☆☆ เกมคิดดี ☆☆
บรรยายโดย หนุ่มเมืองจันท์
“ธนา เธียรอัจฉริยะ” เคยพูดเรื่อง “เกมคิดดี” ในงาน Ignite Thailand
“คิดดี-คิดบวก”
“ธนา” เชื่อว่าฝึกได้
“ธนา” เริ่มต้นเล่าถึงทีมขายเคลื่อนที่ของ “ดีแทค” ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เงินเดือนน้อยที่สุดขององค์กร
แต่ทำงานหนักที่สุด
แต่ปรากฏว่าน้องกลุ่มนี้เป็นคนที่มีพลังมาก ไม่เคยบ่น และเมื่อว่างจากการทำงานก็มีจิตสาธารณะไปช่วยชุมชนกวาดลานวัด
“ธนา” สงสัยมานาน ว่าทำไมคนกลุ่มนี้จึงมี “ทัศนคติ” ที่ดี
จนเมื่อเขาได้คลุกคลีกับน้องๆ กลุ่มนี้
“ธนา” จึงได้รู้จัก “เกมคิดดี”
เกมนี้น้องๆ จะเล่นกันเป็นประจำตอนพัก มีกติกาคือให้ทุกคนคิดถึงทุกอย่างในแง่ดี
หัวหน้าจะตั้งคำถาม
“แดดออกดีอย่างไร”
น้องคนหนึ่งยกมือ …ดีเพราะชาวบ้านจะมาที่ตลาด ทุกคนมารวมตัวกันที่เดียว ไม่ต้องไปขายไกลๆ
“ฝนตกดีอย่างไร”
“ดี” อีกคนหนึ่งตอบ
“ฝนตก คนออกจากบ้านไม่ได้ เราจะมีโอกาสคุยกับลูกค้านานขึ้น”
“หมาเห่าดีอย่างไร”
คราวนี้เริ่มยาก ทุกคนหันไปมองหน้ากัน แล้วคนหนึ่งก็คิดได้
“เราจะไม่เจ็บคอตะโกนเรียก เพราะเจ้าของบ้านจะเดินออกมาเอง”
โหย…ใช้ได้
หา “มุมบวก” เก่งจริงๆ
“ธนา” เชื่อว่า “ทัศนคติ” เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต
หลักคิดของเขาก็คือ ถ้าเราไม่ชอบอะไรก็ตาม ให้พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราไม่ชอบให้ได้
แต่ถ้ายังเปลี่ยนไม่ได้
“เราต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อสิ่งนั้น”
“ธนา” นั้น เชื่อว่าการมองโลกในแง่ดีนั้นเป็นทั้ง “พรสวรรค์” และ “พรแสวง”
ใครที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ก็ถือว่าเป็นคนโชคดี
แต่ถ้าใครไม่มีเรดาร์แบบนี้ติดตัวมา เขาก็เชื่อว่าสามารถฝึกฝนได้
แล้ว “ธนา” ก็เริ่มต้นเล่น “เกมคิดดี” บนรถกับลูกสาวทั้ง 2 คน
คนหนึ่ง อายุ 7 ขวบ อีกคนหนึ่งอายุ 5 ขวบครึ่ง
เขาบอกลูกๆ ว่าลองคิดทุกอย่างในแง่บวก
หา “ข้อดี” ของทุกเรื่องราวในชีวิตให้เจอ
ถามว่าอยู่ที่บ้านดีอย่างไร
“มีของเล่นเยอะ”
อยู่ที่โรงเรียนดีอย่างไร
“ได้เจอเพื่อน”
“แล้วรถติดดีอย่างไร”
คราวนี้ลูกสาวทั้ง 2 คนเริ่มโยเย เพราะแต่ละคนเบื่อสภาพรถติดมาก จะบ่นตลอดเวลา
“ไม่เห็นมีอะไรดีเลย” ลูกคนโตเริ่มโวย
“ไม่ได้ ก็บอกแล้วไงว่าเราเล่นเกมคิดดี” คุณพ่อไม่ยอม
ลูกสาวคนเล็กนั่งคิดอยู่แวบหนึ่งแล้วก็ยกมือ
“พ่อ หนูคิดออกแล้ว รถติดมีข้อดี เพราะพ่อจะได้หันหน้ามาคุยกับหนู”
น่ารักมาก…
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่รถติด ลูกสาวทั้ง 2 คน จะตะโกนลั่นรถ
“รถติดแล้ว คุณพ่อหันมาคุยหน่อย”
ลูกสาวของ “ธนา” ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมาแตร์เดอีฯ แถวสีลม
