มีแม่ทัพคนหนึ่งเล่นหมากล้อมเก่งมาก
ไม่ค่อยมีคนเล่นชนะได้
วันหนึ่ง. แม่ทัพออกรบผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีป้ายติดว่า..
“เล่นหมากล้อมอันดับ 1 ของประเทศ”
แม่ทัพไม่เชื่อจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้านและเล่นด้วย
ปรากฎว่า.. เจ้าของบ้านแพ้ ทั้ง 3 กระดาน
แม่ทัพหัวเราะ “555 แกเอาป้ายลงได้แล้ว”
แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความดีใจ
ไม่นาน.. แม่ทัพรบชนะกลับมา
ผ่านมาที่เดิม ก็ยังเห็นป้าย
แขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม
แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน
และท้าดวลอีก ปรากฎว่าครั้งนี้
แม่ทัพแพ้ทั้ง 3 กระดาน
แม่ทัพประหลาดใจมาก
ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร
เจ้าของบ้านตอบว่า
“ครั้งก่อน ท่านมีภารกิจออกรบ
ข้าน้อยจะไม่ทำท่านเสียกำลังใจ
ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้
แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา
ข้าน้อยก็ไม่ต้องออมมือแล้ว”
คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือ..
ชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ
มีใจกว้างขวาง ก็พอ
การใช้ชีวิต ก็เหมือนกัน
"รู้ ไม่จำเป็นต้องพูด
ไม่พูดใช่ว่า จะไม่รู้"
ต่อหน้าคนใจแคบ คุณต้องใจกว้าง
ถ้าทำใจกว้างไม่ได้ ก็ต้องแกล้งโง่
ประสพการณ์, เรื่องราวทั่วไป, แง่คิด, มุมมอง ที่น่าสนใจ - สิริพงษ์ พงศ์ภิญโญภาพ
Showing posts with label Bedtime Story. Show all posts
Showing posts with label Bedtime Story. Show all posts
Tuesday, July 7, 2015
Friday, June 12, 2015
แข่งขันปีน
ครั้งหนึ่ง มีกลุ่มของลูกกบตัวเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ได้มาร่วมกันจัดการแข่งขันเพื่อจะปีนขึ้นไปยอดเสาไฟฟ้า มีกลุ่มชนชาวกบมากมายมารอชม และเชียร์การแข่งขันครั้งนี้...
การแข่งขันเริ่มขึ้น...
พูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีชนชาวกบตัวใด จะเชื่อว่าเจ้ากบตัวเล็กๆ เหล่านั้นจะปีนขึ้นไปจนถึงยอดได้
มีเสียงพูดลอยมาให้ได้ยิน เป็นต้นว่า "เขาไม่มีทางจะขึ้นไปถึงยอดหรอก มันยากลำบากขนาดนั้น" หรือ "เขาไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรอก เสามันสูงขนาดนั้น"
เจ้ากบตัวน้อยๆ เหล่านี้ก็เริ่มที่จะร่วงหล่นลงไปทีละตัวๆ...ยกเว้นเจ้าตัวหนึ่งซึ่งยังปีนอย่างมุ่งมั่น สูงขึ้น และสูงขึ้น...
ฝูงกบก็เริ่มส่งเสียงร้องตะโกน "มันยากเกินไป ไม่มีใครทำได้หรอก!!" กบส่วนใหญ่เริ่มเหนื่อย และยอมแพ้
...แต่มีกบตัวหนึ่งที่ยังตั้งหน้าตั้งตาปีนสูงขึ้น สูงขึ้นๆ... เจ้าตัวนี้ไม่ยอมแพ้!!
เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน กบตัวอื่นๆ ต่างยอมแพ้ที่จะปีนสู่ยอดเสาจนหมด ยกเว้นกบตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง ด้วยความพยายามอย่างสุดกำลัง มันก็สามารถปีนขึ้นสู่ยอดเสาได้!
กบคู่แข่งขันอยากรู้ว่า เจ้ากบเล็กๆ ตัวนี้มีพลังในการปีนขึ้นสู่ยอดเสาอันเป็นเป้าหมาย จนประสบความสำเร็จได้อย่างไร? เรื่องกลับกลายเป็นว่า...
เจ้ากบผู้ชนะตัวนั้น หูหนวก!!!!
ที่มา : internet
การแข่งขันเริ่มขึ้น...
พูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีชนชาวกบตัวใด จะเชื่อว่าเจ้ากบตัวเล็กๆ เหล่านั้นจะปีนขึ้นไปจนถึงยอดได้
มีเสียงพูดลอยมาให้ได้ยิน เป็นต้นว่า "เขาไม่มีทางจะขึ้นไปถึงยอดหรอก มันยากลำบากขนาดนั้น" หรือ "เขาไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรอก เสามันสูงขนาดนั้น"
เจ้ากบตัวน้อยๆ เหล่านี้ก็เริ่มที่จะร่วงหล่นลงไปทีละตัวๆ...ยกเว้นเจ้าตัวหนึ่งซึ่งยังปีนอย่างมุ่งมั่น สูงขึ้น และสูงขึ้น...
ฝูงกบก็เริ่มส่งเสียงร้องตะโกน "มันยากเกินไป ไม่มีใครทำได้หรอก!!" กบส่วนใหญ่เริ่มเหนื่อย และยอมแพ้
...แต่มีกบตัวหนึ่งที่ยังตั้งหน้าตั้งตาปีนสูงขึ้น สูงขึ้นๆ... เจ้าตัวนี้ไม่ยอมแพ้!!
เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน กบตัวอื่นๆ ต่างยอมแพ้ที่จะปีนสู่ยอดเสาจนหมด ยกเว้นกบตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง ด้วยความพยายามอย่างสุดกำลัง มันก็สามารถปีนขึ้นสู่ยอดเสาได้!
กบคู่แข่งขันอยากรู้ว่า เจ้ากบเล็กๆ ตัวนี้มีพลังในการปีนขึ้นสู่ยอดเสาอันเป็นเป้าหมาย จนประสบความสำเร็จได้อย่างไร? เรื่องกลับกลายเป็นว่า...
เจ้ากบผู้ชนะตัวนั้น หูหนวก!!!!
ที่มา : internet
Labels:
Bedtime Story
หมาขี้เรื้อน
ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่ บัณฑิตใหม่หมาดๆ จากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน พระหนุ่มการศึกษาสูง มาจากตระกูลผู้ดี มีแต่ความสุขสบาย เมื่อมาอยู่วัดป่า กว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ "นิ่ง" ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆ กัน
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอา ก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้ ยกหู ชู หางตัวเองอยู่เป็นประจำ วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้า ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่ หาว่าล้าสมัย ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่ง จนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง ก็ทำท่าล้างอย่างขอไปที ล้างไปบ่นไป ตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอก ต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้...
โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้ว ช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ กลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
อยู่มาได้พักใหญ่ พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆ ครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆ ไม่เห็นท่านทำอะไร เอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (พระ-เณรน้อยก็มี ไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง
เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา อุตส่าห์เขียนคำวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการวัดได้ร่วมยี่สิบข้อ เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่า ล้าสมัย รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง เพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูกอีก
หนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้น เทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
...เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตา พลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ
"เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้ อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะ มันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคเรื้อน ซึ่งเกาะกินอยู่บนหลังของตัวมันเองนั่นต่างหาก"
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลง เป็นสัญญาณให้รู้ว่าได้เวลาภาวนา หลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว
ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบแต่ในวุ่นว่าย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน พระหนุ่มการศึกษาสูง มาจากตระกูลผู้ดี มีแต่ความสุขสบาย เมื่อมาอยู่วัดป่า กว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน แต่ก็นั่นแหละกว่าจะ "นิ่ง" ก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆ กัน
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอา ก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิดและชอบอวดรู้ ยกหู ชู หางตัวเองอยู่เป็นประจำ วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้า ก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่ หาว่าล้าสมัย ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า ท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกิน กว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่ง จนขาเป็นเหน็บชา ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้าง ก็ทำท่าล้างอย่างขอไปที ล้างไปบ่นไป ตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอก ต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้...
โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้ว ช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ กลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
อยู่มาได้พักใหญ่ พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆ ครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆ ไม่เห็นท่านทำอะไร เอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (พระ-เณรน้อยก็มี ไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง
เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา อุตส่าห์เขียนคำวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการวัดได้ร่วมยี่สิบข้อ เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่า ล้าสมัย รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง เพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูกอีก
หนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้น เทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
...เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำ หลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตา พลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ
"เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อนคันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้น เดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้ อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะ มันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้น หาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคเรื้อน ซึ่งเกาะกินอยู่บนหลังของตัวมันเองนั่นต่างหาก"
พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลง เป็นสัญญาณให้รู้ว่าได้เวลาภาวนา หลังการทำวัตรสวดมนต์เย็นแล้ว
ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบแต่ในวุ่นว่าย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง
Labels:
Bedtime Story
บะหมี่ชามเดียว
เด็กน้อยหนึ่ง ทะเลาะแม่ หนีจากบ้าน
เดินซมซาน มาจนถึง ร้านบะหมี่
ท้องร้องหิว แต่กระเป๋า เงินไม่มี
ลุงใจดี ให้กินฟรี ไม่คิดเงิน
เด็กน้อยซึ้ง ในน้ำใจ ลุงใจดี
บอกชีวี ของข้านี้ จดจำไว้
ไม่มีวัน จะลืมเลือน ในน้ำใจ
ที่ท่านได้ ให้บะหมี่ ข้าหนึ่งชาม
ลุงให้เจ้า บะหมี่น้ำ แค่ชามหนึ่ง
เจ้ายังซึ้ง ถึงกับบอก ลืมไม่ได้
มารดาเจ้า ให้มากมาย ตั้งเท่าไร
ก็แล้วใย ไม่คิดถึง ซึ่งบุญคุณ
ยามคนอื่น ทำดีให้ แค่เพียงนิด
เรามักคิด ว่านี่เป็น เรื่องยิ่งใหญ่
แม่ของเรา ทำให้เรา ตั้งมากมาย
เราทำไม เห็นเป็นเรื่อง ธรรมดา
กวีธุลีธรรม
เดินซมซาน มาจนถึง ร้านบะหมี่
ท้องร้องหิว แต่กระเป๋า เงินไม่มี
ลุงใจดี ให้กินฟรี ไม่คิดเงิน
เด็กน้อยซึ้ง ในน้ำใจ ลุงใจดี
บอกชีวี ของข้านี้ จดจำไว้
ไม่มีวัน จะลืมเลือน ในน้ำใจ
ที่ท่านได้ ให้บะหมี่ ข้าหนึ่งชาม
ลุงให้เจ้า บะหมี่น้ำ แค่ชามหนึ่ง
เจ้ายังซึ้ง ถึงกับบอก ลืมไม่ได้
มารดาเจ้า ให้มากมาย ตั้งเท่าไร
ก็แล้วใย ไม่คิดถึง ซึ่งบุญคุณ
ยามคนอื่น ทำดีให้ แค่เพียงนิด
เรามักคิด ว่านี่เป็น เรื่องยิ่งใหญ่
แม่ของเรา ทำให้เรา ตั้งมากมาย
เราทำไม เห็นเป็นเรื่อง ธรรมดา
กวีธุลีธรรม
Labels:
Bedtime Story,
Gratitude
ใบปริญญา
...เด็กหนุ่มคนหนึ่ง เรียนเก่งมาก ได้ทุนไปเรียนอเมริกาตั้งแต่เด็กจนจบด็อกเตอร์ จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน
บ้านของเด็กหนุ่ม อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ ต้องนั่งเรือแจวข้ามไป ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง
"เรือที่ติดเครื่องยนต์ไม่มีเหรอลุง?"
"ไม่มีหรอกหลาน ที่นี่มันบ้านนอก มันห่างไกลความเจริญมีแต่เรือแจว"
"โอ...ล้าสมัยมากเลยนะลุง โบราณมาก ที่อเมริกาเขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก ไปส่งผมฝั่งโน้น เอาเท่าไหร่ลุง?"
"80 บาท"
"OK…ไปเลยลุง"
ในขณะที่ลุงแจวเรือ หนุ่มนักเรียนนอกก็เล่าเรื่องความทันสมัย ความก้าวหน้า ความศิวิไลช์ ของอเมริกาให้ลุงฟัง
"เมืองไทย...เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้วล้าสมัยมาก ไม่รู้คนไทยอยู่กันได้ยังไง? ทำไมไม่พัฒนา ทำไมไม่ทำตามเขา เลียนแบบเขาให้ทัน? ลุง...ลุงใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นไหม?"
"ลุงไม่รู้หรอก...ใช้ไม่เป็น"
"โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ ชีวิตลุงหายไปแล้ว 25%"
"แล้วลุงรู้ไหมว่า เศรษฐกิจของโลกตอนนี้เป็นยังไง?"
"ลุงไม่รู้หรอก"
"ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ ชีวิตของลุงหายไป 50%"
"ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหมลุง?"
"ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหมลุง?"
"ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย"
"ชีวิตของลุง ลุงรู้อยู่อย่างเดียวว่าจะทำยังไงถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้ ชีวิตของลุงหายไปแล้ว 75%"
พอดีช่วงนั้นเกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง คลื่นลูกใหญ่มาก ท้องฟ้ามืดครึ้ม
"นี่พ่อหนุ่มเรียนหนังสือมาเยอะจบดอกเตอร์จากต่างประเทศ ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม?"
"ได้...จะถามอะไรหรือลุง?"
"เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม?"
"ไม่เป็นจ๊ะ...ลุง"
"หาาา...ชีวิตของเอ็งกำลังจะหายไป 100% แล้วพ่อหนุ่ม"
...อย่าคิดว่าตัวเราเหนือกว่าคนอื่นเพียงแค่มีการศึกษาสูง
ยังมีประสบการณ์ชีวิตที่ต้องศึกษาอีกมาก แม้จะไม่มีใบประกาศมอบให้
ที่มา :
https://www.facebook.com/wirodePAG/photos/a.1636356973256434.1073741828.1632981996927265/1878735155685280/?type=1
บ้านของเด็กหนุ่ม อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ ต้องนั่งเรือแจวข้ามไป ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง
"เรือที่ติดเครื่องยนต์ไม่มีเหรอลุง?"
"ไม่มีหรอกหลาน ที่นี่มันบ้านนอก มันห่างไกลความเจริญมีแต่เรือแจว"
"โอ...ล้าสมัยมากเลยนะลุง โบราณมาก ที่อเมริกาเขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก ไปส่งผมฝั่งโน้น เอาเท่าไหร่ลุง?"
"80 บาท"
"OK…ไปเลยลุง"
ในขณะที่ลุงแจวเรือ หนุ่มนักเรียนนอกก็เล่าเรื่องความทันสมัย ความก้าวหน้า ความศิวิไลช์ ของอเมริกาให้ลุงฟัง
"เมืองไทย...เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้วล้าสมัยมาก ไม่รู้คนไทยอยู่กันได้ยังไง? ทำไมไม่พัฒนา ทำไมไม่ทำตามเขา เลียนแบบเขาให้ทัน? ลุง...ลุงใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นไหม?"
"ลุงไม่รู้หรอก...ใช้ไม่เป็น"
"โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ ชีวิตลุงหายไปแล้ว 25%"
"แล้วลุงรู้ไหมว่า เศรษฐกิจของโลกตอนนี้เป็นยังไง?"
"ลุงไม่รู้หรอก"
"ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ ชีวิตของลุงหายไป 50%"
"ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหมลุง?"
"ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหมลุง?"
"ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย"
"ชีวิตของลุง ลุงรู้อยู่อย่างเดียวว่าจะทำยังไงถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้ ชีวิตของลุงหายไปแล้ว 75%"
พอดีช่วงนั้นเกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง คลื่นลูกใหญ่มาก ท้องฟ้ามืดครึ้ม
"นี่พ่อหนุ่มเรียนหนังสือมาเยอะจบดอกเตอร์จากต่างประเทศ ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม?"
"ได้...จะถามอะไรหรือลุง?"
"เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม?"
"ไม่เป็นจ๊ะ...ลุง"
"หาาา...ชีวิตของเอ็งกำลังจะหายไป 100% แล้วพ่อหนุ่ม"
...อย่าคิดว่าตัวเราเหนือกว่าคนอื่นเพียงแค่มีการศึกษาสูง
ยังมีประสบการณ์ชีวิตที่ต้องศึกษาอีกมาก แม้จะไม่มีใบประกาศมอบให้
ที่มา :
https://www.facebook.com/wirodePAG/photos/a.1636356973256434.1073741828.1632981996927265/1878735155685280/?type=1
Labels:
Bedtime Story
คำสอนของตะปู
เด็กน้อยคนหนึ่ง มีสีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก พ่อของเขาจึงได้นำตะปู มาให้เขา1 ถุง และได้บอกกับเขาว่า " ทุกครั้ง เวลาที่เขารู้สึกโมโห หรือ โกรธใครซักคน ให้ตอกตะปู 1ตัวเข้าไปกับ รั้วหลังบ้าน "
วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเข้าไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันผ่านไป ก็ลดจำนวนลง เพราะเขารู้สึกว่า การควบคุมอารมณ์ตนเองเริ่มสงบลง และแล้ว หลังจากที่เขา สามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับ พ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้แล้ว....
พ่อยิ้ม..และบอกกับลูกชายว่า..." ถ้าเป็นเช่นนั้น ลองพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุก ๆครั้งที่สามารถควบคุมตนเองได้ ให้ถอนตะปู ออกจากรั้วบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง "
วันแล้ว วันเล่า เด็กน้อยค่อย ๆ ถอนตะปู ออก ทีละตัว จาก1 เป็น 2 2 เป็น 3
จนในที่สุด ตะปู ถูกถอดออกจนหมด เด็กน้อยดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกพ่อ
" ฉันทำได้ ในที่สุด ฉันก็ทำสำเร็จ ..!! พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่ได้จูงมือ ลูกชายไปที่
รั้วหลังบ้าน " เจ้าลองมองที่รั้วเหล่านั้นสิ มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะมีรอยตะปูเต็มไปหมด จำไว้นะลูก เวลาทำอะไรลงไป โดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล ต่อให้ใช้คำพูดว่า ขอโทษ สักกี่หน ก็ไม่อาจลบ ความเจ็บปวด ไม่อาจรบรอยแผล ที่เกิดขึ้นกับคนนั้นได้ กับเพื่อน เพื่อนเปรียบเสมือนอัญมณี ที่หายาก เป็นคนทำให้เรายิ้ม ให้กำลังใจยินดีเมื่อเราประสบความสำเร็จ ปลอบใจเมื่อยามเศร้า ร่วมทุกข์ร่วมสุข กับเรา และจริงใจกับ
เราเสมอ ......จงระวัง ในสิ่งที่เราทำลงไป ไม่ว่าจะป็น คำพูด หรือ การกระทำ และ จดจำไว้เสมอว่า คำขอโทษ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น คือ รอยร้าว แผลเป็นที่เค้าคงไม่อาจลืมมันได้ ......ตลอดไป
ที่มา Internet
วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเข้าไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และก็ค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันผ่านไป ก็ลดจำนวนลง เพราะเขารู้สึกว่า การควบคุมอารมณ์ตนเองเริ่มสงบลง และแล้ว หลังจากที่เขา สามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับ พ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้แล้ว....
