Showing posts with label Business. Show all posts
Showing posts with label Business. Show all posts

Monday, July 5, 2021

omotenashi จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น

แนะนำรุ่นไหนดี ??

เวลาไปร้านอาหารแล้วนึกเมนูไม่ออก
หลายคนคงถามกัปตันร้านว่ามีอะไรแนะนำบ้างมั้ย
และถ้ากัปตันแนะนำจานปลาจานหนึ่ง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่กัปตันแนะนำนั้นเพราะว่าปลาสดและอร่อยเพิ่งเข้ามาจริงๆ หรือเพราะกัปตันถูกสั่งจากเจ้าของให้รีบผลักสต๊อกปลาเนื่องจากใกล้หมดอายุแล้ว หรือเพราะว่ากัปตันได้คอมมิชชั่นจากปลาตัวนั้นสูงเพราะกำไรดี


ไม่ต่างจากเวลาเราไปซื้อทีวีซักเครื่องหลังจากไม่ได้ซื้อมาเป็นปีไม่รู้ว่ารุ่นไหนดียังไง ยี่ห้อไหนต่างจากยี่ห้อไหนยังไง พนักงานร้านใหญ่ๆบางคนก็สังกัดตามแบรนด์ก็จะเชียร์แบรนด์ตัวเอง หรือถ้าแนะนำรุ่นนี้ ยี่ห้อนั้น

เราก็ยังไม่แน่ใจว่าที่น้องเขาแนะนำนั้นเป็นเพราะน้องได้คอมมิชชั่นเยอะจากรุ่นที่แนะนำ หรือร้านให้ผลักสต๊อก หรือว่ารุ่นนั้นดีจริงๆ

เวลาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแนวทีวี ตู้เย็นอะไรแบบนี้ ถามน้องเขาทีไรก็จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งทุกที


.......


ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นเชนสโตร์ที่ญี่ปุ่นชื่อ โนจิม่า
ไม่ได้เป็นร้านใหญ่โตอะไรนักและต้องแข่งกับคู่แข่งอย่าง big camera และร้านออนไลน์ที่เน้นราคาถูกเป็นหลัก  
แต่ร้านนี้มีวิธีคิดและสร้าง “ทีเด็ด” ของร้านด้วยการเน้นการบริการเป็นหลัก  
ด้วยสินค้าที่คล้ายๆกับคนอื่น แต่โนจิม่ามาเน้น “ความเป็นกลาง” ในการขาย
ไม่รับเซลล์แต่ละแบรนด์ที่มายืนเชียร์สินค้า ยอมตัดกำไรตรงนั้นออกไป
แล้วอบรมพนักงานในศึกษาทุกแบรนด์ให้ละเอียด
และต้องบอกให้ได้ว่าแต่ละแบรนด์มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกันอย่างไร  

ถ้ามีคุณยายมาซื้อเครื่องซักผ้า พนักงานก็จะช่วยเป็นที่ปรึกษา
เข้าใจคุณยายตั้งแต่ว่าคุณยายอยู่คนเดียวมั้ย มีลูกหลายช่วยรึเปล่า
ซักวันละกี่ชิ้น แล้วอีกสิบปีพอยกฝาไม่ไหวจะทำอย่างไร
แล้วก็จะแนะนำรุ่นที่เหมาะสมให้
ซึ่งความใส่ใจ ความเป็นกลางและความเข้าใจความต้องการเฉพาะบุคคลนี้หาไม่ได้จากในเน็ต
หรือในร้านใหญ่ที่แข่งด้านราคา
ความทุ่มเทของพนักงานก็ทำให้ลูกค้าเกรงใจไม่กล้าไปถามแล้วไปซื้อในเน็ตอีกด้วย
ทำให้โนจิม่ามี positioning ที่ชัดเจน
มีลูกค้าประจำเป็นของตัวเองและอยู่รอดได้ในสภาวะการแข่งขันสูงแบบนี้

เรื่องราวคล้ายๆกันนี้ผมก็นึกถึง J.I.B ที่ตอนนี้เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีไทย
ตั้งแต่ตอนที่จิ๊บเปิดร้านเล็กๆร้านแรกที่เซียร์ รังสิต
เขาแทบไม่มีสต๊อกของตัวเอง ราคาก็สู้รายใหญ่ไม่ได้
แต่จิ๊บอาศัยความจริงใจ ใช้เวลากับลูกค้าแต่ละคนนานมากๆในการถามลักษณะการใช้งาน
และประกอบคอมพ์ตามความต้องการจริงๆ
มีปัญหาก็กลับมาได้และจิ๊บก็ดูแลอย่างดี
ลูกค้าหลายคนมาถามแล้วไปดูราคาร้านอื่นถูกกว่าก็ยังเดินกลับมาซื้อกับจิ๊บ
ที่แพงกว่านิดหน่อยก็เพราะความเกรงใจและความใส่ใจที่จิ๊บมีให้
ทำให้จิ๊บค่อยๆมีธุรกิจจนเติบใหญ่กลายเป็นเจ้าพ่อไอทีไทยจนวันนี้


https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=292306168901757&id=101815121284197

Bar B Q Plaza Human Management

 สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าลูกค้า

วันนี้ ในคลาส Next Gen Innovator ของสภาอุตสาหกรรม
ผมมีโอกาสได้ฟังบรรยายเรื่องการบริหารจัดการแบรนด์และการตลาด
จากคุณบุ๋ม บุญย์ญานุช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บาร์บีคิวพลาซ่า ร้านปิ้งย่างที่ผมว่ามาแรงที่สุดแล้วในยุคนี้
ฟังแล้วได้รับแรงบันดาลใจที่ดีมาก เลยอยากจะมาแชร์ให้เพื่อนๆต่อครับ

ต้องออกตัวก่อนว่า เอาจริงๆแล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ บาร์บีคิวพลาซ่า ซักเท่าไหร่
สิ่งที่ผมรู้หลักๆเกี่ยวกับแบรนด์นี้ก็คือ เป็นแบรนด์ที่มีการทำการตลาดออนไลน์ที่สุดยอดมากๆ
(ไม่ว่าจะเป็นคลิปวันแม่เมื่อปีที่แล้ว จนกระทั่งมาถึง Black Pan ที่เกาะกระแสการเปิดตัวของ iPhone7)
แต่กว่าบาร์บีคิวพลาซ่าจะเดินทางมาได้ถึงวันนี้ ก็ต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วหลายครั้ง
ลองมาฟังแนวคิดในการ “บริหารคน” และ “บริหารแบรนด์” ไปพร้อมๆกันเลยครับ

คุณบุ๋มเริ่มต้นเล่าว่า บาร์บีคิวพลาซ่านั้น จะให้ความสำคัญกับพนักงานมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
สำคัญยิ่งกว่าลูกค้าซะด้วยซ้ำ

เพราะธุรกิจร้านอาหารนั้น "ใช้คนเสิร์ฟคน" เพราะฉะนั้นบริษัทต้องดูแลพนักงานให้ดี พนักงานจะได้นำความรู้สึกดีๆไปส่งต่อความสุขให้กับลูกค้า
เมื่อลูกค้ามีความสุข เขาก็อยากจะกลับมาใช้บริการเราเรื่อยๆ ธุรกิจดี พนักงานก็มีความสุข เป็นวงจรที่ดีอย่างยั่งยืน
หลักการที่สำคัญคือ ห้ามดูแลพนักงานราวกับว่าเป็นแค่ลูกจ้าง
ประโยคทองที่คุณบุ๋มได้พูดไว้เลยก็คือ "จ่ายด้วยเงิน ได้แค่แรง จ่ายด้วยใจ จะได้ใจ”

เพราะฉะนั้นแล้ว แบรนด์ในมุมของบาร์บีคิวพลาซ่านั้นก็คือ คนทุกคนในบริษัท
ส่วนทางฝั่งของลูกค้านั้น คุณบุ๋มเล่าว่า ในชีวิตจริงของคนเรา จะสามารถแต่งงานมีคู่ชีวิตได้แค่คนเดียว
แต่ในธุรกิจ เธออยากแต่งงานกับลูกค้าทุกคนเลย จะได้รักกัน มาใช้บริการกันเรื่อยๆ เรียกว่าเป็น Customer Loyalty
เพราะฉะนั้น วิธีการจะได้ Customer Loyalty มาก็ต้องง่ายสุดๆ
เช่นการสมัครบัตรสมาชิกต้องห้ามซับซ้อนเด็ดขาด ลูกค้าขี้เกียจ
หลายแบรนด์ตกม้าตายตรงนี้มาแล้ว กว่าจะสมัครสมาชิกได้ที ซับซ้อนมากมาย ไม่เวิร์คเลย
และสิ่งที่สำคัญอีกข้อก็คือ แบรนด์ต้องไม่เสียจุดยืนทางการตลาด
แต่ไหนแต่ไรมา บาร์บีคิวพลาซ่าเน้นขายอาหารเป็นชุดอยู่แล้ว
แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสปิ้งย่างแบบบุฟเฟ่ต์ มาแรงแซงทางโค้งมากๆ ซึ่งก็ทำให้บาร์บีคิวพลาซ่าเขวเหมือนกันว่า
เอ...เราจะเปลี่ยนเป็นร้านแนวบุฟเฟต์ดีไหมนะ?
แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมเสียจุดยืนการขายอาหารเป็นชุด เพราะฉะนั้น ก็จะไม่ทำบุฟเฟ่ต์เด็ดขาด
แต่แค่เปลี่ยนวิธีการนั่นคือ ออกเมนูเพิ่มขึ้นอีกชุด เรียกว่าชุด Refill (ซึ่งมันก็คือบุฟเฟ่ต์นั่นแหล่ะ แต่จะออกมาแค่ปีละ 2 เดือนเท่านั้น)

ซึ่งเคสนี้ถือว่าสำเร็จมาก ทุกปีในช่วงนี้ ยอดขายจะพุ่งขึ้นสูงสุดเสมอ แถมไม่เสียจุดยืนทางการตลาดในการขายอาหารชุดด้วย
ปัจจุบัน บาร์บีคิวพลาซ่าเป็น Market Leader ในตลาดปิ้งย่างในประเทศไทยแล้วด้วย Market Share 58%