ส่วน “ธนา” ทำงานที่ดีแทค จามจุรี สแควร์
ตอนที่รู้ว่าลูกสอบติดที่ “มาแตร์” ด้านหนึ่งก็ดีใจ แต่ด้านหนึ่งก็ทุกข์ใจ เพราะต้องไปส่งลูกสาวทุกเช้า
จากเดิมที่ตื่น 7 โมง ก็ต้องตื่นตอนตี 5 ครึ่ง เพื่อไปส่งลูกให้ทันเข้าเรียน 7 โมง
สัปดาห์แรก “ธนา” ทุกข์หนัก และคิดในแง่ลบว่าชีวิตของเขาต้องเป็นอย่างนี้อีก 12 ปี เชียวหรือ
แต่เมื่อตั้งหลักได้ เขาก็เริ่ม “เกมคิดดี”
เขาใช้เวลาช่วงก่อนเข้าทำงาน ไปวิ่งที่สวนลุมพินี
เช้าวันหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งมาทักทายเขา
“ประเสริฐ” เป็นนักวิ่งระดับแข่งมาราธอนมาแล้ว
เขาวิ่งทุกเช้า วันละ 40 นาที ระยะทาง 10 กิโลเมตร
“ตอนแรกผมวิ่งแค่ 300 เมตร ก็จะเป็นลม แต่ตอนนี้วิ่งทุกเช้ามา 4 ปีแล้ว”
“ธนา” เริ่มเอะใจ จึงถามถึงเหตุผลที่ “ประเสริฐ” หันมาวิ่ง
“ลูกสาวผมเรียนที่มาแตร์” เขาตอบ
“ลูกพี่อยู่ ป.4 ใช่ไหม” ธนาถาม
“ใช่” ประเสริฐทำหน้างงๆ “คุณธนารู้ได้ไง”
“ธนา” ไม่ได้เล่าต่อ
แต่เขาจบเรื่องเล่าบนเวทีด้วยการทำนายอนาคตตัวเอง
“ผมรู้แล้วว่าอีก 4 ปี ผมจะเป็นนักวิ่งมาราธอนแน่นอน”
●●●●●●
ขอบคุณ:
http://www.youtube.com/watch?v=RKefKOD_Bxc,
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1302239032
ประสพการณ์, เรื่องราวทั่วไป, แง่คิด, มุมมอง ที่น่าสนใจ - สิริพงษ์ พงศ์ภิญโญภาพ
Showing posts with label Positive Thinking. Show all posts
Showing posts with label Positive Thinking. Show all posts
Thursday, July 24, 2014
Tuesday, January 18, 2011
Positive Thinking
การมองโลกในแง่ดีนั้นม ีหลายแบบ แต่แบบที่ผมกำลังจะพูดถึงนั ้นคือ การมองหาสิ่งดีๆที่มีอยู่จร ิง จากเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นใ นชีวิต เพื่อให้เรามีกำลังใจในการแ ก้ปัญหา และ เพื่อให้ชีวิตสามารถเดินหน้ าต่อไปได้ครับ
ที่ต้องเน้นว่าเป็นสิ่งดีๆท ี่มีอยู่จริงก็เพราะว่า การที่เราพยายามคิดอะไรดีๆข ึ้นมาโดยที่ไม่มีมูลความจริ ง
เช่น หากคุณบอกลูกว่า "ที่เพื่อนชอบมาตบหัวหนูทุก วัน เขาอาจจะแค่อยากเล่นกับหนูก ็ได้นะลูก" หรือ
หากคุณบอกกับเพื่อนของคุณว่ า "ที่แฟนเธอแอบไปมีกิ๊กอยู่บ ่อยๆ นั่นเขาอาจจะแค่เผลอไปโดยไม ่ได้ตั้งใจก็ได้นะ"
สำหรับผมแบบนี้ไม่ได้เรียกว ่า "มองโลกในแง่ดี" แต่เรียกว่า "หลอกตัวเอง" ซึ่งการคิดแบบนี้มักจะไม่ช่ วยให้อะไรดีขึ้นสักเท่าไหร่ ครับ
โดยตัวอย่างของการมองมุมบวก แบบไม่หลอกตัวเอง ได้แก่
1.เรายังเหลืออะไรอยู่บ้าง
หรือที่เราเรียกว่าเทคนิค “น้ำครึ่งแก้ว” นั่นคือ การมองว่าเรื่องร้ายๆที่เกิ ดขึ้นกับเรานั้นจริงๆแล้วมั นไม่ได้พรากทุกอย่างไปจากเร า
เช่น หากคลื่นสึนามิพัดบ้านเราหา ยไป เราก็ยังมีอวัยวะเหลืออยู่ค รบ 32