พ่อยิ้ม..และบอกกับลูกชายว่า..." ถ้าเป็นเช่นนั้น ลองพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุก ๆครั้งที่สามารถควบคุมตนเองได้ ให้ถอนตะปู ออกจากรั้วบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง "
วันแล้ว วันเล่า เด็กน้อยค่อย ๆ ถอนตะปู ออก ทีละตัว จาก1 เป็น 2 2 เป็น 3
จนในที่สุด ตะปู ถูกถอดออกจนหมด เด็กน้อยดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกพ่อ
" ฉันทำได้ ในที่สุด ฉันก็ทำสำเร็จ ..!! พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่ได้จูงมือ ลูกชายไปที่
รั้วหลังบ้าน " เจ้าลองมองที่รั้วเหล่านั้นสิ มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะมีรอยตะปูเต็มไปหมด จำไว้นะลูก เวลาทำอะไรลงไป โดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล ต่อให้ใช้คำพูดว่า ขอโทษ สักกี่หน ก็ไม่อาจลบ ความเจ็บปวด ไม่อาจรบรอยแผล ที่เกิดขึ้นกับคนนั้นได้ กับเพื่อน เพื่อนเปรียบเสมือนอัญมณี ที่หายาก เป็นคนทำให้เรายิ้ม ให้กำลังใจยินดีเมื่อเราประสบความสำเร็จ ปลอบใจเมื่อยามเศร้า ร่วมทุกข์ร่วมสุข กับเรา และจริงใจกับ
เราเสมอ ......จงระวัง ในสิ่งที่เราทำลงไป ไม่ว่าจะป็น คำพูด หรือ การกระทำ และ จดจำไว้เสมอว่า คำขอโทษ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น คือ รอยร้าว แผลเป็นที่เค้าคงไม่อาจลืมมันได้ ......ตลอดไป
ที่มา Internet
Labels:
Bedtime Story
เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
มิตตวินทุกะชาดก
เรื่องก็มี ลูกเศรษฐี พราราณสีอยู่
นิสัยดู ชั่งชั่วช้า อย่าสงสัย
คอยแต่สร้าง เรื่องลุกลาม ความบรรลัย
ชื่อเขาไซร้ มิตวินทุกะ ปะแล้วซวย
ไม่เคยเชื่อ คำพ่อแม่ ที่แก่เฒ่า
ไม่เคยเอา ใจดูแล พ่อแม่หนา
ไม่เคยช่วย ด้วยพ่อแม่ หาข้าวปลา
ทั้งชั่วช้า จ้องทรพี ไม่ดีเลย
พ่อตายไป เหลือแต่แม่ ที่แก่เฒ่า
คอยอยู่เฝ้า กองสมบัติ พัสสถาน
แม่คอยสอน ให้เล่าเรียน เพียรทำงาน
กลับรำคาญ ด่าว่าแม่ แก่เลอะเลือน
มาวันหนึ่ง วินทุกะ จะค้าขาย
เมื่อตอนสาย เรือใบค้า จะมาถึง
แม่ร้องห้าม ลูกอย่าไป ใจคำนึง
กลัวลูกถึง ชะตาฆาต ขาดกลางเล
วินทุกะ ตะโกนว่า ข้าไม่สน
หลบให้พ้น ข้าจะไป ตามใจฉัน
แม่จึงรีบ ยืนบังทาง ขวางลูกพลัน
วินทุกะนั้น พลันโดดถีบ รีบลงเรือ
เรือแล่นไป ได้หกวัน พลันสะดุด
ลอยไปหยุด กลางสมุทรกว้าง ห่างวิถี
กัปตันเรือ ก็จนใจ ไร้วิธี
สงสัยมี กาลกิณีไซร้ ในเรือเรา
จึงเอาติ้ว ไม้ใช้นับ จับสลาก
อันหนึ่งบาก ไว้ให้เห็น เป็นเครื่องหมาย
เรียงหน้าเข้า มาหยิบจับ ทีละราย
ผลสุดท้าย วินทุกะ ปะไม้ซวย
แม้จับใหม่ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม
ไม่พ้นความ ซวยอยู่ตน พ้นไปไหน
ทุกคนพา กันโล่งอก ตกลงใจ
จับมันไป ใส่แพลอย ค่อยออกเรือ
แพลำน้อย ลอยไปไหน ไม่รู้ทิศ
ลอยไปติด เขตเกาะร้าง ทางของผี
ผีก็หลอก ลวงให้หลง กามราคี
ปราสาทศรี เนรมิตไว้ ให้ลวงตา
เสพกามอยู่ มิรู้คลาย จนกายผอม
แต่ก็ยอม เพราะใจนั้น มันสุขสันต์
เห็นเกาะใกล้ อยากรู้ไหน ดีกว่ากัน
เกาะแห่งนั้น ปราสาทเงิน เชิญลิ้มลอง
แล้วลงแพ แถถ่อล่อง ท่องเกาะเที่ยว
ถูกใจเชียว วิมานเงิน เนินสวรรค์
เปรตอีกตน ดลจิตใจ ไว้เร็วพลัน
ให้เห็นมัน เป็นหญิงงาม เหมือนตามเคย
อยู่เสพกาม ได้สักพัก ชักจะเบื่อ
ด้วยใจเชื่อ ว่าอีกเกาะ เหมาะเหมือนฝัน
กระโดดลง ถ่อแพไป ไม่ถึงวัน
ถึงเกาะนั้น ปราสาททอง ผ่องโสภี
ด้วยว่ามี เปรตอีกตน ก็ดลจิต
เนรมิต ร่างสาวงาม ตามวิสัย
หลอกลวงล่อ ขอเสพกาม เอาตามใจ
วินทุกะไซร้ เกือบแดดิ้น สิ้นชีวี
แต่ด้วยความ ที่มักมาก ยากจะหยุด
จึงรีบรุด ไปอีกเกาะ เหมือนเหาะเหิน
ปราสาทแก้ว แววเรืองรอง จ้องเชื้อเชิญ
อยู่กันเพลิน กับนางเปรตเหตุ เพราะกรรม
เอาแล้วไง อยู่อยู่ไป ชักเบื่ออีก
จึงรีบปลีก ตัวลงแพ แถอีกหน
ด้วยเพราะเหตุ กรรมของตัว ชั่วของตน
กรรมบันดล จนพบเกาะ เหมาะกับตัว
กรรมที่ตบ ตีมารดา พาให้เห็น
เกาะนั้นเป็น ดังสวรรค์ ที่สรรหา
ความอัปรีย์ ทรพี ที่นำพา
หลงเข้ามา อุสุทะ นรกเลว
เปรตตนหนึ่ง ซึ่งต้องโทษ โลดแล่นอยู่
น่าอดสู มีกงจักร ปักบนหัว
จักรหมุนติ้ว เผ่นแล่นลิ่ว ร้องระรัว
เพราะกรรมชั่ว ที่ติดตัว ทรพี
วินทุกะ นั้นหลงผิด ถึงขีดสุด
เห็นมงกุฎ ดอกบัวแก้ว แววสดใส
ก็ถึงคราว กรรมบังตัว ชั่วบังใจ
ร้องอยากได้ มงกุฎตัว บัวงดงาม
เปรตร้องบอก ไม่ใช่บัวแต่ เป็นจักร
หมุนวนปัก กลางหัวข้า น่าสงสาร
นานหลายกัป ที่ทนทุกข์ ทรมาน
เจ้าสันดาน พาลมองเห็น เป็นดอกบัว
วินทุกะ ไม่ยอมฟัง ดังเขาบอก
อย่ามาหลอก ฉันดีกว่า ไอ้หน้าผี
เอามงกุฎ ชุดดอกบัว มาดี ดี
อย่าให้มี ซึ่งโมโห โกรธากัน
เอ้าก็ได้ จงเอาไป ดังใจเจ้า
มาคว้าเอา ไปเองเถิด จะเกิดผล
ไม่สามารถ เอาออกได้ ด้วยมือตน
จนกว่าคน มีมาเปลี่ยน หมุนเวียนกรรม
วินทุกะ รีบคว้าเอา บัวกงจักร
ด้วยทึกทัก ว่าเป็นบัว มัวสุขสม
จักรปั่นหัว รู้สึกตัว ทุกข์ระทม
ร้องระงม ชดใช้กรรม ที่ทำมา
................................