คุณบุ๋มได้กล่าวว่า การจะเป็นเบอร์ 1 นั้นก็ว่ายากแล้ว
แต่การจะรักษาเบอร์ 1 ให้คงไว้อย่างต่อเนื่องนั้นยากยิ่งกว่ามาก
ต้องมีการวางแผนการทำการตลาดแบบบูรณาการให้ดีอย่างเป็นระบบ
และที่สำคัญ ต้องสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำโปรโมชั่น , การตลาดแบบออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการทำ CSR
หลายคนนึกว่า โปรโมชั่นที่ดีคือ ต้องลดแลกแจกแถม เช่น มา 2 จ่าย 1 / มา 3 จ่าย 2
การออกโปรโมชั่นแบบนี้จะใช้เงินเยอะทั้งนั้น บางทียอดเพิ่มแต่ไม่มีกำไร

จะดีกว่าไหม? ถ้าเราทำ Promotion แบบใช้เงินน้อย เพราะบรรทัดสุดท้ายของการทำ Promotion คือ
"ทำแล้วให้ลูกค้ารู้สึกคุ้ม"
ซึ่งคุ้มในเชิงลูกค้านี่ ไม่จำเป็นต้องลดราคาเสมอไป อาจจะเป็นของ Premium ก็ได้

ซึ่งของ Premium นั้น ก็ต้องให้มัน Premium ที่คนอยากได้จริงๆ
(เทรนของร้านตอนนี้ก็คือ ลูกอยากได้พวงกุญแจบาร์บีกอน ซึ่งมีแค่ 20,000 อันเท่านั้น)
เพื่อนร่วมชั้นของผมได้ถามคุณบุ๋มถึง Clip วันแม่ ในปี 2015
(ซึ่งเป็นไวรัล ที่ดังที่สุดในโลกออนไลน์ในปีที่แล้ว) ว่าคัดเลือกพนักงานอย่างไร ตั้งกล้องเตี๊ยมกันหรือเปล่า? เพราะดูซาบซึ้งกันเหลือเกิน
คุณบุ๋มได้มาเฉลยว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง พนักงานจริง ไม่มีเตี๊ยม
ซึ่งเบื้องหลังคือ ฝ่าย HR จะคัดพนักงานดีเด่นที่สมควรจะได้รับรางวัลในปีนั้นอยู่แล้วประมาณ 100 คน จากพนักงานทั้งหมดสามพันกว่าคน

พนักงานที่เด่นเหล่านี้สามารถพาแม่มาทานที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าได้ฟรี 1 มื้อ ที่สาขาโลตัสบางใหญ่ และที่มันเจ๋งสุดยอดก็คือ
ในมื้อนั้นพนักงานระดับสูงทั้งหมด จะมาเป็นพ่อครัวและพนักงานในร้าน
ทำงานตั้งแต่ในส่วนของการเตรียมอาหาร เสิร์ฟอาหาร ยันไปถึงล้างจาน คุณพระ!
จากนั้นช่วงบ่ายก็จัดทริปพาทุกคนไปไหว้พระเก้าวัด เรียกว่า ได้ใจทั้งแม่ทั้งลูกกันเลยทีเดียว

ส่วนพนักงานอีกสามพันกว่าคนที่เหลือ ก็ได้วันหยุดเพิ่มอีก 2 วัน รวมเป็น 3 วันติดกัน จะได้พาแม่ไปเที่ยวได้
สำหรับเรื่องของนวัตกรรม หลายคนนึกว่านวัตกรรมมันต้องซับซ้อน เป็นของใหม่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
แต่สำหรับคุณบุ๋มแล้ว นวัตกรรมคือ
“ความคิดสร้างสรรค์ที่ทำได้จริง”

ตัวอย่างเช่น ทุกวันหลังเลิกครัว บาร์บีคิวพลาซ่าจะนำอาหารที่เหลือในการผลิตมาทำอาหารน้องหมา
แพ็คลงถุงอย่างดี ซึ่งก็ได้ทำมาแล้วมากกว่า 300,000 ถุง
และได้ออกแคมเปญว่า “สิ่งของที่เราดูว่ามีค่าน้อยแล้ว แต่มันอาจจะมีคุณค่ามหาศาลต่อชีวิตอื่น” ซึ่งก็ได้รางวัลที่คานส์ จากฝรั่งเศสด้วย
หรือจะเป็นการนำตะเกียบไม้เหลือใช้ มาผลิตเป็นโต๊ะนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร
พวกนี้เป็นได้ทั้งนวัตกรรมและ CSR ไปในตัวด้วย

พูดถึงเรื่องนวัตกรรม คงหลีกหนีไม่พ้น Black Pan ที่หลายคนให้ความสนใจ...
คุณบุ๋มเล่าว่า บริษัทได้วิจัยกระทะ + ระบบเตาสองขดลวดเป็นระยะเวลากว่า 6 ปี ใช้เงินวิจัยไปประมาณ 55 ล้านบาท
(อย่าแซวแกเรื่องกระทะ 999 บาทที่วางขายในบิ๊กซีนะครับ เดี๋ยวแกเคือง 555 – จริงๆแค่รูปร่างคล้ายๆครับ แต่เทคโนโลยีนี่คนละเรื่อง)
คุณบุ๋มบอกว่า กระทะก็เหมือนหัวใจของบาร์บีคิวพลาซ่า เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่ดีก็ต้องเปลี่ยน
(จริงๆบาร์บีคิวพลาซ่าก็รู้มาตั้งนานแล้วว่ามีคนบ่นเรื่องกระทะมากมาย)
แต่ถ้าจะเปลี่ยนหัวใจทั้งที ก็ต้องให้ชีวิตรอดด้วย ต้องเปลี่ยนแล้วดีขึ้นจริงๆ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสาขาที่เปลี่ยนเป็น Black Pan จำนวน 25 สาขา
ส่วนอีก 94 สาขาที่ยังไม่ได้ออก Black Pan
ลูกค้าก็สามารถลุ้นพวงกุญแจรุ่น Limited Edition จำนวน 20,000 ชิ้น
ที่เอากระทะทองเหลืองที่ไม่ได้ใช้แล้วจาก 25 สาขานั้น มาหลอม แล้วรันเลขที่ 1-20,000
ไฮไลท์มันอยู่ตรงที่ มีคนถามว่า ทำไมพวงกุญแจถึงแจกแค่ 94 สาขาที่ไม่ได้ยังไม่ได้เปลี่ยน??
คุณบุ๋มได้ตอบว่า เพราะจะให้ผู้จัดการสาขาที่เหลือ ไม่รู้สึกน้อยใจว่า
“เฮ้ย? ทำไมสาขาเรายังไม่ได้เปลี่ยนเป็นกระทะดำ?
ให้ผู้จัดการสาขาเขารู้ว่า เราก็ไม่ได้ลืมเขา
ทั้งหมดนี้ ก็มาจากตอนแรกที่บอกว่า “จิตใจของพนักงานต้องมาก่อนเสมอ” ปรบมือรัวๆ
สิ่งที่คุณบุ๋มได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ก่อนจากกันคือ “ความลับในความสำเร็จ คือความจริงใจในสิ่งที่เราทำ”
หลังจากที่ได้ฟังคุณบุ๋มมาสองชั่วโมงแล้ว ผมก็เชื่อได้เลยว่า องค์กรที่ลงมือดูแลพนักงานอย่างจริงจัง
(แบบไม่ได้มีแต่สัญญาลมปากนั้น) องค์กรนั้นจะเติบโตอย่างยั่งยืนแน่นอน
เพราะสุดท้ายแล้วองค์กรจะไปได้แค่ไหน ก็อยู่ที่ทรัพยากรบุคคลนั่นแหล่ะครับ

ที่มา https://www.facebook.com/iggymarketing/photos/a.1541486682798737/1773263349621068/

Strategy or Tactics

 เอาน้ำออกจากแก้ว โดยที่มือไม่สัมผัสแก้ว
อะไรคือ Strategy (กลยุทธ์)
อะไรคือ Tactics (วิธีการ)

ปกติผมใช้คำถามนี้ ในการแนะนำให้เราแยกออกระหว่างคำว่า Strategy (กลยุทธ์) และ Tactics (วิธีการ)
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากๆในการเราจะกำหนดทิศทางในการทำงาน
ไม่ว่าจะในฐานะของลูกจ้าง เจ้าของ
แม้กระทั่งการกำหนดแนวทางของชีวิตเราเลยก็ว่าได้ว่าเราพาชีวิตเราเองไปทางไหน

การเป็นเจ้าของหรือเจ้านาย ถ้าคุณไม่สามารถกำหนด ยุทธศาสตร์ และเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับธุรกิจแล้ว
นอกจากจะเหนื่อยฟรีแล้วยังอาจทำให้ลงทุนเสียเงินเปล่าๆอีกด้วย
เพราะธุรกิจแต่ละอัน ในแต่ละสถานการณ์
ตัองการกลยุทธ์และวิธีการที่ต่างกันไปตามสถานการณ์ที่กำลังเจอ ทั้งปัญหาภายในและโอกาสภายนอก

ประเภทหรือแนวทางหลักๆ คือสิ่งที่เราเรียกว่า Strategy (กลยุทธ์)
ส่วนสารพัดวิธีของแต่ละแนวที่คุณเลือกใช้ก็คือวิธีการ (Tactics)
ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามความพร้อม จริตและสถานการณ์บังคับที่บางครั้งอยู่นอกเหนือการควบคุม

1 เทออก
หลักของอันนี้คือ การทำให้แก้วเอียงหรือล้ม
ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ตามที่แต่ละท่านตอบมา ทั้งเอาไม้เขี่ย เอาขาเตะโต๊ะ เตะแก้ว และอีกสารพัดวิธีแล้วและเราจะนึกออก
แต่หัวใจหลักของแนวทางนี้คือ แก้วต้องเอียงเพื่อให้น้ำออกมา