หรือหากขาขวาของเราขาดไปด้ว ย เราก็ยังเหลือขาซ้าย
หากขาซ้ายก็ขาดไปอีก เราก็ยังเหลือแขน 2 ข้าง
และถ้าแขนทั้ง 2 ข้างก็ขาด เราก็ยังเหลือหัวอยู่ครับ
หรือถ้าหัวของเราก็ขาดไปด้ว ย ก็แปลว่าเราคงไม่ต้องคิดอะไ รมากแล้วครับ
2.โชคดีที่เรื่องที่แย่กว่า นี้ไม่เกิดขึ้น
การคิดแบบนี้จะคล้ายกับข้อแ รก แต่จะเป็นการมองว่า โชคดีแค่ไหนแล้วที่เรื่องที ่เกิดขึ้นไม่ได้เลวร้ายไปกว ่านี้ เช่น
หากคุณจับได้ว่าแฟนนั้นแอบไ ปมีกิ๊ก ก่อนที่คุณจะแต่งงานกับเขา คุณก็สามารถบอกตัวเองได้เลย ครับว่า
“โชคดี ที่รู้ก่อนแต่ง”
หรือ ถ้าหากคุณเพิ่งแต่งงานกับเข าได้ไม่ถึง 1 เดือน แล้วเขามีกิ๊ก คุณก็สามารถบอกตัวเองได้อีก ครับว่า
“โชคดี ที่รู้ก่อนที่จะมีลูก”
หรือ ถ้าคุณมีลูกกับเขาไปแล้ว 1 คน แล้วเขามีกิ๊ก คุณก็ยังสามารถบอกตัวเองได้ ครับว่า
“โชคดี ที่รู้ตอนมีลูกแค่คนเดียว” (ถ้าเลิกกันก็ยังพอที่จะเลี ้ยงเองได้)
และแน่นอนครับว่า หากคุณจับได้ว่าเขามีกิ๊ก ตอนคุณมีลูกกับเขาไปแล้ว 3,152 คน ก็ย่อมดีกว่าที่คุณจะไปจับไ ด้ตอนที่คุณมีลูกกับเขา 3,153 คนครับ
3.เรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นนี ้ “สอน” อะไรเราบ้าง
เชื่อมั้ยครับว่าทุกครั้งที ่เรา
ต้อง “สูญเสีย” อะไรบางอย่างไป ไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สิน โอกาสในชีวิต หรือ
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น เราก็มักจะได้ ความรู้ หรือ
ประสบการณ์ชีวิตเพิ่มขึ้นมา ด้วยเสมอ
เช่น การเผลอเปิดเตาแก๊สทิ้งไว้ จนไฟไหม้บ้านนั้นจะทำให้เรา รู้ว่า “เราควรปิดวาว์ลแก๊สทุกครั้ งหลังจากใช้เสร็จ”
การให้เพื่อนสนิทยืมเงิน แล้วเพื่อนไม่คืน จนเลิกคบกัน สอนให้เรารู้ว่า “เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใค ร”
การกินเหล้าจนเมาแอ๋แล้วไปข ับรถ จนรถชนพังยับไปทั้งคันนั้น ก็สอนให้เรารู้อีกว่า “เมาไม่ขับ”
โดยสิ่งที่คุณต้องเสียไปนั้ น จริงๆแล้วมันคือ “ค่าเล่าเรียน” ที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อให้ได ้ความรู้ หรือ ประสบการณ์ชีวิตอันล้ำค่านั ้นมาครับ
และแน่นอนครับว่าค่าเล่าเรี ยนที่คุณต้องจ่ายนั้นมักจะม ีราคาแพง นั่นเป็นเพราะว่าคุณได้เข้า เรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่ อเสียงที่สุดในโลก นั่นคือ “มหาลัยชีวิต” นั่นเองครับ
ดังนั้นเมื่อเสียค่าเล่าเรี ยนไปแล้ว ก็อย่าลืมนำความรู้ที่ได้ไป ใช้ในการพัฒนาตนเองเพื่อป้อ งกันไม่ให้เกิดเรื่องร้ายๆซ ้ำรอยเดิมอีกนะครับ
เพราะหากคุณยังคงคิดแบบเดิม ๆ ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่ชีว ิตคุณจะกลับมาเจอปัญหาแบบเด ิมๆ และเมื่อนั้นคุณอาจจะต้องจ่ าย “ค่าเล่าเรียน” ซ่อมเสริมอีกรอบนึง