นี่แหละหนา ที่เขาว่า อันกงจักร
คนชั่วมัก แค่มองเห็น เป็นของสวย
เป็นดอกบัว ที่สุกงอม หอมระรวย
หายงง งวย จึงเห็นจักร ปักหัวตน
พระดิน สมาหิโต
ที่มา http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/dbview.php?No=365
เรื่องก็มี ลูกเศรษฐี พราราณสีอยู่
นิสัยดู ชั่งชั่วช้า อย่าสงสัย
คอยแต่สร้าง เรื่องลุกลาม ความบรรลัย
ชื่อเขาไซร้ มิตวินทุกะ ปะแล้วซวย
ไม่เคยเชื่อ คำพ่อแม่ ที่แก่เฒ่า
ไม่เคยเอา ใจดูแล พ่อแม่หนา
ไม่เคยช่วย ด้วยพ่อแม่ หาข้าวปลา
ทั้งชั่วช้า จ้องทรพี ไม่ดีเลย
พ่อตายไป เหลือแต่แม่ ที่แก่เฒ่า
คอยอยู่เฝ้า กองสมบัติ พัสสถาน
แม่คอยสอน ให้เล่าเรียน เพียรทำงาน
กลับรำคาญ ด่าว่าแม่ แก่เลอะเลือน
มาวันหนึ่ง วินทุกะ จะค้าขาย
เมื่อตอนสาย เรือใบค้า จะมาถึง
แม่ร้องห้าม ลูกอย่าไป ใจคำนึง
กลัวลูกถึง ชะตาฆาต ขาดกลางเล
วินทุกะ ตะโกนว่า ข้าไม่สน
หลบให้พ้น ข้าจะไป ตามใจฉัน
แม่จึงรีบ ยืนบังทาง ขวางลูกพลัน
วินทุกะนั้น พลันโดดถีบ รีบลงเรือ
เรือแล่นไป ได้หกวัน พลันสะดุด
ลอยไปหยุด กลางสมุทรกว้าง ห่างวิถี
กัปตันเรือ ก็จนใจ ไร้วิธี
สงสัยมี กาลกิณีไซร้ ในเรือเรา
จึงเอาติ้ว ไม้ใช้นับ จับสลาก
อันหนึ่งบาก ไว้ให้เห็น เป็นเครื่องหมาย
เรียงหน้าเข้า มาหยิบจับ ทีละราย
ผลสุดท้าย วินทุกะ ปะไม้ซวย
แม้จับใหม่ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม
ไม่พ้นความ ซวยอยู่ตน พ้นไปไหน
ทุกคนพา กันโล่งอก ตกลงใจ
จับมันไป ใส่แพลอย ค่อยออกเรือ
แพลำน้อย ลอยไปไหน ไม่รู้ทิศ
ลอยไปติด เขตเกาะร้าง ทางของผี
ผีก็หลอก ลวงให้หลง กามราคี
ปราสาทศรี เนรมิตไว้ ให้ลวงตา
เสพกามอยู่ มิรู้คลาย จนกายผอม
แต่ก็ยอม เพราะใจนั้น มันสุขสันต์
เห็นเกาะใกล้ อยากรู้ไหน ดีกว่ากัน
เกาะแห่งนั้น ปราสาทเงิน เชิญลิ้มลอง
แล้วลงแพ แถถ่อล่อง ท่องเกาะเที่ยว
ถูกใจเชียว วิมานเงิน เนินสวรรค์
เปรตอีกตน ดลจิตใจ ไว้เร็วพลัน
ให้เห็นมัน เป็นหญิงงาม เหมือนตามเคย
อยู่เสพกาม ได้สักพัก ชักจะเบื่อ
ด้วยใจเชื่อ ว่าอีกเกาะ เหมาะเหมือนฝัน
กระโดดลง ถ่อแพไป ไม่ถึงวัน
ถึงเกาะนั้น ปราสาททอง ผ่องโสภี
ด้วยว่ามี เปรตอีกตน ก็ดลจิต
เนรมิต ร่างสาวงาม ตามวิสัย
หลอกลวงล่อ ขอเสพกาม เอาตามใจ
วินทุกะไซร้ เกือบแดดิ้น สิ้นชีวี
แต่ด้วยความ ที่มักมาก ยากจะหยุด
จึงรีบรุด ไปอีกเกาะ เหมือนเหาะเหิน
ปราสาทแก้ว แววเรืองรอง จ้องเชื้อเชิญ
อยู่กันเพลิน กับนางเปรตเหตุ เพราะกรรม
เอาแล้วไง อยู่อยู่ไป ชักเบื่ออีก
จึงรีบปลีก ตัวลงแพ แถอีกหน
ด้วยเพราะเหตุ กรรมของตัว ชั่วของตน
กรรมบันดล จนพบเกาะ เหมาะกับตัว
กรรมที่ตบ ตีมารดา พาให้เห็น
เกาะนั้นเป็น ดังสวรรค์ ที่สรรหา
ความอัปรีย์ ทรพี ที่นำพา
หลงเข้ามา อุสุทะ นรกเลว
เปรตตนหนึ่ง ซึ่งต้องโทษ โลดแล่นอยู่
น่าอดสู มีกงจักร ปักบนหัว
จักรหมุนติ้ว เผ่นแล่นลิ่ว ร้องระรัว
เพราะกรรมชั่ว ที่ติดตัว ทรพี
วินทุกะ นั้นหลงผิด ถึงขีดสุด
เห็นมงกุฎ ดอกบัวแก้ว แววสดใส
ก็ถึงคราว กรรมบังตัว ชั่วบังใจ
ร้องอยากได้ มงกุฎตัว บัวงดงาม
เปรตร้องบอก ไม่ใช่บัวแต่ เป็นจักร
หมุนวนปัก กลางหัวข้า น่าสงสาร
นานหลายกัป ที่ทนทุกข์ ทรมาน
เจ้าสันดาน พาลมองเห็น เป็นดอกบัว
วินทุกะ ไม่ยอมฟัง ดังเขาบอก
อย่ามาหลอก ฉันดีกว่า ไอ้หน้าผี
เอามงกุฎ ชุดดอกบัว มาดี ดี
อย่าให้มี ซึ่งโมโห โกรธากัน
เอ้าก็ได้ จงเอาไป ดังใจเจ้า
มาคว้าเอา ไปเองเถิด จะเกิดผล
ไม่สามารถ เอาออกได้ ด้วยมือตน
จนกว่าคน มีมาเปลี่ยน หมุนเวียนกรรม
วินทุกะ รีบคว้าเอา บัวกงจักร
ด้วยทึกทัก ว่าเป็นบัว มัวสุขสม
จักรปั่นหัว รู้สึกตัว ทุกข์ระทม
ร้องระงม ชดใช้กรรม ที่ทำมา
................................
นี่แหละหนา ที่เขาว่า อันกงจักร
คนชั่วมัก แค่มองเห็น เป็นของสวย
เป็นดอกบัว ที่สุกงอม หอมระรวย
หายงง งวย จึงเห็นจักร ปักหัวตน
พระดิน สมาหิโต
ที่มา http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/dbview.php?No=365
Labels:
Bedtime Story
คู่แข่งที่แท้จริง
ทุกปีในสหรัฐอเมริกาจะมีการประกวดแข่งขันสะกดคำ โดยจำกัดเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี งานนี้เป็นงานระดับชาติ มีเด็กมาร่วมแข่งขันถึง 10 ล้านคน และมีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศในรอบสุดท้าย
ปีนี้ผู้ที่ฝ่ามาถึงรอบสุดท้ายมีเพียง 13 คน ซามีร์ ปาเตล วัย 12 ขวบ ซึ่งปีที่แล้วได้อันดับ 2 เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ส่วนอันดับ 2 คือราชีพ ทาริโกพูลา ซึ่งได้ที่ 4 เมื่อปีที่แล้ว
ชัยชนะน่าจะเป็นของซามีร์ แต่แล้วเขาก็พลาดเมื่อเจอคำว่า eramacausis (แปลว่าอะไร โปรดหาจากพจนานุกรมเล่มใหญ่ๆ) การตกรอบของซามีร์ ทำให้ราชีพเป็นตัวเต็งอันดับ 1 ทันที
มีนักข่าวคนหนึ่งถามราชีพว่า ดีใจไหมที่คู่ปรับตกรอบไป คำตอบของราชีพก็คือ "ไม่ครับ นี่เป็นการแข่งขันกับ คำ ไม่ใช่กับ คน ครับ"...