การเทแก้ว ถือเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลเร็วสุด ทำให้น้ำหมดแก้วเร็วที่สุด
แต่มีโอกาสที่แก้วจะตกแตกหรือเสียหาย
ถ้าคุณใช้วิธีการเตะขาโต๊ะหรือเอาไม้เขี่ย
ถ้าเป็นธุรกิจก็จะเหมือนการลดราคา หักดิบ หรือการใช้วิธีการเร่งการเติบโตอย่างรวดเร็วเกินไปโดยที่โครงสร้างของธุรกิจยังไม่พร้อมกับการขยายตัวที่รวดเร็วขนาดนั้น
สุดท้ายปัญหาและความเสียหายจะกลับมาหาเราเอง

นอกจากนี้ยังอีกวิธีที่พบบ่อยคือ การเข้าซื้อกิจการคู่แข่งกรณีเอาชนะกันไม่ได้ซะที่
เหมือนกับประโยคที่ว่า "If You can't beat them, buy them.” นั่นเอง

2 ดูดออก
หลักของวิธีนี้ ใช้แรงดูดน้ำออก (สมมติว่าแก้วไม่จำเป็นต้องขยับ)
ไม่ว่าจะเอาหลอดดูดเอง หรือเรียกเพื่อนมาดูดให้
ใช้เข็มฉีดยา ปั๊มน้ำดูดออก
บางคนใช้สัตว์เลี้ยงมากินน้ำ 😑" ซึ่งไม่ผิดกติกาด้วย ถูกไหมครับ
นอกจากนี้ ยังอาจมีวิธีที่แตกต่างไปอีก เช่น
บางท่านเอาผ้าหรือกระดาษทิชชู่มาซับน้ำออกก็ยังมี
แต่ทุกสิ่งอย่างอยู่ใต้หลักการเดิมคือ ไม่ต้องขยับแก้วใดๆสำหรับการเอาน้ำออก

วิธีนี้เป็นคำตอบที่มากสุดทุกครั้งที่ถามพอๆกับวิธีแรก ซึ่งหมายความว่าเป็นแนวทางการทำธุรกิจแบบที่เราคุ้นเคยที่สุด
ได้ผลมากบ้างน้อยบ้าง อาจช้าหน่อยแล้วแต่กำลังและจังหวะ บางทีมีเพื่อนมาช่วยธุรกิจอาจไปได้เร็วขึ้น
การเลือกกลยุทธ์แบบนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราคือ เราจะเจอการแข่งขันเยอะมาก
เพราะเราเลือกกลยุทธ์และวิธีการที่เหมือนกับคนส่วนใหญ่นั่นเอง
(ต้องแยกความหมายว่าทำแล้วจะดี หรือประสบความสำเร็จหรือไม่ออกจากประเด็นนี้นะครับ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน)
ถ้าแข่งกันด้วยกลยุทธ์นี้ วิธีการที่จะเฉือนกันก็คงเป็นใครใช้หลอดใหญ่กว่า หรือใช้ปั๊มน้ำมาดูดแทนที่จะใช้คน
เปรียบในทางธุรกิจก็เป็นใครทุ่มมากกว่า สายป่านยาวกว่า หรือมีเครื่องทุ่นแรงมากกว่าก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะนั่นเอง

3 แทนที่
หลักการเชิงวิทยาศาสตร์สุดๆด้วยการแทนที่น้ำด้วยวัตถุ
ขอบคุณหลายๆท่านที่ทำให้คำว่า ยูเรก้า กลับมาในหัวผมอีกครั้งหลังจากไม่ได้ยินมานานกว่า 30 ปี
หลักอันนี้จะต่างจากวิธีอื่นๆคือ คุณจะกดหรือใส่อะไรบางอย่างลงไปในแก้ว ของนั้นต้องเป็นของทึบ (ต่างจากหลอดหรือสายยาง)

ถ้าสังเกตุจะเห็นว่ามีความคล้ายกับวิธีแรกตรง ต้องใส่อะไรเข้าไปในแก้ว
เพียงแต่ของที่ใส่เข้าไปอันนึงกลวง อีกอันนึงตัน
วิธีนี้การที่คุณจะใส่ของเข้าไปแทนที่เพื่อให้น้ำออกมาจนหมด
คุณต้องวางแผนและเลือกของที่พอดีกับปริมาตรของแก้วจริงๆน้ำจึงจะหมดเกลี้ยง
ของใหญ่ไปไม่พอดีกับแก้วน้ำก็จะเหลือเยอะ ใส่ของชิ้นเล็กก็ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะเต็มซักที

ในทางธุรกิจ กลยุทธ์แนวนี้ถือเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจที่อยู่ในภาวะของการถ่ายเลือด
ผลัดเปลี่ยนคนรุ่นสู่รุ่น สินค้า collection นึงสู่อีก collection นึง
หรืออาจรวมถึงการเปลี่ยนสินค้าทั้งหมดของ Portfolio
กรณีที่สินค้าปัจจุบันขายไม่ดี ไม่ได้รับการตอบรับจากตลาด หรืออาจเป็นว่าแบรนด์ต้องการ transform ตัวเองสู่ภาพลักษณ์ใหม่
ทำให้ต้องมีการวางแผนในการเคลียร์สินค้าเก่าพร้อมกับวางแผนการวางตลาดสินค้าใหม่ล่วงหน้านานมากและจัดลำดับก่อนหลังกันอย่างดี

4 ปล่อยให้ระเหย
หลักของเรื่องนี้คือใช้ความร้อน ทำให้น้ำระเหยออก
หรือแม้กระทั่งเอาวางไว้เฉยๆ เดี๋ยวแดดก็เผาไปจนน้ำหมดแก้วเอง (จริงๆเอาไปวางในห้องแอร์ก็ได้นะครับ)
ขอแค่เพียงว่า ต้องย้ายแก้วและตอนคุณ คุณอย่าเผลอเอามือไปสัมผัส ก็จะไม่ผิดกติกาใดๆแล้ว

แนวทางนี้เป็นพวกใจเย็น คือไม่รีบจริงๆ ปล่อยไปตามธรรมชาติ
แนวทางนี้ เหมาะสำหรับธุรกิจบางประเภทด้วยนะครับ ประเภทที่เร่งให้โตยังไงก็โตไม่ได้
อาจเป็นเพราะธุรกิจของตนเองอยู่ในขาลงหรือคงที่ด้วยปัจจัยอื่น เช่น
หาแรงงานยาก supply ลดลงอย่างต่อเนื่อง (เช่นผลิตภัณฑ์จากวัว กาแฟ)
การเลือกกลยุทธ์แบบนี้แทบไม่มีความเสี่ยงเลย
ทางออกของการเอาตัวเองสวนกระแสธุรกิจขาลงคือการทำตัวเองให้มีมูลค่าสูงขึ้น เด่นชัดขึ้นเหมือนเอาตัวเองไปวางกลางแจ้ง
จะทำให้น้ำระเหยได้เร็วกว่าอยู่เงียบๆในร่ม

5 ทำให้น้ำแข็งตัวแล้วดึงออก
สุดยอดวิธีไฮเทคด้วยการทำให้น้ำแข็งตัวเป็นก้อนแล้วดึงออกมา
ทำได้โดยการใช้ไนโตรเจนเหลว
และการได้ยินวิธีนี้เป็น 1 ในคำตอบของการ Workshop ครั้งที่ 3 ที่ผ่านมา ทำให้ผมรู้สึกว่า ตัวเองคงเริ่มแก่และคำถามนี้ชักจะเก่าแล้วเพราะตามไม่ทันเทคโนโลยี เพราะคำตอบหลักๆที่ใช้มานานมันมีแค่ 4 แนวทางข้างบนเอง จึงลองเอามาถามทุกท่านในนี้ และก็พบว่ายังมีคนตอบวิธีนี้มาด้วยจริงๆ

แนวทางนี้อาจจะดูเป็นอะไรที่ดีที่สุดด้วยซ้ำ
เพราะเป็นการทำให้น้ำออกมาพร้อมกันที่เดียวและหมดเกลี้ยงจริงๆ (เพราะน้ำจะแข็งเป้นก้อนพร้อมกัน)
อาจจะมีจุดต้องระวังบ้างเช่นแก้วจะแข็งรวมไปกับน้ำแข็งด้วย

การเลือกกลยุทธ์แบบนี้เหมือนกับการเอาเทคโนโลยีหรือวิธีการใหม่ๆแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาแก้ปัญหา
หลายๆครั้งคนในองค์กรอาจมองไม่ออกว่ามันจะดียังไงเพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่คุ้นเคยและขณะเดียวกัน
การเลือกวิธีนี้ต้องอาศัยผู้ชำนาญหรือ Specialist เฉพาะทางเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมาก

แรกๆจะมีแนวต้านอย่างมากจากผู้ที่ไม่อยากเสี่ยงหรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
แต่เมื่อผลของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทุกคนในองค์กรจะเริ่มมีความเชื่อในที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้นใครที่เลือกกลยุทธ์แบบนี้ ต้องมีแผนสำหรับช่วง Pilot Test (ช่วงทดลอง) ในระดับที่แน่นปึ้ก เพื่อการันตีความสำเร็จในช่วงแรกให้ได้

ท้ายสุดที่อยากจะย้ำคือ ไม่มีวิธีไหนดีไปกว่าวิธีไหน
เพราะปัจจัยแวดล้อมของแต่ละธุรกิจนั้นแตกต่างกัน
และไม่มีธุรกิจไหนสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยกลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่งตลอดไป
เพราะคู่แข่งใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวันและการแข่งขันสูงขึ้นมาก
คนที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพการแข่งขันและความต้องการของผู้บริโภคได้ดีกว่าเท่านั้น จึงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดแห่งการอยู่รอด

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งนะครับสำหรับที่ร่วมสนุกกัน
คราวนี้คงแยะออกแล้วนะครับ ว่า Strategies กับ Tactics นั้นต่างกันอย่างไร
ถ้านึกไม่ออก ก็นึกถึงแก้วน้ำใบนี้ไว้นะครับ

ที่มา https://www.facebook.com/677380392295285/photos/a.677773965589261/869988356367820/

Saturday, October 17, 2020

Employee XY

แบบ X: เราไม่ชอบทำงานและอยากจะหลีกเลี่ยงงานให้ได้มากที่สุด
แบบ Y: เราเชื่อว่างานและมนุษย์เป็นของคู่กัน และการทำงานนั้นช่วยเติมเต็มเราได้

