Showing posts with label sleep. Show all posts
Showing posts with label sleep. Show all posts

Saturday, December 12, 2009

Sleeping

1)ทำไมเราต้องนอน? ,แสงสว่างกับการนอน จาก ซาลามันเดอร์ สู่คน
2)วิทยาศาสตร์เบื้องต้นของการนอน
3)เราควรจะนอนวันละกี่ชั่วโมง การอดนอน และการงีบหรือหลับช่วงสั้น
4)อาการที่เกิดร่วมกับการหลับ (กระตุกขณะหลับ, ละเมอ, การเดินละเมอ)
5)ฝัน
6)นอนไม่หลับ
7)ผีอำ
8)Sleep in different animal species

บทความเกี่ยวกับการนอนทั้งหมดนี้
คัดลอก(ดัดแปลง)มาจาก
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8397538/X8397538.html
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8426057/X8426057.html
โดยคุณ'โอ้ละหนอ'
และ http://health2you.blog.mthai.com/

Pineal gland

การหลับคืออะไร?
=============
Sleep คือ สภาวะการหมดสติ (unconsciousness)
สภาวะทางพฤติกรรมซึ่งมีการหลุดพ้นของการรับรู้
และการไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
โดยที่สามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้

ส่วน Coma เป็นสภาวะการหมดสติ
แต่ไม่สามารถปลุกได้ด้วยการกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าต่างๆ


การมีสติ และการหมดสติ
==================
เราแบ่งภาวะการมีสติ หรือ “Consciousness” เป็น 3 ช่วง คือ
awake, asleep, drowsy

โดยดูจาก 2 ทาง คือ
1) ทางพฤติกรรม
2) ดูการทำงานของสมอง โดยผ่าน electroencephalogram (EEG)


Why Sleep?
==========
การนอนไม่ใช่การพักการทำงานของสมองทั้งหมด
ที่จริง สมองเราไม่ได้หยุดการทำงานเลย

>>แล้วทำไมเราต้องนอนด้วยล่ะ?

เหล่านักวิทยาศาสตร์คาดว่า..

1. การนอนหลับ คือ การปรับตัว (Sleep is adaptive)
- เพื่อแบ่งปันอาหารให้สัตว์ต่าง species
- เพื่อสะสมพลังงาน
สัตว์ที่ metabolism สูง--> นอนมาก
- หลีกเลี่ยงการถูกล่า ในความมืด
- เพื่อช่วยควมคุมอุณหภูมิของร่างกาย (Thermoregulation)
การหลับ ช่วยให้ร่างกายเย็นลง

2. การนอนหลับ คือ การฟื้นฟูร่างกาย (Sleep is restorative)
เพื่อฟื้นฟูร่างกาย ช่วยการซ่อมแซมส่วนสึกหรอ
- growth hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต จะหลั่งมากขณะหลับ
ดังนั้น น้องๆที่ขายพวงมาลัย ตามสี่แยก ไม่หลับ ไม่นอน
จะเห็นว่าตัวแกร็นๆกันทั้งนั้น คาดว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากการอดนอนด้วย

3. การนอนหลับช่วยในการเรียนรู้ (Sleep promotes learning)
การอดนอนมีผลต่อการเรียนรู้ การอดนอนในช่วง REM ทำให้การ
เรียนรู้แย่ลง


แสงสว่างกับการนอน
===============
แท้ที่จริงสัตว์ต่าง ๆ ล้วนมีโครงสร้างของสรีระร่างกายที่กำหนดว่า
สัตว์นั้นเป็นสัตว์กลางวันหรือสัตว์กลางคืน
อย่างค้างคาว นกฮุก แมว ต้องถือว่าเป็นสัตว์กลางคืน
เพราะมีเรดาร์มีตาโตเอาไว้ใช้งานตอนกลางคืน
แต่คนเราเป็นสัตว์กลางวัน

เดิมทีสัตว์มีกระสูกสันหลัง ชนิดแรกของโลกคือตัว ซาลามันเดอร์
มีตาอยู่ 3 ดวง
ดวงตาที่ 3 เป็นเกล็ดอยู่ ตรงกลางหน้าผากคอยทำหน้าที่รับแสงตะวัน
เวลากลางวันและสร้างฮอร์โมน ซีโรโตนิน ทำให้มันแจ่มใส ออกมาหากิน
ส่วนเวลากลางคืนนั้นจะสร้างฮอร์โมน เมลาโตนิน (Melatonin) ทำให้มันง่วงนอน

(เมลาโทนินถูกสร้างในตอนกลางวันด้วย
แต่จะน้อยกว่าตอนกลางคืน
เนื่องจากอิทธิพลของแสง)