คำตอบของราชีพคงทำให้ผู้ใหญ่หลายคนได้คิด ใช่หรือไม่ว่าเวลาเราแข่งขันในเรื่องอะไรก็ตาม เรามักจะมองเห็นผู้ร่วมแข่งขันเป็นปรปักษ์หรือฝ่ายตรงข้าม ในใจจึงอยากให้เขามีอันเป็นไป เพื่อเราจะได้เป็นผู้ชนะแต่ผู้เดียว หารู้ไม่ว่าลึกๆ ความอิจฉาและพยาบาทกำลังก่อตัวขึ้น ดังนั้น แข่งไปจึงทุกข์ไป แข่งเสร็จแล้วก็ยังทุกข์อีกที่เห็นคนอื่นเก่งกว่าตน
แต่สำหรับราชีพ แม้การแข่งขันจะดุเดือดอย่างไร เขาไม่ได้มองไปที่คน แต่มองไปที่คำ สำหรับเขาความท้าทายอยู่ที่การต่อสู้กับคำยากๆ คำยากทุกคำคือปริศนาที่เขาต้องถอดออกมาเป็นตัวๆ ให้ได้ เมื่อใจไปจดจ่ออยู่ที่คำเหล่านี้ เขาจึงไม่ยินดียินร้ายที่ผู้ร่วมแข่งขันจะไปหรืออยู่
แม้ว่าในที่สุดราชีพจะได้เป็นที่ 4 (เพราะแพ้คำว่า Heiligenschein) แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทุกข์เพราะเกลียดหรืออิจฉาคนที่เก่งกว่าเขา คงมีแต่ความมุ่งมั่นที่จะศึกษาค้นคว้าให้หนักขึ้นเพื่อพิชิตคำยากๆ ในปีหน้า
มุมมองของราชีพนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะในยามแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าสำหรับการดำเนินชีวิต และสัมพันธ์กับผู้คนด้วย...ใช่หรือไม่ว่า ในชีวิตประจำวัน เมื่อเราถูกวิพากษ์วิจารณ์ ใจเรามักจะพุ่งตรงไปยังคนวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ค่อยสนใจคำวิพากษ์วิจารณ์เท่าใดนัก ดังนั้นแม้ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะถูกต้อง ให้แง่คิดที่ดีเพียงใดก็ตาม แต่เราไม่สนใจที่จะไตร่ตรองเสียแล้ว เพราะใจนั้นเต็มไปด้วยความเกลียด และโกรธคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรา
ถ้าเราหันมาใส่ใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์กันให้มากขึ้น และสนใจให้น้อยลงกับการตอบโต้เพื่อเอาชนะคะคานคนที่วิพากษ์วิจารณ์ นอกจากเราจะทุกข์หรือโกรธเกลียดน้อยลงแล้ว เรายังมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นด้วย โดยเฉพาะหากเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ถูกต้อง
คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ ถึงกับบอกว่า
วันไหนไม่ได้รับคำตำหนิ วันนั้นถือเป็นอัปมงคลเลยทีเดียว
ที่มา :
https://www.facebook.com/wirodePAG/photos/a.1636356973256434.1073741828.1632981996927265/1879218635636932/?type=1
ปีนี้ผู้ที่ฝ่ามาถึงรอบสุดท้ายมีเพียง 13 คน ซามีร์ ปาเตล วัย 12 ขวบ ซึ่งปีที่แล้วได้อันดับ 2 เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ส่วนอันดับ 2 คือราชีพ ทาริโกพูลา ซึ่งได้ที่ 4 เมื่อปีที่แล้ว
ชัยชนะน่าจะเป็นของซามีร์ แต่แล้วเขาก็พลาดเมื่อเจอคำว่า eramacausis (แปลว่าอะไร โปรดหาจากพจนานุกรมเล่มใหญ่ๆ) การตกรอบของซามีร์ ทำให้ราชีพเป็นตัวเต็งอันดับ 1 ทันที
มีนักข่าวคนหนึ่งถามราชีพว่า ดีใจไหมที่คู่ปรับตกรอบไป คำตอบของราชีพก็คือ "ไม่ครับ นี่เป็นการแข่งขันกับ คำ ไม่ใช่กับ คน ครับ"...
คำตอบของราชีพคงทำให้ผู้ใหญ่หลายคนได้คิด ใช่หรือไม่ว่าเวลาเราแข่งขันในเรื่องอะไรก็ตาม เรามักจะมองเห็นผู้ร่วมแข่งขันเป็นปรปักษ์หรือฝ่ายตรงข้าม ในใจจึงอยากให้เขามีอันเป็นไป เพื่อเราจะได้เป็นผู้ชนะแต่ผู้เดียว หารู้ไม่ว่าลึกๆ ความอิจฉาและพยาบาทกำลังก่อตัวขึ้น ดังนั้น แข่งไปจึงทุกข์ไป แข่งเสร็จแล้วก็ยังทุกข์อีกที่เห็นคนอื่นเก่งกว่าตน
แต่สำหรับราชีพ แม้การแข่งขันจะดุเดือดอย่างไร เขาไม่ได้มองไปที่คน แต่มองไปที่คำ สำหรับเขาความท้าทายอยู่ที่การต่อสู้กับคำยากๆ คำยากทุกคำคือปริศนาที่เขาต้องถอดออกมาเป็นตัวๆ ให้ได้ เมื่อใจไปจดจ่ออยู่ที่คำเหล่านี้ เขาจึงไม่ยินดียินร้ายที่ผู้ร่วมแข่งขันจะไปหรืออยู่
แม้ว่าในที่สุดราชีพจะได้เป็นที่ 4 (เพราะแพ้คำว่า Heiligenschein) แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทุกข์เพราะเกลียดหรืออิจฉาคนที่เก่งกว่าเขา คงมีแต่ความมุ่งมั่นที่จะศึกษาค้นคว้าให้หนักขึ้นเพื่อพิชิตคำยากๆ ในปีหน้า
มุมมองของราชีพนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะในยามแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าสำหรับการดำเนินชีวิต และสัมพันธ์กับผู้คนด้วย...ใช่หรือไม่ว่า ในชีวิตประจำวัน เมื่อเราถูกวิพากษ์วิจารณ์ ใจเรามักจะพุ่งตรงไปยังคนวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ค่อยสนใจคำวิพากษ์วิจารณ์เท่าใดนัก ดังนั้นแม้ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะถูกต้อง ให้แง่คิดที่ดีเพียงใดก็ตาม แต่เราไม่สนใจที่จะไตร่ตรองเสียแล้ว เพราะใจนั้นเต็มไปด้วยความเกลียด และโกรธคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรา
ถ้าเราหันมาใส่ใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์กันให้มากขึ้น และสนใจให้น้อยลงกับการตอบโต้เพื่อเอาชนะคะคานคนที่วิพากษ์วิจารณ์ นอกจากเราจะทุกข์หรือโกรธเกลียดน้อยลงแล้ว เรายังมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นด้วย โดยเฉพาะหากเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ถูกต้อง
คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ ถึงกับบอกว่า
วันไหนไม่ได้รับคำตำหนิ วันนั้นถือเป็นอัปมงคลเลยทีเดียว
ที่มา :
https://www.facebook.com/wirodePAG/photos/a.1636356973256434.1073741828.1632981996927265/1879218635636932/?type=1
Labels:
Bedtime Story
Thursday, June 11, 2015
KFC
หลายคนที่ไม่เคยลิ้มรสความล้มเหลว ก็ไม่มีวันที่จะได้ลิ้มรสความหอมหวานของชัยชนะได้เช่นกัน
เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ต้องหนีออกจากบ้านเพราะทะเลาะกับพ่อเลี้ยง เคยทำงานเป็นคนรับจ้างทำงานในไร่ ขายประกัน พนักงานดับเพลิง ขับเรือกลไฟ ฯลฯ .... ล้มเหลวมาตลอด
"แซนเดอร์ส" เริ่มต้นชีวิตอีกครั้งตอนอายุ 40 ปี เขาพาครอบครัวไปปักหลักที่เมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ เปิดปั๊มน้ำมัน และทำร้านอาหารเล็กๆ สำหรับผู้ผ่านทาง ใช้โต๊ะกินข้าวในบ้านเป็นโต๊ะอาหารสำหรับลูกค้า
"แซนเดอร์ส" เป็นคนทำอาหารอร่อย เพราะต้องทำกับข้าวให้กับน้องๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ตอน 7 ขวบเคยได้รับรางวัลชนะเลิศทำอาหารประจำหมู่บ้าน ไม่แปลกที่ร้านอาหารของเขาจะทำรายได้ให้กับเขาสูงกว่าปั๊มน้ำมัน จากโต๊ะเดียวในบ้าน เขาขยายเป็น 142 ที่นั่งในเวลาต่อมา
เขาเริ่มคิดสูตร "ไก่ทอด" ยอดอร่อยขึ้นมาในช่วงนั้น อร่อยจนนักวิจารณ์ชื่อดังแนะนำร้านของเขา ผู้ว่าการรัฐเคนตั๊กกี้จึงแต่งตั้งให้เขาเป็น "ผู้พันแห่งเคนตั๊กกี้" และนั่นคือที่มาของชื่อ "ผู้พันแซนเดอร์ส" ที่คนรู้จักทั่วโลก
แต่ความสำเร็จก็อยู่กับเขาเพียงชั่วระยะหนึ่ง เมื่อรัฐบาลสร้างถนนสายใหม่ขึ้นมา นักเดินทางที่เคยผ่านร้านของเขาก็เลี่ยงไปใช้ถนนสายใหม่ ยอดขายของร้านลดลงเรื่อยๆ จน "ผู้พันแซนเดอร์ส" ต้องขายกิจการ ....