คนส่วนใหญ่จะบอกว่าตัวเองเป็นคนพันธุ์ Y

แต่ถ้าเราถามว่านโยบายของบริษัทที่เราคุ้นเคยนั้นมองพนักงานเป็นคนแบบไหน
คำตอบก็คือพนักงานมักจะถูกมองว่าเป็นคนพันธุ์ X ที่พร้อมจะอู้งานและเอาเปรียบบริษัทได้ทุกเมื่อ

บริษัทส่วนใหญ่เชื่อใน Theory X และคิดว่าพนักงานต้องถูกขับเคลื่อนด้วยรางวัลและการลงโทษ

บริษัทที่เชื่อว่าพนักงานของตนเป็นคนพันธุ์ Y ที่มีศักดิ์ศรีของคนทำงาน
จะไม่มีกฎเกณฑ์ยุ่บยั่บ เพราะเชื่อว่าพนักงานส่วนใหญ่มีวิจารณญาณที่ดีกันอยู่แล้ว

ที่มา https://www.facebook.com/anontawongblog/posts/1786342624858177

Friday, October 16, 2020

6 types of employee

 พนักงาน 6 ประเภท

1. กลุ่มที่มีความรับผิดชอบต่ำ และอยากได้เงินมาง่ายๆ (The low obligation and easy income segment) :
มองหาทางลัดในการแก้ปัญหา

2. กลุ่มอะไรก็ได้ (The flexible support segment) :
ใครว่าอะไรว่าตามกัน ไม่ได้มองเรื่องงานเป็นเรื่องสำคัญ

3. กลุ่มเสี่ยงแล้วได้ (The risk and reward segment) :
การทำงานคือโอกาสสร้างความท้าทายและความตื่นเต้นให้แก่ชีวิต

4. กลุ่มร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จ (The individual expertise and team success segment) :
มองหางานที่เปิดโอกาส ให้ร่วมมือทำงานเป็นทีม

5. กลุ่มก้าวหน้ามั่นคง (The secure progress segment) :
มองหางานที่มีอนาคตก้าวไกล

6. กลุ่มสร้างตำนาน (The expressive legacy segment) :
มองหาโอกาสในการสร้างเกียรติประวัติแก่บริษัท

ที่มา http://iyom-bookviews.com/หมวดการตลาด/การตลาด-3-0-marketing-3-0.html

Thursday, October 15, 2020

Mistakes

 เมื่อคุณพบปัญหาสิ่งแรกที่ต้องคิด คือ การหาต้นตอที่แท้จริงของปัญหา
ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดจากการดีไซน์งานของคุณหรือเกิดจากคนที่ทำงานนั้น

เรย์ บอกว่าสิ่งที่เป็นความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก
คือ การแก้ปัญหาเหมือนมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มันเป็นปัญหาเชิงระบบซึ่งต้องถูกแก้ที่การดีไซน์ระบบงานใหม่ หรือการดีไซน์เครื่องจักรใหม่นั่นเอง
การแก้ปัญหา โดยคิดว่ามันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวนั้น
จะทำให้ต้นเหตุของปัญหาจริง ๆ ถูกละเลยไป ซึ่งในที่สุดหายนะจะเกิดขึ้นได้

การแก้ปัญหาโดยหาต้นตอของปัญหาที่แท้จริงเสียเวลามากกว่า แต่มีประโยชน์มากกว่ามากในระยะยาว

อีกข้อผิดพลาดที่พบบ่อย คือ
การที่เราพยายามหลีกเลี่ยงการระบุตัวตน (depersonalize) ของคนที่ก่อให้เกิดปัญหา
การไม่เชื่อมโยงคนกับปัญหาเข้าด้วยกันนี่เอง ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาตัวบุคคล และปัญหาก็จะยังคงอยู่

ข้อสุดท้ายและเป็นข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือ การไม่เชื่อมโยงปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้กับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

เรื่องแย่ ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันเกิดขึ้นเพราะคนใดคนหนึ่งทำหรือตัดสินใจอะไรบางอย่างลงไป
การวิเคราะห์เจาะลึกหาสาเหตุที่เป็นต้นเหตุจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือระบบเป็นเรื่องที่น่าอึดอัด
แต่จำเป็นต้องทำ เราอาจจะค้นพบว่าในที่สุดแล้วคนที่ทำงานอยู่ในตำแหน่งนั้นไม่เหมาะ
เพราะตัวเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดพลาดอยู่เป็นประจำ


ที่มา https://missiontothemoon.co/book-review-principles/

Interview

จ้างคนที่ถูกต้อง เพราะโทษของการจ้างคนผิดนั้นรุนแรง :

เวลาเราสัมภาษณ์คนหลายครั้งเราจะเลือกคนที่เราชอบ ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นวิธีที่ผิด
หรือเราอาจจะเลือกจากการดู ใบสมัคร ทำเช็คลิสต์ และใช้กึ๋น ในการตัดสินใจ ซึ่งก็เป็นวิธีที่ไม่ดีอีกเช่นกัน
เพราะว่าทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นการมองผู้สมัครโดยผ่านมุมมองที่เป็น “อคติ” ของเรา
และเรามักจะเลือกรับคนที่มีวิธีคิดคล้าย ๆ กับเราเสมอ

หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายวิธี เรย์ค้นพบว่าการเลือกคนที่ถูกต้องจะต้องทำผ่านหลักการ 2 อย่างคือ

- ต้องชัดเจนว่าเราต้องการคนแบบไหน
- มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ละเอียดมาก ๆ

ต้องเลือกคนให้เหมาะกับดีไซน์ของงาน ไม่ใช่หางานให้คนทำ กระบวนการในการคัดเลือกควรมองจาก

- คุณค่า : คือความเชื่อส่วนที่ลึกที่สุดซึ่งจะส่งผลต่อการกระทำต่าง ๆ ของเขา
รวมไปถึงความประพฤติกับบุคคลอื่นที่อยู่รอบตัวเขาด้วย
นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุดในคนคนหนึ่ง
ดังนั้น คุณค่า จึงเป็นสิ่งแรกที่เราต้องมองหาว่าตรงกับสิ่งที่เราต้องการไหม

- ความสามารถ : คือวิธีคิดและวิธีการปฏิบัติตัว
บางคนเป็นคนที่เรียนรู้เร็วและตอบสนองเร็ว
ขณะที่บางคนมีความสามารถในการมองภาพใหญ่ได้ดี เป็นต้น

- ทักษะ : คือความสามารถที่สามารถฝึกฝนได้เช่นกัน ความสามารถทางภาษา เป็นต้น
ทักษะ นั้นมักมีค่าเปลี่ยนไปตามเวลาด้วย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ความสามารถในการพิมพ์ดีด
เคยเป็นสิ่งที่สำคัญในอดีต แต่ปัจจุบันนี้เราสามารถพูดแล้วให้คอมพิวเตอร์พิมพ์แทนได้แล้ว
ถ้ามองไปในอนาคตเราจะเห็นว่า AI จะเข้ามาแทนส่วนนี้เยอะมากในอีก 10 ปีต่อจากนี้

การเลือกคนเรา จึงให้ความสำคัญกับคุณค่ามากที่สุด
ตามมาด้วย ความสามารถ และ ทักษะ เป็นอย่างสุดท้าย
แต่หลายครั้งในการจ้างงานเราทำกลับกัน คือ เราดูทักษะกับความสามารถก่อน
ในขณะที่ลืมเรื่อง “คุณค่า” ไป

สุดท้าย อย่าลืมว่าคนดี ๆ นั้นหายากมาก
ถ้าหากคุณได้มาแล้วต้องหาวิธีการรักษาเขาไว้ให้ได้
เช่น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และคอยอัพเดทเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างกัน
ที่สำคัญที่สุด คือ คุณต้องหาระบบบางอย่างที่ทำให้คนของคุณพูดเรื่องที่อยู่ในใจของเขาได้
สร้างความสุขในที่ทำงานให้เขา และให้โอกาสเขาเติบโต

เมื่อคุณได้มีโอกาสรู้จักจริง ๆ ว่าคนคนนั้นเป็นยังไงคุณจะสามารถรู้ได้ว่าคุณคาดหวังอะไรจากเขาได้บ้าง

ที่มา https://missiontothemoon.co/book-review-principles/

Tuesday, October 13, 2020

Inspiration

พี่น้องตระกูลไรท์

คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักแซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ ย้อนไปตอนต้นศตวรรษที่ 20

การคิดค้นเครื่องบินที่คนบังคับได้ก็เหมือนธุรกิจดอทคอม ใครๆ ก็พยายามคิดค้นวิธีสร้างเครื่องบิน

แซมมวล เพียร์พอนท์ แลงค์ลีย์ มีสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นสูตรของความสำเร็จ ทุน บุคลากร และภาวะตลาด

เขาได้เงิน 50,000 ดอลลาร์ จากกรมการสงคราม ให้คิดเครื่องจักรกลที่บินได้ ดังนั้น เงินไม่ใช่ปัญหา

เขามีตำแหน่งที่ฮาร์วาร์ด และทำงานที่สมิธโซเนียน และรู้จักคนกว้างขวาง

เขารู้จักคนเก่งๆ ทุกคนในยุคนั้น

เขาจ้างแต่คนระดับสุดยอดหัวกะทิ ด้วยเงินที่มีอยู่ และสภาวะตลาดก็เยี่ยมมาก


สองสามร้อยไมล์ห่างออกไปในเมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ

ออร์วิล กับวิลเบอร์ ไรท์ ไม่มีอะไรที่เราจะเรียกว่าเป็น ส่วนผสมของความสำเร็จเลย

เขาไม่มีเงิน เงินที่เอามาลงทุนกับความฝันของเขา คือกำไรที่ได้จากร้านจักรยานของเขา

ทุกคนในทีมของสองพี่น้องตระกูลไรท์ ไม่มีใครมีปริญญาสักคน รวมทั้งออร์วิลและวิลเบอร์เองด้วย