ที่มา หมอตั้ม : https://www.facebook.com/Growingupnormal/photos/a.257974647717243.1073741829.257704944410880/306113039570070/?type=1
มองโลกในแง่ดี
===========
๑. อะไรที่เกิดขึ้นล้วนดีทั้งนั้น อย่างน้อยก็ยังดีที่ไม่แย่ไปกว่านั้น
ตัวอย่างคนที่คิดแบบนี้คือ พระปุณณะ
ครั้งที่ขออนุญาตพระพุทธเจ้า ไปเมืองสุนาปรันตะ
ซึ่งพระปุณณะตอบพระพุทธเจ้าว่า
ถ้าเขาด่า ก็ยังดีกว่าเขาทุบตี
ถ้าเขาทุบตี ก็ยังดีกว่าเขาเอาก้อนหินมาขว้าง
ถ้าเขาเอาก้อนหินมาขว้าง ก็ยังดีกว่าเขาเอาไม้มาฟาด
เป็นต้น
๒. นอกเหนือจากสิ่งแย่ๆ ก็ยังมีสิ่งดีอีกมากเคียงคู่กัน
เช่น แม้รายได้จะลด แต่ยังมีสุขภาพที่ดี ครอบครัวที่อบอุ่น เป็นต้น
เรามัวแต่ไปจดจ่อกับสิ่งที่ไม่ดี เลยรู้สึกแย่
วันหนึ่งครูชูกระดาษแผ่นหนึ่งให้นักเรียนดู
แล้วถามนักเรียนว่าเห็นอะไรบ้าง
นักเรียนทั้งชั้นบอกว่า เห็นกากบาทสีดำอยู่มุมซ้ายของกระดาษ
ครูจึงถามว่า แล้วนักเรียนไม่เห็นสีขาวของกระดาษบ้างเลยหรือ
ที่มา สุขแท้ด้วยปัญญา (พระไพศาล วิสาโล)
การรับมือกับปัญหาด้วย OPTIM
- Others หาแหล่งสนับสนุนอื่นๆ หรือเรียนรู้จากผู้อื่น ด้วยคำถามว่า "คนอื่นเขาทำกันอย่างไร"
- Positive views มองหาด้านบวก "เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เราเรียนรู้อะไร ฝึกฝนในเรื่องอะไร หากเราผ่านเรื่องนี้ไปได้ เราจะเป็นอย่างไร" ท้อเป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร
- Time frame มองหาเวลาสิ้นสุด หรือมองย้อนเวลา "ปัญหาเริ่มเมื่อใด คิดว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด"
- Impact มองไปที่ผลกระทบ "ถ้าหนักกว่านี้ จะเป็นอย่างไร" (ยังดีนะที่ไม่ถึงขนาดนั้น)
- Manage มองถึงการจัดการเรื่องนี้ด้วยด้วยตนเอง "มีอะไรบ้างที่เราพอจะทำได้บ้าง ในตอนนี้ แม้จะไม่มากก็ตาม เพื่อคลี่คลายปัญหาและลดผลกระทบ"
ที่มา สอนให้ลูกคิดบวก
ที่ต้องเน้นว่าเป็นสิ่งดีๆท
เช่น หากคุณบอกลูกว่า "ที่เพื่อนชอบมาตบหัวหนูทุก
หากคุณบอกกับเพื่อนของคุณว่
สำหรับผมแบบนี้ไม่ได้เรียกว
โดยตัวอย่างของการมองมุมบวก
1.เรายังเหลืออะไรอยู่บ้าง
หรือที่เราเรียกว่าเทคนิค “น้ำครึ่งแก้ว” นั่นคือ การมองว่าเรื่องร้ายๆที่เกิ
เช่น หากคลื่นสึนามิพัดบ้านเราหา
หรือหากขาขวาของเราขาดไปด้ว
หากขาซ้ายก็ขาดไปอีก เราก็ยังเหลือแขน 2 ข้าง
และถ้าแขนทั้ง 2 ข้างก็ขาด เราก็ยังเหลือหัวอยู่ครับ
หรือถ้าหัวของเราก็ขาดไปด้ว
2.โชคดีที่เรื่องที่แย่กว่า
การคิดแบบนี้จะคล้ายกับข้อแ
หากคุณจับได้ว่าแฟนนั้นแอบไ
“โชคดี ที่รู้ก่อนแต่ง”
หรือ ถ้าหากคุณเพิ่งแต่งงานกับเข
“โชคดี ที่รู้ก่อนที่จะมีลูก”