ชราอายุ 65 ปี มีเพียง 2 ทาง ทางหนึ่งคือ การใช้ชีวิตเพื่อรอลมหายใจสุดท้าย
กับเงินช่วยเหลือของรัฐบาล หรืออีกทางหนึ่ง...ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง วินาทีนั้น "ผู้พันแซนเดอร์ส" ค้นพบว่าเขายังเหลือ "ทรัพย์สิน" อีก 2 อย่างที่คนอื่นไม่มี นั่นคือ "สูตรไก่ทอด" และ "หัวใจ" ที่ไม่ยอมแพ้
ผู้พันแซนเดอร์สเดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อขายแฟรนไชส์ "สูตรไก่ทอด"
มีคนบอกว่าตอนที่เขาเสนอขาย "สูตรไก่ทอด" นี้
เขาต้องเผชิญกับคำปฏิเสธถึง 1,009 ครั้ง ก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จในที่สุด
และนั่นคือที่มาของ "เคเอฟซี" ในวันนี้
ความล้มเหลวไม่ได้แปลว่าพ่ายแพ้
แต่มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นสู่ชัยชนะ
ที่มา : internet
เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ต้องหนีออกจากบ้านเพราะทะเลาะกับพ่อเลี้ยง เคยทำงานเป็นคนรับจ้างทำงานในไร่ ขายประกัน พนักงานดับเพลิง ขับเรือกลไฟ ฯลฯ .... ล้มเหลวมาตลอด
"แซนเดอร์ส" เริ่มต้นชีวิตอีกครั้งตอนอายุ 40 ปี เขาพาครอบครัวไปปักหลักที่เมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ เปิดปั๊มน้ำมัน และทำร้านอาหารเล็กๆ สำหรับผู้ผ่านทาง ใช้โต๊ะกินข้าวในบ้านเป็นโต๊ะอาหารสำหรับลูกค้า
"แซนเดอร์ส" เป็นคนทำอาหารอร่อย เพราะต้องทำกับข้าวให้กับน้องๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย ตอน 7 ขวบเคยได้รับรางวัลชนะเลิศทำอาหารประจำหมู่บ้าน ไม่แปลกที่ร้านอาหารของเขาจะทำรายได้ให้กับเขาสูงกว่าปั๊มน้ำมัน จากโต๊ะเดียวในบ้าน เขาขยายเป็น 142 ที่นั่งในเวลาต่อมา
เขาเริ่มคิดสูตร "ไก่ทอด" ยอดอร่อยขึ้นมาในช่วงนั้น อร่อยจนนักวิจารณ์ชื่อดังแนะนำร้านของเขา ผู้ว่าการรัฐเคนตั๊กกี้จึงแต่งตั้งให้เขาเป็น "ผู้พันแห่งเคนตั๊กกี้" และนั่นคือที่มาของชื่อ "ผู้พันแซนเดอร์ส" ที่คนรู้จักทั่วโลก
แต่ความสำเร็จก็อยู่กับเขาเพียงชั่วระยะหนึ่ง เมื่อรัฐบาลสร้างถนนสายใหม่ขึ้นมา นักเดินทางที่เคยผ่านร้านของเขาก็เลี่ยงไปใช้ถนนสายใหม่ ยอดขายของร้านลดลงเรื่อยๆ จน "ผู้พันแซนเดอร์ส" ต้องขายกิจการ ....
ชราอายุ 65 ปี มีเพียง 2 ทาง ทางหนึ่งคือ การใช้ชีวิตเพื่อรอลมหายใจสุดท้าย
กับเงินช่วยเหลือของรัฐบาล หรืออีกทางหนึ่ง...ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง วินาทีนั้น "ผู้พันแซนเดอร์ส" ค้นพบว่าเขายังเหลือ "ทรัพย์สิน" อีก 2 อย่างที่คนอื่นไม่มี นั่นคือ "สูตรไก่ทอด" และ "หัวใจ" ที่ไม่ยอมแพ้
ผู้พันแซนเดอร์สเดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อขายแฟรนไชส์ "สูตรไก่ทอด"
มีคนบอกว่าตอนที่เขาเสนอขาย "สูตรไก่ทอด" นี้
เขาต้องเผชิญกับคำปฏิเสธถึง 1,009 ครั้ง ก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จในที่สุด
และนั่นคือที่มาของ "เคเอฟซี" ในวันนี้
ความล้มเหลวไม่ได้แปลว่าพ่ายแพ้
แต่มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นสู่ชัยชนะ
ที่มา : internet
Labels:
Bedtime Story,
Failure
Wednesday, June 10, 2015
นิทานก่อนนอน : ความผิดพลาดในชีวิต
------- วันนี้ช่วงเช้าหมอตรวจเด็กชายวัยรุ่นคนนึง (A นามสมมติ) อายุ 15 ปี
เป็นเด็กหน้าตาดี เรียนภาษาเก่ง(โดยเฉพาะภาษาจีน) อัธยาศัยดี เป็นที่รักของเพื่อนและครู
แต่เมื่อต้นปีที่แล้ว น้องA มีปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับแฟนที่โรงเรียน
ทำให้เด็กถูกไล่ออก หลังจากนั้น...เด็กเริ่มไม่สนใจเรียน
แม้แต่ภาษาจีนที่มักจะกลับมาทบทวนสม่ำเสมอ เล่นเกมมากขึ้น
แม่เป็นห่วงมากเรื่องที่เด็กเริ่มไม่สนใจเรียนเหมือนเดิม
-------
หมอ : A ... ดูนะ (หยิบบล็อกไม้มาต่อเป็นกำแพง)
A หน้าตาดี (ลงบล็อกหนึ่งก้อน) เก่งภาษาจีน ...เล่นดนตรีได้ ...
อัธยาศัยดี ... มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ... มีน้ำใจ ...
(ไล่ข้อดีไปเรื่อยๆ ช่วยกันกับแม่ พร้อมลงบล็อกทีละก้อน) ...
แต่วันนี้เราโดนไล่ออกเพราะปัญหาเรื่องแฟนใช่มั้ย (วางบล็อคเบี้ยวๆ) ....
เอาล่ะดูสิ เป็นแบบนี้เรายังต่อบล็อกกันต่อได้อีกมั้ย
A : ได้ครับ...เบี้ยวแค่ก้อนเดียวเอง
หมอ : ใช่ (ยิ้ม) ... แค่บล็อกก้อนเดียวเอง เราก็ยังต่อได้อีกตั้งเยอะ ...ดูสิ
ก้อนที่ A ทำไว้สวยๆมีตั้งเยอะ ไปสนใจอะไรกับบล็อกเบี้ยวๆก้อนเดียว ...
หมอว่าเรามามองกันต่อดีกว่าว่า จะวางแผนอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมาย
ชีวิตเรามีทั้งสิ่งดีและไม่ดีนะครับ ...
แต่เรามักสนใจสิ่งไม่ดีแล้วมาทับถมตัวเอง ทับถมลูก
ทำให้เค้าขาดความมั่นใจจะเดินต่อ ... ลองมองกว้างๆสิครับ
จะเห็นว่าสิ่งดีๆที่เค้าทำมามีตั้งเยอะ ...
แล้วทำไมเค้าจะดีขึ้นกว่านี้อีกไม่ได้ กะอีแค่บล็อกเบี้ยวๆก้อนเดียว
ที่มา : https://www.facebook.com/Sangdekgroup/photos/a.128526893984708.1073741831.128509253986472/239547796215950/?type=1
เป็นเด็กหน้าตาดี เรียนภาษาเก่ง(โดยเฉพาะภาษาจีน) อัธยาศัยดี เป็นที่รักของเพื่อนและครู
แต่เมื่อต้นปีที่แล้ว น้องA มีปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับแฟนที่โรงเรียน
ทำให้เด็กถูกไล่ออก หลังจากนั้น...เด็กเริ่มไม่สนใจเรียน
แม้แต่ภาษาจีนที่มักจะกลับมาทบทวนสม่ำเสมอ เล่นเกมมากขึ้น
แม่เป็นห่วงมากเรื่องที่เด็กเริ่มไม่สนใจเรียนเหมือนเดิม
-------
หมอ : A ... ดูนะ (หยิบบล็อกไม้มาต่อเป็นกำแพง)
A หน้าตาดี (ลงบล็อกหนึ่งก้อน) เก่งภาษาจีน ...เล่นดนตรีได้ ...
อัธยาศัยดี ... มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ... มีน้ำใจ ...
(ไล่ข้อดีไปเรื่อยๆ ช่วยกันกับแม่ พร้อมลงบล็อกทีละก้อน) ...
แต่วันนี้เราโดนไล่ออกเพราะปัญหาเรื่องแฟนใช่มั้ย (วางบล็อคเบี้ยวๆ) ....
เอาล่ะดูสิ เป็นแบบนี้เรายังต่อบล็อกกันต่อได้อีกมั้ย
A : ได้ครับ...เบี้ยวแค่ก้อนเดียวเอง
หมอ : ใช่ (ยิ้ม) ... แค่บล็อกก้อนเดียวเอง เราก็ยังต่อได้อีกตั้งเยอะ ...ดูสิ
ก้อนที่ A ทำไว้สวยๆมีตั้งเยอะ ไปสนใจอะไรกับบล็อกเบี้ยวๆก้อนเดียว ...
หมอว่าเรามามองกันต่อดีกว่าว่า จะวางแผนอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมาย
ชีวิตเรามีทั้งสิ่งดีและไม่ดีนะครับ ...
แต่เรามักสนใจสิ่งไม่ดีแล้วมาทับถมตัวเอง ทับถมลูก
ทำให้เค้าขาดความมั่นใจจะเดินต่อ ... ลองมองกว้างๆสิครับ
จะเห็นว่าสิ่งดีๆที่เค้าทำมามีตั้งเยอะ ...