สิ่งที่แตกต่างคือ ออร์วิลกับวิลเบอร์ทำไปด้วยแรงผลักดัน

จากเป้าหมายที่มีความหมาย ด้วยความเชื่อ เขาเชื่อว่าถ้าเขาสามารถ คิดค้นวิธีสร้างเครื่องบินขึ้นมาได้ มันจะเปลี่ยนโลกได้

ทุกครั้งที่พี่น้องตระกูลไรท์ออกไปทดสอบเครื่องบิน พวกเขาต้องเอาอะไหล่ไปด้วยห้าชุด เพราะเขาจะทดลองแล้วทดลองอีก จนเครื่องพังถึงห้าครั้ง แล้วถึงจะยอมกลับมากินข้าวมื้อเย็น

แล้วในที่สุด วันที่ 17 ธันวาคม 1903

พี่น้องตระกูลไรท์ก็ออกบินได้สำเร็จ ไม่มีใครอยู่ร่วมรับรู้กับเขาเลยด้วยซ้ำ กว่าโลกจะรู้ข่าวก็สองสามวันหลังจากนั้น

ข้อพิสูจน์อีกอย่างว่าแลงค์ลีย์ ทำงานด้วยแรงจูงใจที่ผิด ก็คือ

วันที่พี่น้องตระกูลไรท์ทำสำเร็จ เขาก็เลิกเลย

เมื่อเขาไม่ได้เป็นคนแรก ไม่ได้เงินทอง ไม่ได้ชื่อเสียง เขาก็เลิกเลย


มาร์ติน ลูเธอร์ คิง
==========

ในฤดูร้อนปี 1963 คน 250,000 คนมารวมตัวกัน ที่ย่านการค้าในเมืองวอชิงตัน เพื่อฟัง ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง พูด

ไม่มีการส่งบัตรเชิญ ไม่มีเว็บไซต์ให้เช็ควันเวลา แล้วท่านทำได้อย่างไร ?

ดร. คิงไม่ใช่คนคนเดียวในอเมริกา ที่เป็นนักปาฐกถาที่ยอดเยี่ยม

ท่านไม่ใช่คนเดียวในอเมริกาที่ได้รับผลกระทบ จากสภาพสังคมอเมริกันก่อนที่สิทธิพลเมืองจะเบ่งบาน

ที่จริง ความคิดบางอย่างของท่านก็เป็นความคิดที่แย่ แต่ท่านมีพรสวรรค์

ท่านไม่ได้ไปคอยบอกชาวบ้านว่าเราต้องทำอะไรเพื่อเปลี่ยนอเมริกา

แต่ท่านออกไปพบปะและบอกกับผู้คนว่า “ผมเชื่อ ผมเชื่อ ผมเชื่อ”

ท่านบอกประชาชนอย่างนั้น และคนที่เชื่ออย่างเดียวกับท่าน ก็เข้ามาร่วมวง และรู้สึกว่ามันเป็นเป้าหมายของตัวเอง แล้วก็บอกต่อๆ กันไป

คนเหล่านี้ บางคนก็สร้างระบบ สำหรับกระจายข่าวสารไปยังคนในวงกว้างขึ้นอีก

ไม่น่าเชื่อครับ ปรากฏว่าคน 250,000 มาชุมนุมกัน พร้อมเพรียงในวันและเวลาเดียวกัน เพื่อฟัง ดร.คิงพูด

ในจำนวนนี้มีกี่คนครับ ที่มาเพื่อ ดร.คิง ?

ไม่มีเลย

เขามาเพราะเหตุผลของเขาเอง

เพราะสิ่งที่เขาเชื่อเกี่ยวกับอเมริกา ที่ทำให้เขากระโดดขึ้นรถโดยสาร เดินทางมาแปดชั่วโมง เพื่อยืนตากแดดกลางเดือนสิงหาคมที่วอชิงตัน เขามาเพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของคนดำหรือคนขาวด้วย 25% ของคนที่มาวันนั้นเป็นคนขาว

ดร.คิงเชื่อว่า โลกนี้มีกฎหมายอยู่สองประเภท

แบบที่เขียนโดยคนมีอำนาจ กับแบบที่เขียนโดยประชาชน

เราต้องทำให้กฎหมายทุกอย่างที่เขียนด้วยประชาชน กับกฎหมายที่เขียนโดยผู้มีอำนาจสอดคล้องกันเสียก่อน

เราถึงจะได้อยู่ในโลกที่ยุติธรรมอย่างแท้จริง กลุ่มการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง เป็นกลุ่มที่ช่วยสนับสนุน ดร.คิง ในการทำความคิดนี้ให้เป็นจริง

เราเดินตามท่าน ไม่ใช่เพื่อตัวท่าน แต่เพื่อตัวเราเอง

ปาฐกถาที่ท่านพูดชื่อว่า “ผมมีความฝัน”

การเลือกคนเข้ามาทำงานร่วมกัน

หากแรงบันดาลใจ คือ เงิน เขาก็จะทำงานเพื่อเงิน



คัดย่อจาก https://donottellmyboss.com/start-with-why/

Monday, October 12, 2020

Entrepreneur

การจะเป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จนั้น คุณต้องมีคุณสมบัติสามอย่างคือ
มีทักษะเชิงเทคนิค (เป็นผู้ชำนาญการ) เชิงการจัดการ (เป็นผู้จัดการ) และเชิงวิสัยทัศน์ (เป็นผู้ประกอบการ)
การขาดอันใดไปคือหนึ่งในสาเหตุแห่งความล้มเหลวของธุรกิจ

ที่มา หนังสือ เป็นเจ้าของกิจการที่รุ่งทะยานเกินใคร
The E-Myth Revisited

Tuesday, November 17, 2015

responsive to change

Fuji กับ Kodak เมื่อยี่สิบปีที่แล้วแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย พวกเขาคือ Apple กับ Samsung ในยุคยี่สิบปีที่แล้ว

ทุกวันนี้ Kodak ขึ้นสวรรค์ไปแล้ว คำถามคือวันนี้ Fuji มีสถานภาพอย่างไร

ผู้บริหารของ Fuji ชื่อ Yojiro Yamashita บอกว่า
Fuji รู้ดีตั้งแต่ปี 1980 ว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อันเป็นผลมาจาก Digital technology
เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงกวาดเอา Analog film ให้หมดไปจากโลกในเวลาเพียงสิบปี
สาเหตุที่ Fuji คาดเดาอนาคตได้ล่วงหน้าเพราะ Fuji เป็นผู้ผลิตกล้อง Digital คนแรกของโลกในปี 1988
ถ้าพวกเขาทำได้ แน่นอนต้องมีคนทำตาม แล้วสุดท้าย Digital film ต้องครองโลก ***

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Fuji ทำ Forward planning ด้วยการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่
โดยใช้พื้นฐานของสิ่งที่ตัวเองทำเป็นตัวตั้งต้น แล้วดูว่าสามารถขยายตัวออกไปที่ธุรกิจอื่นใดได้บ้าง
ในปี 2006 Fuji ลงทุนสร้างห้อง Lab ที่เมือง Kaisei เพื่อใช้เป็นฐานในการผลิตสินค้าใหม่ๆ

และที่ห้อง Lab นี้เกิดคำว่า Life science ความฉลาดและช่างสังเกตุของทีมวิจัยของ Fuji ค้นพบว่า
ในการผลิต Film พวกเขาต้องใช้ Collagen เคลือบ Film เพื่อไม่ให้ Film เสื่อมคุณภาพ
และพวกเขามี Know how ที่รู้ว่าจะควบคุมไม่ให้แสงสร้างความเสียหายกับ Film ได้อย่างไร

Fuji จึงนำความรู้เหล่านี้ Cross transfer มาสร้างเป็นธุรกิจ Skin care

วิธีคิดคือ Film กับ ผิวหน้าของคนเราก็มีความคล้ายคลึงกัน

Film โดนแสงก็จะเสียหาย เช่นเดียวกันผิวหน้าของคุณผู้หญิงโดนแสงแดดก็จะมีรอยด่างดำ
ที่สำคัญความรู้ของพวกเขาในเรื่อง Collagen คือตัวตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตเครื่องสำอางค์

นี่คือเส้นผมบังภูเขา ที่ Fuji เปลี่ยนสนามรบ
ถ้าพวกเขาดูแล Film ให้มีสีสรรสดสวยได้ พวกเขาก็น่าจะช่วยคุณผู้หญิงมีผิวหน้าที่งามเปล่งปลั่งได้เช่นเดียวกัน

ภายในเวลาหนึ่งปี Fuji ทำสิ่งที่เรียกว่า Cross industry learning
นำองค์ความรู้ในการผลิต Film มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา Skin care product line
แล้ววางตลาดภายใต้ชื่อ Astalift ในปี 2007 สินค้าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
เพราะผลิตด้วย Nanotechnology ยอดขายในปี 2010 มีมูลค่า 10,000 ล้านเยน
ตอนนี้สินค้าตัวนี้เริ่มอาละวาดในตลาดโลก มีขายในประเทศจีน และขยายตัวไปในทวีปยุโรป Fuji
ตั้งเป้าว่า Astalift ในปี 2018 จะมียอดขายถึง 1 ล้านล้านเยน

คือความชาญฉลาดของการทำสิ่งที่เรียกว่า Natural extension โดยใช้ทุนเดิมเป็นตัวตั้งต้น

Charles Darwin เคยพูดไว้ว่า
It is not the strongest of the species that survives,
nor the most intelligent, but the one most responsive to change”

http://www.blacksheep.co.th/news/business/different-story/

Monday, November 16, 2015

Business Model Matters

ทุกวันนี้ หนึ่งในแนวโน้มใหญ่ๆของคนรุ่นใหม่ก็คือ การอยากที่จะเป็นเจ้าของกิจการกันมากขึ้น อาจเป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากคนที่ประสบความสำเร็จเมื่ออายุยังน้อยจากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นจากในหนังสือ รายการโทรทัศน์ หรือบทสัมภาษณ์ที่เอาลงในโลกออนไลน์

ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดีและควรสนับสนุน เพียงแต่... การมีแค่ความปรารถนาอย่างเดียวนั้น อาจไม่เพียงพอต่อการประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจในระยะยาว มันยังมีส่วนประกอบอื่นอีกหลากหลาย แต่หนึ่งในนั้นที่สำคัญก็คือ การมี Business Model ที่ตอบโจทย์ตลาดได้

หากคุณอยากเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายเสื้อ แล้วเปิดไปตามยถากรรม ประมาณว่าได้เงินจากที่บ้านมาก้อนหนึ่งแล้วเปิดกิจการไปก่อน มีปัญหาอะไรค่อยไปแก้เอาดาบหน้า

พวกนี้ ในช่วงเริ่มแรกของธุรกิจ ยอดขายอาจจะพอไปได้เพราะเพื่อนฝูง หรือคนรู้จักมาช่วยกันมาอุดหนุน แต่ถึงคราวหมดโปรโมชั่นของเพื่อนๆและคนรู้จักแล้ว ตัวตัดสินว่าธุรกิจของคุณจะไปรอด หรือไม่รอด ก็คือ Business Model นี่แหล่ะ ว่ามันตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มใหญ่หรือไม่

ในประเทศญี่ปุ่น ผู้ประกอบการเค้าแข็งแรงมาก แม้จะเป็นร้านค้าเล็กๆ แต่ทุกคนพยายามสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมาเฉพาะตัวขึ้นมา ไม่ลอกเลียนแบบใคร ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของฝาก ร้านอาหาร เรียกได้ว่าถ้าเกิดหิว หลับตาจิ้มร้านอาหารไหนก็ได้ อร่อยหมด (เพราะถ้าไม่อร่อย คงอยู่ไม่ได้) แม้แต่ร้านขายขนมเล็กๆ ก็ยังมีแพคเกจจิ้งเป็นของตัวเอง

Business Model เปรียบเสมือนแผนที่เดินเรือ มันจะกำหนดทิศทางของบริษัทของเราว่าจะไปทางไหน และจะทุ่มทรัพยากรของเราไปใช้ในกิจกรรมใด

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เหล่านี้คือ Business Model ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกครับ

Uber - เป็นบริษัท Taxi ที่ใหญ่ที่สุดในโลก...... ทั้งๆที่ไม่มีรถ Taxi เป็นของตัวเองเลย

Facebook – คือ "สื่อ" ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก..... ทั้งๆที่ไม่เคยผลิตเนื้อหาเป็นของตัวเอง

Alibaba – เป็นช่องทางในการซื้อขายที่ใหญ่และมีมูลค่ามากที่สุดในโลก (นับทั้งออนไลน์และออฟไลน์)..... ทั้งๆที่ไม่มีสินค้าเป็นของตัวเองซักชิ้นเดียว

Airbnb – คือผู้จัดหาที่พักรายใหญ่ที่สุดในโลก..... ทั้งๆที่ไม่มีโรงแรมเป็นของตัวเองเลย

อย่างไรก็ตาม Business Model ที่ดีในวันนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะดีในตลอดไป เพราะสมัยนี้เส้นแบ่งเขตแดนของแต่ละอุตสาหกรรมมันน้อยลงมาก จากการที่เทคโนโลยีได้ถูกพัฒนาไปอย่างเร็วในปัจจุบัน หากมีโอกาสอยู่ตรงหน้า แต่ละบริษัทพร้อมที่จะลงทุนข้ามอุตสากรรมกันมากขึ้น ธุรกิจจะรอดไม่รอดก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้นำและความสามารถในการปรับตัวของทั้งองค์กร

เป็นความจริงที่ว่า.... ตอนนี้ ตอนที่ท่านกำลังอ่านบทความชิ้นนี้อยู่ มีผู้คนอีกนับแสน นับล้านคนทั่วทั้งโลก กำลังคิด Business Model ใหม่ๆ พร้อมจะก่อกวน (Disrupt) เพื่อที่จะมาโค่นพวกผู้เล่นหน้าเดิม

เหมือนอย่าง Dell Computer ที่เมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้... Dell ได้สร้าง Business Model แบบสุดยอดขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น

- Made-to-order ให้ลูกค้าเลือก Spec และสั่งทาง Internet ได้เอง จากนั้น Dell ถึงจะประกอบเครื่อง และส่งให้ถึงหน้าบ้าน

- Zero Inventory ทำให้ Dell ไม่มี Stock ของเครื่อง Computer ในมือเลย

- Pricing Strategy ราคาต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เพราะไม่มีหน้าร้าน ไม่ต้องผ่านคนกลาง ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก

- มีระบบ Logistic อันสุดยอด เชื่อมระหว่างทุก Supplier มาถึง DELL จนไปสู่มือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว

- มีบริการหลังการขายเป็นเลิศ

ดูๆไปแล้ว Business Model ของ DELL นี้เรียกได้ว่าแทบจะเป็นอมตะเลยในช่วง 10 ปีก่อน.... ทั้ง IBM, Compaq, Acer ต่างมองดู Dell เติบโตแบบตาละห้อย

แต่จุดเริ่มต้นของจุดจบก็มาถึง.... เมื่อ Apple ออก iPad ออกมา ซึ่งมันสามารถกินตลาด PC ของ DELL ไปได้มาก บวกกับแบรนด์ของ Apple ที่กำลังเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก คนจำนวนมหาศาลพร้อมที่จะบอกว่าตัวเองเป็นสาวก Apple

ค่านิยมพวกนี้ ทำให้คนที่คิดจะซื้อ PC ก็หันไปซื้อ Macbook กันแทนจะเป็นยี่ห้ออื่น

อยากจะร้องเพลง.... “ทุกอย่างมันดีหมดแล้ว เหลือเพียงแต่ฟ้า ชะตาที่มาขวางกั้น” ของพี่เบิร์ดให้จริงๆ เหอๆ

หรืออย่างอุตสาหกรรมรถ Eco Car เช่นพวก Honda Brio หรือ Mitsubishi Mirage ที่ประกอบในไทย ราคาขายคันละประมาณ 4 แสนบาท (ก็ถือว่าถูกมากแล้ว) กดราคายังไงก็ลงไปมากกว่านี้

ลองมาเจอ Tata Nano 2015 ราคาขายในอินเดียคันละ 52,300 บาท พิมพ์ไม่ผิดครับ ราคาขายคันละ 5หมื่น.... นั่นเพราะ Business Model ของ Tata Nano มันมาจากการเอารถมอเตอร์ไซค์มาใส่ประตู ใส่กระจก ทำให้เกิดตลาดใหม่ขึ้นมา เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีเงินเกินกว่าจะซื้อมอเตอร์ไซค์ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะซื้อรถยนต์ ซึ่งมีจำนวนมหาศาล

หรือในอนาคต รถพลังงานทางเลือกอย่าง Tesla หรือ Project Apple Car ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และ Toyota Mirai ที่ใช้พลังงานน้ำ คงแข่งขันกันอย่างชัดเจน ต่างฝ่ายต่างก็ต้องมีอาการหนาวๆร้อนๆกันบ้างไม่มากก็น้อย แล้วรถที่ใช้น้ำมันธรรมดาในปัจจุบัน หากยังไม่ปรับตัวก็คงเหนื่อย
.
.
.
สถิติของประเทศไทย ระบุไว้ว่า ผู้ประกอบการเกิดใหม่มีอัตราการอยู่รอดประมาณ 10กว่า ไม่ถึง 20%

คนที่จะอยู่รอดได้นั้น อาจจะประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรักในงาน ความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ความขยัน อดทน หรือแม้แต่จะเป็นความโชคดี.... สิ่งเหล่านี้มันเป็นนามธรรม จับต้องไม่ค่อยได้

แต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมจริงๆ วัดความสำเร็จได้จริงๆก็คือการมี Business Model ที่ดีพอ

Entrepreneurship is not a part-time job, and it’s not even a full-time job. It’s a lifestyle. – Carrie Layne, Best Buzz

หากริอยากจะเป็นนายของตัวเองแล้ว ต้องทุ่มทั้งชีวิตจริงๆ เหยาะแหยะไม่ได้

ที่มา https://www.facebook.com/1536715283275877/photos/a.1541486682798737.1073741827.1536715283275877/1601439433470128/

Persimmon

สามีภรรยาคู่หนึ่ง รับจ้างเลี้ยงปลาให้กับเถ้าแก่ เถ้าแก่จ่ายเงินเดือนให้แก่สามีภรรยาคู่นี้เดือนละ 5,000บาท บ้านพัก ข้าวสารอาหารแห้งและของใช้เถ้า แก่เป็นผู้จัดหามาให้ เขาทั้งสองคน มีหน้าที่ให้อาหารปลาวันละ 2 รอบ รอบเช้า 1 รอบ และรอบเย็นอีก 1 รอบ นอกเหนือจากนั้น แล้วแต่สองสามีภรรยาจะจัดการกับชีวิตอย่างไร

เถ้าแก่ไม่ได้จำกัดกับชีวิตส่วนตัวของลูกน้อง เขามาที่บ่อเลี้ยงปลาเพียงแค่ต้นเดือน กลางเดือน และปลายเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องนำอาหารปลามาให้ และถือเป็นการนำข้าวของเครื่องใช้มาให้ลูกน้อง อีกทั้งถือเป็นการมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ

เมื่อผ่านไป 2 ปี ปลาในบ่อทำกำไรให้เถ้าแก่ 4 แสนบาท เถ้าแก่ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงนำเงิน 1 หมื่นบาทมอบให้ลูกน้องเพื่อเป็นกำลังใจ และอนุญาตให้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดได้ 1 เดือน ส่วนค่าเดินทางก็มอบให้อีกจำนวนหนึ่ง

เมื่อภรรยาของเถ้าแก่รู้เข้า ก็โมโหเห็นอย่างยิ่ง
"คุณจะบ้าเหรอ? สมองบวมน้ำหรือยังไง? เงินเดือนก็จ่ายเต็มที่ บ้านก็ไม่ต้องเช่าข้าวก็ไม่ต้องซื้อ นี่ยังแถมทั้งเงินเหมื่นและเงินค่ารถอีก ทำอะไรทำไมไม่ปรึกษาฉันก่อน..."

เถ้าแก่ได้แต่หัวเราะ จากนั้นก็บอกกับภรรยาว่า "ผมจะเล่าอะไรให้คุณฟัง...."