ครั้นวิวัฒนาการจนมาเป็นคน
เกล็ดนี้จมลึกเข้าไปในหน้าผาก
กลายเป็นต่อมเหนือสมอง หรือ ต่อมไพเนียล (pineal gland)
ยังคงสร้างฮอร์โมน สองชนิดนี้อยู่สลับกันทุกวัน
หรือเรียกอีกอย่างว่า ต่อมนาฬิกาขีวภาพ (biological clock)
ที่ปลุกให้เราตื่นในตอนเช้า
และกล่อมให้เราหลับในกลางคืนโดย อัตโนมัติ

>>ทำไมเด็กบางคนนอนตื่นสาย

นาฬิกาเวลาของวัยรุ่น ช้ากว่าเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี เกือบ 2 ชั่วโมง

ฮอร์โมน เมลาโทนิน (melatonin) ที่ทำให้ง่วง
สำหรับเด็กอายุก่อน 13 ปี จะหลั่งช่วง 20.00-21.00 นาฬิกา
ส่วนของวัยรุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นช่วง 23.00 น.

ฮอร์โมนคอร์ทิโซล (cortisol) ที่กระตุ้นการตื่น
ในวัยรุ่นจะหลั่งหลัง 8.15 น. ทำให้วัยรุ่นสลึมสลือตอนเช้า

องค์ความรู้เหล่านี้อาจนำไปสู่การจัดการศึกษาได้ โดยเลื่อนเวลาเรียนให้สายกว่านี้หน่อย


>>ผลของเมลาโทนินต่อการเจริญเติบโต

ถ้าต่อมไพเนียลไม่สามารถสร้างเมลาโทนินได้ จะทำให้เป็นหนุ่มเร็วกว่าปกติ
แต่ถ้าสร้างมากเกินไปจะทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวช้ากว่าปกติ

>>ถ้าต่อมไพเนียลถูกรบกวน

การตากแสงไฟดึก ๆ จึงเป็นการรบกวนต่อมไพเนียล
ซึ่งเป็นนายเหนือต่อมฮอร์โมนทั่วร่างกาย
มันส่งคำสั่งไปยังต่อมใต้สมองไป ไทรอยด์ ต่อมหมวกไต รังไข่ และอัณฑะ
ถ้าต่อมไพเนียลทำงานผิดเพี้ยนไป ฮอร์โมนทั่วร่างกายก็ผิดเพี้ยนไปด้วย

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ทำการทดลองส่องไฟ ในหนูทดลองตลอดคืน
ทำอยู่เช่นนั้นหลายวัน ปรากฏว่า หนูทดลองถึงกับแท้งลูก

งานวิจัยอีกชิ้นในสหรัฐฯ
ทดลองในพยาบาลเวรดึกกลุ่มหนึ่งให้ออกเวรแล้ว
เดินผ่านอุโมงค์มืด ๆ ไปเข้านอน
อีกกลุ่มให้เดินผ่านแสงตะวันยามเช้าไปนอน
เมื่อเจาะเลือดเปรียบเทียบระดับฮอร์โมนของร่างกาย
พบว่า พยาบาลกลุ่มหลังฮอร์โมนแปรปรวนไปหมด
ขณะที่กลุ่มแรกฮอร์โมนยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ


>> circadian rhythm
นาฬิกาชีวิตที่กำหนดกลางวัน-กลางคืน
(ควบคุมวงจรตื่น-หลับ)

เส้นสีแดง (sleep urge) แสดงระดับความง่วงปกติ
ซึ่งมีจุดสูงสุด (peak) 2 เวลา คือ
24.00 และ 14.00 นาฬิกา

เส้นสีดำ (sleep need) แสดงความต้องการนอน
เส้นความต้องการนอนนี้ ถ้าเพิ่มถึงระดับหนึ่ง
คนจะเริ่มหลับในช่วงสั้นๆ (หรือวูบโดยไม่หลับตา) 2-3 วินาที
(microsleeps)
และตามมาด้วยการหลับใน

เส้นประแนวเฉียงใต้เส้นสีดำ แสดงการเข้านอน
ซึ่งจะทำให้ความต้องการนอนลดลง


>>ผลกระทบที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของนาฬิกาขีวภาพ
(Circadian rhythm disorders) ที่พบได้บ่อย ได้แก่
delayed sleep phase syndrome (DSPS),
advanced sleep phase syndrome (ASPS),
jet lag,
shift work
และ การเข้านอน - ตื่นนอนไม่เป็นเวลา (irregular sleep-wake patterns)

อาการเหล่านี้ทำให้เกิดการไม่สมดุลระหว่าง
ความต้องการนอนและสถานการณ์แวดล้อม
ผลก็คือ ง่วงผิดที่ผิดทางนั่นเอง