน่นอน

-----

* “The Pursuit of Happyness” ชื่อหนังตั้งใจเขียนว่า Happyness แทนที่จะเป็น Happiness

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: John Michael Domingo’s answer to How do you make yourself a better person?

https://anontawong.com/2022/01/10/one-brick/