"มีหมู่บ้านหนึ่ง ชาวบ้านต่างมีอาชีพปลูกลูกพลับ เมื่อถึงฤดูหนาว พวกเขาพากันเก็บลูกพลับจนไม่เหลือคาต้นไว้แม้แต่ลูกเดียว ปีหนึ่งที่อากาศหนาวมากเป็นพิเศษ หิมะก็ตกมากกว่าทุกปี นกสาลิกาจำนวนสองสามร้อยตัวหา อาหารกินไม่ได้ พากันหนาวตายภายในคืนเดียว เมื่อฤดูใบไม้ผลิของอีกปี ต้นพลับก็ผลิใบใหม่ออกมา เมื่อมันเริ่มออกดอก ไม่รู้ว่าหนอนมาจากไหนจำนวนมากมาย พากันกัดกินทั้งดอกและใบของต้นพลับจนเกิดความเสียหายมากมาย ส่วนลูกพลับที่เล็ดรอดมาได้ พอโตสักนิ้วก้อย ก็ถูกหนอนเหล่านั้นกัดกินไปจนหมด ชาวบ้านต่างก็พากันคิดถึงนกสาลิกา หากยังมีนกสาลิกาอยู่ หนอนเหล่านี้ก็คงจะไม่นำภัยมาให้..."

"...จากนั้นเป็นต้นมา เมื่อถึงฤดูเกี่ยวเกี่ยวลูกพลับ ชาวบ้านก็จะเหลือลูกพลับคาไว้บนต้นเพื่อให้เป็นอาหารของนกสาลิกาในหน้าหนาว ลูกพลับสีเหลืองแสดดึงดูดให้นกสาลิกาจำนวนมากให้มาจิกกินในฤดูหนาว นกสาลิกาก็แสนรู้คุณ เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ยอมบินจากไป คอยจัดการกับหนอนที่มารังควานต้นพลับ จากนั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านก็มีลูกพลับเกี่ยวเกี่ยวอุดมสมบูรณ์ทุกปี"

"ผมเหลือลูกพลับไว้ให้นกสาลิกากิน คุณว่าผมโง่เหรอ?"

ที่มา https://www.facebook.com/wirodePAG/photos/a.1636356973256434.1073741828.1632981996927265/1843410359217760/

Tuesday, July 28, 2015

Sandwich

เนื่องจากหน้าบ้านเป็นป้ายรถเมล์ใหญ่
ตอนเช้ามีคนผ่านไปผ่านมาเยอะ

ครั้งนึง เคยเปิดร้านขายขนมปังแซนวิช
ราคาตลาด เขาขายกัน 10 บาท
เราก็ตั้งราคาตามเขา
ใช้สินค้าคุณภาพดีหน่อย
ขนมปังฟาร์มเฮาส์, หมูหยอง ฯลฯ
ตื่นตั้งแต่ตี 5 ขายตั้งแต่ 6 โมงถึง 9 โมง
หมดเวลาไป 4 ชม.
หักลบ ค่าของ ค่าแรง
ได้ส่วนต่างอยู่ประมาณ 100 บาท

สินค้าราคาต่ำ ขายได้ทีละไม่กี่ชิ้น
พอคูณ กำไรต่อชิ้น กับปริมาณสินค้าที่ขายได้ ต่อวัน
บางทีก็น้อย จนไม่น่าลงทุน

ได้ประสบการณ์ เป็นบทเรียนดีๆบทนึงในชีวิต

Monday, June 15, 2015

ธุรกิจใหม่

ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่อยากตั้งตัวสร้างธุรกิจของตัวเอง นี่เป็นข้อแนะนำของผม

1. จุดเริ่มต้น คุณต้องถามตัวเองว่า

Why the world need another restaurant brand?
Why the world need another consulting firm?
Why the world need another digital agency?
........

ทำไมโลกต้องการร้านอาหารใหม่อีกหนึ่งร้าน
ทำไมโลกต้องการบริษัทที่ปรึกษาอีกหนึ่งบริษัท
ทำไมโลกต้องการ Digital agency อีกหนึ่งบริษัท

ถ้าคุณยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ โอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จยากมาก

การจะตอบคำถามนี้ได้ คุณต้องมี Point of view ที่มีเฉพาะตัวที่คุณมี และคนอื่นไม่มีเหมือนคุณ

ตอนที่ผมตั้งบริษัทของผมทั้งสองบริษัท ผมเริ่มต้นจากการคิดเรื่องนี้ ซึ่งใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงก็คิดออก

Point of view เปรียบเสมือนประภาคารที่ทำให้คุณฝ่าคลื่นแห่งการแข่งขัน แล้วแล่นเรือท่ามกลางความมืดไปถึงจุดหมายปลายทาง

2. คุณต้องมีสมองใหญ่เท่ากับพื้นโลก กล้าคิดเรื่องใหม่ ๆ Keep innovating, keep on moving your point of view forward. ทำให้ใครก็แล้วแต่ที่มา Copy คุณ ไม่มีทางตามคุณทัน

3. คุณต้องมีใจใหญ่เท่ากับท้องทะเล ไม่มีคำว่ากลัว ชืวิตคนเราถ้า "กลัว" อย่าออกมาเป็นเถ้าแก่

ให้กลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเดิมจะดีกว่า

นี่คือ check list 3 ข้อของการเป็นโจรสลัด

ที่มา : https://www.facebook.com/Blacksheeprunbusiness/posts/941539225896908

พลังแห่งความเพิกเฉย

Stanley Pollitt หนึ่งในสามผู้ก่อตั้งบริษัท BMP (Boase Massimi Pollitt) ซึ่งเป็นบริษัทเอเจนซี่โฆษณาชื่อดังของประเทศอังกฤษ ได้มีความไฝ่ฝันมาตลอดว่าชีวิตว่า อยากจะมีฟาร์มเลี้ยงแกะเป็นของตัวเองให้ได้ในสักวันหนึ่ง

จนกระทั่งในปี 1989 Omnicon Group ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทางการตลาดของสหรัฐอเมริกา ก็ได้ตกลงที่จะซื้อบริษัท BMP ด้วยราคาราว 5,000 ล้านบาท ดีลในครั้งนั้นเองทำให้ Pollitt ได้รับส่วนแบ่งจากการขาย ที่เรียกว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อ Pollitt มีเงินมากพอ เขาจึงเดินตามฝันของตัวเอง ด้วยการซื้อฟาร์มเล็กๆในเมือง Kent

ณ ฟาร์มแห่งนี้ Pollitt ได้เนรมิตทุกอย่างให้ดูสวยงามรวมกับภาพวาดที่เขาได้ฝันไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ

มีเพียงอย่างเดียวที่ขัดตา....... ก็คือแกะ....... ที่มันดูเหมือนจะอ้วนเอา อ้วนเอา ทุกวัน

“เอ.... สงสัยเราจะให้อาหารมันเยอะเกินไป” Pollitt คิดในใจ ระหว่างมองแกะอ้วนเหล่านั้น

Pollitt จึงตัดสินใจลดปริมาณอาหารลงส่วนหนึ่งในเช้าวันต่อมา แต่ก็ไม่เป็นผล ผ่านมาราว 1 สัปดาห์ แกะเหล่านั้นดูเหมือนจะยังไม่ยอมหยุดอ้วน

Pollitt จึงตัดสินใจลดปริมาณอาหารอีก แต่แกะเหล่านั้นก็ยังอ้วนขึ้นอีก

Pollitt จึงตัดสินใจลดอีก....... ในเช้าวันหนี่ง แกะทั้งหมดในฟาร์มก็ล้มตายลง
.
.
พวกมันตายเพราะขาดอาหาร

จริงๆแล้ว แกะไม่ได้อ้วนขึ้นเลย แต่เป็นเพราะขนของมันมากขึ้นต่างหาก

หากเรื่องนี้รู้ถึงหูพวกชาวไร่คนอื่นๆ พวกเขาคงคิดว่า Pollitt นั้นซื่อบื้อมากๆ อะไรกัน เรื่องแค่นี้ก็ยังไม่รู้ แต่ Pollitt ไม่รู้ เพราะเขาไม่ได้เป็นขาวไร่ตั้งแต่กำเนิด

สิ่งที่เรื่องนี้ต้องการจะสื่อก็คือ คนเรามีชุดความรู้ไม่เหมือนกัน Pollitt อาจจะเป็นเทพในแวดวงการตลาด แต่สำหรับเรื่องการทำฟาร์มแล้ว ความรู้เขาอาจจะเทียบเท่าเด็กอนุบาลเท่านั้น

ความ ”ไม่รู้” นั้นไม่ผิด แต่เป็นเพราะความไม่รู้แล้ว ”ไม่ยอมถาม” ของ Pollitt เขาจึงถูก พลังแห่งความเพิกเฉยสั่งสอน อาจจะเป็นบทเรียนเล็กๆ แต่เชื่อว่าเขาจะจำมันได้ตลอดไป

แต่ในชีวิตจริง ขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ การที่เราจะรู้ว่า เราไม่รู้อะไรนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก ส่วนใหญ่ก็จะใช้การตีความจากสิ่งที่เห็นเข้ากับประสบการณ์ของเราทั้งสิ้น

ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า หากรวมความรู้ของคนทั้งโลกใบนี้เข้าด้วยกัน นั่นก็เป็นแค่ 0.01% ของความรู้ทั้งหมดในจักรวาลนี้เท่านั้น ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกมากมายเต็มไปหมด

ในการทำธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้เราจะนั่งเรียนหลักสูตรบริหารธุรกิจมาเป็น 1,000 ชั่วโมง ศึกษา Case Study ต่างๆมากมาย แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังสู้การทำธุรกิจจริง แล้วล้มเหลว 1 ครั้งไม่ได้ เพราะการเรียนเราใช้สมองจำ แต่ทำธุรกิจจริง เจ็บจริง ล้มจริง มันจะเป็นประสบการณ์ที่ติดอยู่ในจิตใจของเราตลอดไป

ไม่ต่างอะไรจากการว่ายน้ำหรือการปั่นจักรยาน ถึงแม้จะอ่านคู่มือหรือวิธีการไปเป็น 10 ปี ก็ไม่ทำให้เราว่ายหรือปั่นได้ ถ้าเราไม่เคยได้ลองปฏิบัติจริง

ดังนั้น สำหรับผู้ที่จะเริ่มทำธุรกิจครั้งแรก วิธีที่ลดความเสี่ยงได้อย่างมากก็คือ”การถาม” ถามคนที่เขาเคยทำธุรกิจมาก่อนแล้ว อาจจะเป็นเพื่อน เป็นญาติ หรือเป็นรุ่นพี่ก็ได้ การถามเป็นการลดความเสี่ยงที่ประหยัดที่สุดแล้ว

การยอมรับว่าตัวเองไม่รู้แล้วถาม คือการเปิดประตูไปสู่สิ่งใหม่นั่นเอง แต่หากท่านเพิกเฉย มองว่าตัวเองเก่งที่สุด ทำตัวเป็น One man show ท่านอาจจะเห็นพลังแห่งการเพิกเฉยแบบที่ Pollitt ได้เจอมาในเร็ววันก็ได้
.
.
.
ผู้ทรงความรู้แท้จริงไม่อายที่จะถามผู้ด้อยการศึกษา – เล่าจื้อ

ที่มา :
https://www.facebook.com/1536715283275877/photos/a.1541486682798737.1073741827.1536715283275877/1589341414679930/

พื้นฐานสู่ความมั่งคั่ง

หากมีคนถามว่า ใครเป็นยอดนักขายที่เก่งที่สุดในเมืองไทยในยุคนี้?