หรือ ถ้าคุณมีลูกกับเขาไปแล้ว 1 คน แล้วเขามีกิ๊ก คุณก็ยังสามารถบอกตัวเองได้
“โชคดี ที่รู้ตอนมีลูกแค่คนเดียว” (ถ้าเลิกกันก็ยังพอที่จะเลี
และแน่นอนครับว่า หากคุณจับได้ว่าเขามีกิ๊ก ตอนคุณมีลูกกับเขาไปแล้ว 3,152 คน ก็ย่อมดีกว่าที่คุณจะไปจับไ
3.เรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นนี
เชื่อมั้ยครับว่าทุกครั้งที
เช่น การเผลอเปิดเตาแก๊สทิ้งไว้ จนไฟไหม้บ้านนั้นจะทำให้เรา
การให้เพื่อนสนิทยืมเงิน แล้วเพื่อนไม่คืน จนเลิกคบกัน สอนให้เรารู้ว่า “เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใค
การกินเหล้าจนเมาแอ๋แล้วไปข
โดยสิ่งที่คุณต้องเสียไปนั้
และแน่นอนครับว่าค่าเล่าเรี
ดังนั้นเมื่อเสียค่าเล่าเรี
เพราะหากคุณยังคงคิดแบบเดิม
ที่มา หมอตั้ม : https://www.facebook.com/Growingupnormal/photos/a.257974647717243.1073741829.257704944410880/306113039570070/?type=1
มองโลกในแง่ดี
===========
๑. อะไรที่เกิดขึ้นล้วนดีทั้งนั้น อย่างน้อยก็ยังดีที่ไม่แย่ไปกว่านั้น
ตัวอย่างคนที่คิดแบบนี้คือ พระปุณณะ
ครั้งที่ขออนุญาตพระพุทธเจ้า ไปเมืองสุนาปรันตะ
ซึ่งพระปุณณะตอบพระพุทธเจ้าว่า
ถ้าเขาด่า ก็ยังดีกว่าเขาทุบตี
ถ้าเขาทุบตี ก็ยังดีกว่าเขาเอาก้อนหินมาขว้าง
ถ้าเขาเอาก้อนหินมาขว้าง ก็ยังดีกว่าเขาเอาไม้มาฟาด
เป็นต้น
๒. นอกเหนือจากสิ่งแย่ๆ ก็ยังมีสิ่งดีอีกมากเคียงคู่กัน
เช่น แม้รายได้จะลด แต่ยังมีสุขภาพที่ดี ครอบครัวที่อบอุ่น เป็นต้น
เรามัวแต่ไปจดจ่อกับสิ่งที่ไม่ดี เลยรู้สึกแย่
วันหนึ่งครูชูกระดาษแผ่นหนึ่งให้นักเรียนดู
แล้วถามนักเรียนว่าเห็นอะไรบ้าง
นักเรียนทั้งชั้นบอกว่า เห็นกากบาทสีดำอยู่มุมซ้ายของกระดาษ
ครูจึงถามว่า แล้วนักเรียนไม่เห็นสีขาวของกระดาษบ้างเลยหรือ
ที่มา สุขแท้ด้วยปัญญา (พระไพศาล วิสาโล)
การรับมือกับปัญหาด้วย OPTIM
- Others หาแหล่งสนับสนุนอื่นๆ หรือเรียนรู้จากผู้อื่น ด้วยคำถามว่า "คนอื่นเขาทำกันอย่างไร"
- Positive views มองหาด้านบวก "เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เราเรียนรู้อะไร ฝึกฝนในเรื่องอะไร หากเราผ่านเรื่องนี้ไปได้ เราจะเป็นอย่างไร" ท้อเป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร
- Time frame มองหาเวลาสิ้นสุด หรือมองย้อนเวลา "ปัญหาเริ่มเมื่อใด คิดว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด"
- Impact มองไปที่ผลกระทบ "ถ้าหนักกว่านี้ จะเป็นอย่างไร" (ยังดีนะที่ไม่ถึงขนาดนั้น)
- Manage มองถึงการจัดการเรื่องนี้ด้วยด้วยตนเอง "มีอะไรบ้างที่เราพอจะทำได้บ้าง ในตอนนี้ แม้จะไม่มากก็ตาม เพื่อคลี่คลายปัญหาและลดผลกระทบ"
ที่มา สอนให้ลูกคิดบวก
Labels:
Positive Thinking,
The way of living
Subscribe to:
Posts (Atom)