แล้วทำไมเค้าจะดีขึ้นกว่านี้อีกไม่ได้ กะอีแค่บล็อกเบี้ยวๆก้อนเดียว
ที่มา : https://www.facebook.com/Sangdekgroup/photos/a.128526893984708.1073741831.128509253986472/239547796215950/?type=1
Labels:
Bedtime Story,
Mistakes
นิทานก่อนนอน: เครียดกับเป้าหมาย และความผิดหวัง
เชื่อมั้ยครับว่า นักฟุตบอล เป็นอาชีพที่ต้องพบกับความผิดหวังบ่อยมาก
ไม่เชื่อลองสังเกตสถิติตอนท้ายเกมสิครับ แล้วคุณจะเห็นว่าในการแข่งขัน 90 นาที แต่ละทีมจะมีความพยายามในการยิงประตูฝ่ายตรงข้ามเฉลี่ยประมาณ 20 – 30 ครั้ง
แต่บ่อยครั้งที่ความพยายามเหล่านั้นประสบผลสำเร็จเพียง 1-2 ประตูเท่านั้น (บางเกมก็ 0 เลย)
หรือพูดง่ายๆว่าที่ยิงไปอีกกว่า 20 ครั้งนั้นมัน “ไม่เข้า”
แล้วคุณเคยลองสังเกตดูมั้ยครับว่า เมื่อยิงประตูไม่เข้า (โดยเฉพาะเวลายิงจุดโทษ) นักฟุตบอลแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง
คุณเคยเห็นนักฟุตบอลที่ร้องไห้ฟูมฟาย หรือ เดินไปด่าผู้รักษาประตูฝ่ายตรงข้ามว่า “ยิงตั้งหลายทีแล้ว ปัดออกอยู่ได้ เล่นแบบนี้ไม่เล่นด้วยแล้วโว้ย” แล้วเดินออกจากสนามไปเลยมั้ยครับ
ส่วนมากที่ผมเห็นคือ สีหน้าท่าทางที่แสดงความผิดหวังไม่เกิน 10 วินาที แล้วเขาเหล่านั้นก็รีบวิ่งกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเองเพื่อเริ่มต้น “บุก” ใหม่อีกครั้ง
ที่เป็นเช่นนั้นได้ ผมเชื่อว่าเป็นเพราะ
1.นักฟุตบอลแต่ละคนนั้นไม่ได้ “คาดหวัง”ว่าการยิงประตูแต่ละครั้งนั้นมันจะต้อง “สำเร็จ” ไปเสียทุกครั้ง
2.การแข่งขันยังไม่จบ แปลว่ายังมีโอกาส และยังไม่ใช่เวลาที่จะมาคร่ำครวญ
3.การยิงประตูที่ไม่สำเร็จ ไม่ใช่ความผิดของตัวเขาเองคนเดียว แต่อาจเกิดจากเพื่อนร่วมทีม การวางแผนของโค้ช หรือ ความเก่งกาจแบบผิดมนุษย์ของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม(โดยเฉพาะผู้รักษาประตู)
ซึ่งหากจะนำประเด็นเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน คุณก็อาจจะเปรียบการยิงประตูของนักฟุตบอลว่าเหมือนกับการที่คุณมีความตั้งใจที่อยากจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จไม่ว่าจะเป็น งานประจำของคุณ หุ้น(หรือหวย)ที่คุณเก็งไว้ หรือแม้กระทั่งการเลี้ยงลูกของคุณ
หากคุณ “คาดหวัง” ว่าสิ่งใดก็ตามที่คุณกำลังทำอยู่นั้นอย่างไรก็ต้อง “สำเร็จ” สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ยิ่งคุณคาดหวังกับมันมากเท่าไหร่ ความผิดหวังก็จะทำให้คุณเจ็บปวดมากเท่านั้น
ดังนั้นเพื่อให้คุณสามารถที่จะลุกขึ้นมาเล่น “เกมชีวิต” ต่อได้อย่างรวดเร็วทุกคราวที่คุณผิดหวัง ล้มเหลว หรือ พ่ายแพ้ ผมขอแนะนำให้ใช้วิธี “หวังแต่พองาม” ครับ
เช่นหากคุณมีความคิดที่ว่า “ลูกต้องสอบเข้าสาธิต....ให้ได้” เพื่อไม่ให้เป็นการกดดันตัวเองจนเกินไปคุณก็ควรที่จะปรับให้เป็น “ถ้าลูกสอบเข้าสาธิต....ได้ก็ดี แต่ถ้าทำดีที่สุดแล้วยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
เมื่อมาถึงตรงนี้ก็อาจจะมีหลายคนที่สงสัยว่า “ถ้าไม่กดดันตัวเองสักหน่อย แล้วมันจะสำเร็จเหรอ”
ก็ขอบอกเลยครับว่าความสำเร็จในการทำสิ่งใดก็ตามไม่ได้เกิดขึ้นจากความ “คาดหวัง” ที่เรามีต่อเรื่องนั้น
แต่ความสำเร็จมักจะเกิดจากการที่เราได้ “ลงมือทำ” สิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถครับ
ถ้าไม่เชื่อผมแนะนำให้คุณลองหาลูกฟุตบอลมาสัก 1 ลูก แล้ว “คาดหวัง” กับมันให้มากๆว่า “เอ็งต้องเข้าประตูนะ ไม่เข้าไม่ได้นะ ยังไงเอ็งก็ต้องเข้าประตู พุ่งไปแรงๆ ไซด์ก้อยนิดๆ แล้วมุดคานเสียบเสาสองไปเลยนะ” โดยไม่ต้องไปเตะมันนะครับ
ลองสังเกตดูนะครับว่าความคาดหวังอันแรงกล้ามหาศาลของคุณนั้นทำให้ลูกบอลขยับได้รึเปล่า
ดังนั้นเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายโดยมีใจที่พร้อมจะรับความผิดหวังผมแนะนำว่าคุณควรที่จะ “หวังแต่พองาม แต่ลงมือทำมันให้เต็มที่”
ซึ่งแน่นอนครับว่าหากคุณลงมือทำอะไรอย่างเต็มที่แล้ว จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณและอุปสรรคที่คุณเจอครับ (ไม่เกี่ยวเลยว่าคุณจะคาดหวังกับมันมากหรือน้อยแค่ไหน)
และถึงแม้ว่าความล้มเหลวจะทำให้คุณรู้สึกแย่เพียงใด อย่างน้อยคุณก็ยังบอกตัวเองได้ว่า คุณได้พยายามทำมันอย่างดีที่สุดแล้ว และแน่นอนว่าตราบใดที่ยมฑูตยังไม่เป่านกหวีดหมดเวลาของชีวิต คุณก็ยังมีโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแง่คิดดีๆที่เกิดขึ้นได้จาก “กีฬา” ดังนั้นหากลูกของคุณกำลังประสบปัญหาชีวิตบางอย่าง การนำนักฟุตบอลหรือนักกีฬาชนิดอื่นๆมาเป็นตัวอย่างก็อาจจะทำให้ลูกเข้าใจและเห็นภาพในสิ่งที่คุณกำลังสอนเขาได้ง่ายขึ้นด้วยครับ
ที่มา :
https://www.facebook.com/Growingupnormal/photos/a.257974647717243.1073741829.257704944410880/293004097547631/?type=1
ไม่เชื่อลองสังเกตสถิติตอนท้ายเกมสิครับ แล้วคุณจะเห็นว่าในการแข่งขัน 90 นาที แต่ละทีมจะมีความพยายามในการยิงประตูฝ่ายตรงข้ามเฉลี่ยประมาณ 20 – 30 ครั้ง
แต่บ่อยครั้งที่ความพยายามเหล่านั้นประสบผลสำเร็จเพียง 1-2 ประตูเท่านั้น (บางเกมก็ 0 เลย)
หรือพูดง่ายๆว่าที่ยิงไปอีกกว่า 20 ครั้งนั้นมัน “ไม่เข้า”
แล้วคุณเคยลองสังเกตดูมั้ยครับว่า เมื่อยิงประตูไม่เข้า (โดยเฉพาะเวลายิงจุดโทษ) นักฟุตบอลแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง
คุณเคยเห็นนักฟุตบอลที่ร้องไห้ฟูมฟาย หรือ เดินไปด่าผู้รักษาประตูฝ่ายตรงข้ามว่า “ยิงตั้งหลายทีแล้ว ปัดออกอยู่ได้ เล่นแบบนี้ไม่เล่นด้วยแล้วโว้ย” แล้วเดินออกจากสนามไปเลยมั้ยครับ
ส่วนมากที่ผมเห็นคือ สีหน้าท่าทางที่แสดงความผิดหวังไม่เกิน 10 วินาที แล้วเขาเหล่านั้นก็รีบวิ่งกลับไปประจำตำแหน่งของตัวเองเพื่อเริ่มต้น “บุก” ใหม่อีกครั้ง
ที่เป็นเช่นนั้นได้ ผมเชื่อว่าเป็นเพราะ
1.นักฟุตบอลแต่ละคนนั้นไม่ได้ “คาดหวัง”ว่าการยิงประตูแต่ละครั้งนั้นมันจะต้อง “สำเร็จ” ไปเสียทุกครั้ง
2.การแข่งขันยังไม่จบ แปลว่ายังมีโอกาส และยังไม่ใช่เวลาที่จะมาคร่ำครวญ
3.การยิงประตูที่ไม่สำเร็จ ไม่ใช่ความผิดของตัวเขาเองคนเดียว แต่อาจเกิดจากเพื่อนร่วมทีม การวางแผนของโค้ช หรือ ความเก่งกาจแบบผิดมนุษย์ของผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม(โดยเฉพาะผู้รักษาประตู)