เชื่อว่าคงมีคนไม่น้อยที่ตอบว่า "คุณตัน อิชิตัน" แต่จริงๆ ผมว่า คุณตันไม่ได้เป็นสุดยอดนักขายหรอก แกเป็นสุดยอดนักการตลาดต่างหาก...

คุณตันไม่เคยออกมาป่าวประกาศให้คนมาซื้อชาเขียวของแกแลย แกทำการตลาดอย่างเดียว คุณตันรู้นิสัยของคนไทยจริงๆ แกทำ Promotion แต่ละปี ก็มีคนไปต่อแถวซื้อชาเขียวแกถล่มทลายแล้ว

วันหนึ่งของปีที่แล้ว หุ้นส่วนผมเขาเปิดประตูออฟฟิศเข้ามา พร้อมยกอิชิตันมา 1 ลัง แกะกล่องเสร็จแล้วก็เดินออกไปแจกให้กับพนักงานในไลน์ผลิต เขาบอก "อ่ะพี่ ให้ปอร์เช่คันนึง" พนักงานก็ขอบอกขอบใจกันใหญ่ คงจะเหมือนกับซื้อ Lottery ให้ ผมก็มาคิดว่า โอ้โห...Campaign นี้มันได้ผลถึงขนาดนี้เลยหรอวะเนี่ย (ส่วนตัวก็ส่งไปหลายฝาเหมือนกัน...แฮ่) เห็นว่าปีนี้แจกเบนซ์ 50 วัน 50 คัน ยอดขายคงถล่มทลายเหมือนเดิม...

อีกซักตัวอย่างหนึ่ง หากมีคนถามว่าใครเป็นสุดยอดนักประดิษฐ์ในประวัติศาสตร์โลก ส่วนใหญ่คงตอบว่า "โทมัส แอลวา เอดิสัน" แต่หลายคนอาจแย้งว่า "นิโคลา เทสลา" สิเจ๋งกว่า ทั้งคู่เป็นคนในยุคสมัยเดียวกัน เอดิสันคิดไฟฟ้ากระแสตรง เทสลาคิดไฟฟ้ากระแสสลับ , เอดิสันคิดหลอดไฟแบบมีไส้ แต่เทสลาคิดหลอดไฟแบบฟลูออเรสเซนต์ แถมเทสลายังเป็นคนค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คิดค้นสัญญาณวิทยุ เรดาร์ และการสื่อสารแบบไร้สาย ฯลฯ เรียกได้ว่าเจ๋งสุดๆ...

หากเป็นเรื่องนักประดิษฐ์ ทั้งคู่ถือได้ว่าเป็นสองสุดยอด กินกันไม่ลง แต่ถ้ามองในแง่ของความมั่งคั่งและการประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วล่ะก็ ถือว่าห่างกันมาก เทสลาถือเป็นนักประดิษฐ์ที่เรียกได้ว่า ประดิษฐ์ของอย่างเดียวแต่ไม่รู้จะไปขายใคร แต่เอดิสันเป็นนักประดิษฐ์ที่มีหัวการตลาดด้วย เขาจะประดิษฐ์เฉพาะของที่มีตลาดรองรับเท่านั้น

หลายคนอาจไม่รู้ว่า บริษัท General Electrics อันเกรียงไกรและอยู่ยั้งยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้ แท้ที่จริงแล้ว โทมัส แอลวา เอดิสันเป็นผู้ก่อตั้ง และครั้งหนึ่ง เทสลาก็เคยเป็นพนักงานของเอดิสันด้วย

เทสลาจบชีวิตในวัย 86 ปีอย่างโดดเดี่ยวในโรงแรมแห่งหนึ่งในนิวยอร์คด้วยหนี้สินมากมาย กว่าแม่บ้านทำความสะอาดจะมาพบศพเขาก็อีกหลายวันให้หลัง...

ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร นักดนตรี นักร้อง นักขาย นักโฆษณา นักวิทยาศาสตร์ พ่อครัว ติวเตอร์ หากคุณต้องการที่จะมีความมั่งคั่งในชีวิต ต้องการที่จะประสบความสำเร็จ หนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ...

"คุณต้องมี Marketing Mind ต้องเข้าใจเรื่องของการตลาดด้วยครับ"

ที่มา https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1824569601101836&id=1632981996927265

จับกุ้งฝอย

ณ เมืองอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ปี 2009, Kraftfoods บริษัทผลิตขนมชื่อดังของประเทศ ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Oreo, Ritz, Toblerone ฯลฯ ได้ทำการเข้าซื้อกิจการของบริษัท Cadbury Adams ผู้ผลิตขนมชื่อดังของประเทศอังกฤษ เจ้าของแบรนด์ ลูกอม Halls, Clorets, Trident, Chiclets ฯลฯ ซึ่งมีโรงงานผลิตขนาดใหญ่มากมาย กระจายอยู่แทบจะทุกทวีปทั่วโลก

ดีลในครั้งนั้น จบลงด้วยจำนวนเงินราว 520,000 ล้านบาท ส่งผลให้ Kraftfoods กลายเป็นผู้ผลิตขนมรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกทันที (รองจาก Mars เท่านั้น)

ห่างออกมาราว 2,000 ไมล์ ในอีก 5 ปีต่อมา ที่ Silicon Valley

Facebook ได้ทำการเข้าซื้อกิจการ Whatsapp ด้วยราคาถึง 610,000 ล้านบาท!?

ซึ่งในขณะนั้น Whatapps มีพนักงานเพียง 55 คน กับออฟฟิตเล็กๆอีก 1 แห่งเท่านั้น

มองแบบผิวเผินแล้ว ทำไมราคาของ Whatapp มันถึงได้สูงมหาโหดเยี่ยงนี้? ดูแล้วกิจการแทบจะไม่มีอะไรเลย มีแค่ App อันเดียว แล้วก็แทบจะไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตอะไรขึ้นมาเลย

แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เพราะมันมีคนใช้งานมากกว่า 470 ล้านคนเฉลี่ยต่อเดือน(ในเวลานั้น) นี่ล่ะครับ ที่ก่อให้เกิด impact มหาศาลต่อวงการสื่อสาร และ Facebook ก็ได้มองเห็นว่า Whatsapp ยังสามารถไปได้อีกไกล (ปัจจุบัน Whatsapp มีผู้ใช้งานเกิน 800 ล้านคนทั่วโลกไปแล้ว)

ลองดูบริษัทใกล้ตัวกันบ้างครับ

CPF สุดยอดบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการอาหารของไทย โรงงานผลิตขนาดใหญ่และทันสมัย สามารถส่งออกอาหารไปขายได้ทั่วโลก มูลค่าบริษัทในปัจจุบันอยู่ที่ราว 179,000 ล้านบาท

ส่วนมูลค่าของ Facebook อยู่ที่ 8,800,000 ล้านบาท (ข้อมูล Update วันที่ 13 มิ.ย. 58)

ห่างกันเกือบ 50 เท่า!

เป็นเพราะ Facebook นั้น impact กับคนแทบจะค่อนโลกไปแล้ว (ปัจจุบันมีผู้ใช้ราว 1.5 พันล้านคน)

ตอนแรกที่ Facebook เข้าตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2012 ราคาก็ดิ่งลงเลย เพราะตอนนั้นผู้คนต่างคิดว่า ฉาบฉวยหรือเปล่า? ธุรกิจมีแต่ Website จะหาเงินได้อย่างไร?

แต่มาวันนี้ Facebook ได้พิสูจน์แล้วว่า การที่มีจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกมากขนาดนี้สามารถดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาจากบริษัทต่างๆทั่วโลกได้อย่างมากมาย และรายได้ของพวกเขาก็น่าประทับใจเลยทีเดียว

ในปี 2014 Facebook มีรายได้ทั้งหมด 400,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 94,000 ล้านบาท (เทียบกับ CPF ที่มีกำไรสุทธิราว 10,600 ล้านบาทในปีเดียวกัน)
.
.
.

สำหรับผู้ที่มีไอเดียและต้องการเริ่มธุรกิจใหม่ ลองสำรวจดูว่าไอเดียของท่านเหล่านั้นมันมีผลกระทบต่อผู้คนเป็นวงกว้างหรือไม่ หากดูแล้วมีแวว ถึงแม้ตอนแรกจะมองไม่เห็นวิธีการทำกำไรก็น่าลองครับ เพราะเม็ดเงินมันจะตามมาเองหากธุรกิจของท่านส่งผลกระทบต่อผู้คนมากพอ

“เคยได้ยินว่าคนจับกุ้งฝอยจนรวย ไม่เคยได้ยินว่าใครจับปลาวาฬแล้วรวย” – Jack Ma

ที่มา : https://www.facebook.com/1536715283275877/photos/a.1541486682798737.1073741827.1536715283275877/1589893631291375/