ซึ่งหากจะนำประเด็นเหล่านี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน คุณก็อาจจะเปรียบการยิงประตูของนักฟุตบอลว่าเหมือนกับการที่คุณมีความตั้งใจที่อยากจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จไม่ว่าจะเป็น งานประจำของคุณ หุ้น(หรือหวย)ที่คุณเก็งไว้ หรือแม้กระทั่งการเลี้ยงลูกของคุณ
หากคุณ “คาดหวัง” ว่าสิ่งใดก็ตามที่คุณกำลังทำอยู่นั้นอย่างไรก็ต้อง “สำเร็จ” สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ยิ่งคุณคาดหวังกับมันมากเท่าไหร่ ความผิดหวังก็จะทำให้คุณเจ็บปวดมากเท่านั้น
ดังนั้นเพื่อให้คุณสามารถที่จะลุกขึ้นมาเล่น “เกมชีวิต” ต่อได้อย่างรวดเร็วทุกคราวที่คุณผิดหวัง ล้มเหลว หรือ พ่ายแพ้ ผมขอแนะนำให้ใช้วิธี “หวังแต่พองาม” ครับ
เช่นหากคุณมีความคิดที่ว่า “ลูกต้องสอบเข้าสาธิต....ให้ได้” เพื่อไม่ให้เป็นการกดดันตัวเองจนเกินไปคุณก็ควรที่จะปรับให้เป็น “ถ้าลูกสอบเข้าสาธิต....ได้ก็ดี แต่ถ้าทำดีที่สุดแล้วยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
เมื่อมาถึงตรงนี้ก็อาจจะมีหลายคนที่สงสัยว่า “ถ้าไม่กดดันตัวเองสักหน่อย แล้วมันจะสำเร็จเหรอ”
ก็ขอบอกเลยครับว่าความสำเร็จในการทำสิ่งใดก็ตามไม่ได้เกิดขึ้นจากความ “คาดหวัง” ที่เรามีต่อเรื่องนั้น
แต่ความสำเร็จมักจะเกิดจากการที่เราได้ “ลงมือทำ” สิ่งนั้นอย่างสุดความสามารถครับ
ถ้าไม่เชื่อผมแนะนำให้คุณลองหาลูกฟุตบอลมาสัก 1 ลูก แล้ว “คาดหวัง” กับมันให้มากๆว่า “เอ็งต้องเข้าประตูนะ ไม่เข้าไม่ได้นะ ยังไงเอ็งก็ต้องเข้าประตู พุ่งไปแรงๆ ไซด์ก้อยนิดๆ แล้วมุดคานเสียบเสาสองไปเลยนะ” โดยไม่ต้องไปเตะมันนะครับ
ลองสังเกตดูนะครับว่าความคาดหวังอันแรงกล้ามหาศาลของคุณนั้นทำให้ลูกบอลขยับได้รึเปล่า
ดังนั้นเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายโดยมีใจที่พร้อมจะรับความผิดหวังผมแนะนำว่าคุณควรที่จะ “หวังแต่พองาม แต่ลงมือทำมันให้เต็มที่”
ซึ่งแน่นอนครับว่าหากคุณลงมือทำอะไรอย่างเต็มที่แล้ว จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณและอุปสรรคที่คุณเจอครับ (ไม่เกี่ยวเลยว่าคุณจะคาดหวังกับมันมากหรือน้อยแค่ไหน)
และถึงแม้ว่าความล้มเหลวจะทำให้คุณรู้สึกแย่เพียงใด อย่างน้อยคุณก็ยังบอกตัวเองได้ว่า คุณได้พยายามทำมันอย่างดีที่สุดแล้ว และแน่นอนว่าตราบใดที่ยมฑูตยังไม่เป่านกหวีดหมดเวลาของชีวิต คุณก็ยังมีโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแง่คิดดีๆที่เกิดขึ้นได้จาก “กีฬา” ดังนั้นหากลูกของคุณกำลังประสบปัญหาชีวิตบางอย่าง การนำนักฟุตบอลหรือนักกีฬาชนิดอื่นๆมาเป็นตัวอย่างก็อาจจะทำให้ลูกเข้าใจและเห็นภาพในสิ่งที่คุณกำลังสอนเขาได้ง่ายขึ้นด้วยครับ
ที่มา :
https://www.facebook.com/Growingupnormal/photos/a.257974647717243.1073741829.257704944410880/293004097547631/?type=1
Labels:
Bedtime Story,
Disappoint,
Stress
Thursday, January 8, 2015
นิทานก่อนนอน : หมาป่าสองตัว
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยามค่ำคืน ณ หมู่บ้านอินเดียนแดงเผ่าเชอ โรกี ผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านกำลังส อนหลานของเขาและเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านที่มานั่งล้อมวงร อบกองไฟ เพื่อฟังเรื่องราวต่างๆจากเ ขา ดั่งเช่นทุกคืนที่ผ่านมา
หลานเอ๋ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าในใจของเร าทุกคนนั้นมีการต่อสู้อันน่ าสะพรึงกลัวระหว่าง "หมาป่า" 2 ตัว อยู่ตลอดเวลา
ตัวหนึ่งคือ "ความชั่วร้าย" มันเป็นหมาป่าที่ ขี้โมโห ขี้อิจฉา ละโมบ โป้ปด เศร้าสร้อย ชอบดูถูกตัวเอง ดูถูกผู้อื่น และ หยิ่งยะโส
อีกตัวหนึ่งคือ "ความดีงาม" มันเป็นหมาป่าที่ ร่าเริง มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สุขุมเยือกเย็น เมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจและรักผู้อื่น
เมื่ออินเดียนแดงน้อยได้ฟัง ดังนั้น เขาครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วถ ามปู่ของเขาว่า
"แล้วตัวไหนที่ชนะกันเล่าคร ับ"
อินเดียนแดงเฒ่ายิ้ม แล้ว ตอบว่า
"ก็ตัวที่เจ้าให้อาหาร และ เลี้ยงดูมันอย่างดีไงล่ะ"
ที่มา https://www.facebook.com/Growingupnormal/photos/a.257925667722141.1073741828.257704944410880/267936613387713/?type=1
หลานเอ๋ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าในใจของเร
ตัวหนึ่งคือ "ความชั่วร้าย" มันเป็นหมาป่าที่ ขี้โมโห ขี้อิจฉา ละโมบ โป้ปด เศร้าสร้อย ชอบดูถูกตัวเอง ดูถูกผู้อื่น และ หยิ่งยะโส
อีกตัวหนึ่งคือ "ความดีงาม" มันเป็นหมาป่าที่ ร่าเริง มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สุขุมเยือกเย็น เมตตากรุณา เห็นอกเห็นใจและรักผู้อื่น
เมื่ออินเดียนแดงน้อยได้ฟัง
"แล้วตัวไหนที่ชนะกันเล่าคร
อินเดียนแดงเฒ่ายิ้ม แล้ว ตอบว่า
"ก็ตัวที่เจ้าให้อาหาร และ เลี้ยงดูมันอย่างดีไงล่ะ"
ที่มา https://www.facebook.com/Growingupnormal/photos/a.257925667722141.1073741828.257704944410880/267936613387713/?type=1
Labels:
Bedtime Story
Monday, December 8, 2014
Automatic Negative Thoughts
"ANTs ที่กัดกินใจเรา"
ตามปกติแล้ว คนเราจะ "คิดลบ" เพื่อความอยู่รอดของเราครับ เช่น สมัยก่อนที่เราเป็นมนุษย์ถ้ำ หากเราเห็นพุ่มไม้ไหว ๆ สมองของเราจะคิดลบก่อนเลยว่า ข้างหลังพุ่มไม้นั้น อาจเป็น "เสือ" ที่จะทำอันตรายเรา เราจะไม่ "คิดบวก" ว่า ข้างหลังพุ่มไม้นั้นเป็น "กระต่าย" เพื่อเราจะจับไปเลี้ยงดูเล่น
การคิดลบแบบนี้นี่เองค่ะ ที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเรา "อยู่รอด" มาจนถึงทุกวันนี้ แต่เนื่องจากปัจจุบัน เสือทั้งหลายได้ถูกจับไปไว้ในกรงเกือบหมดแล้ว โอกาสที่เราจะเจอเสือจริง ๆ น้อยมาก แต่ "สมอง" ของเราก็ยังติดกับการคิดลบแบบนี้อยู่ ทำให้เรามีความทุกข์
ซึ่งการคิดลบแบบนี้ทำให้เกิด "มด" ตัวที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตเรา ซึ่งมดตัวที่ว่านี้ คือ
"Automatic Negative Thoughts" : ANTs ซึ่งหมายถึงการเป็น "คนคิดลบโดยอัตโนมัติ"
Dr. Daniel G. Amen ซึ่งเป็นจิตแพทย์ชื่อดังของ USA. กล่าวว่า ในสมองของคนเรามี "มดอยู่ 9 สายพันธุ์" ที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ เรามาลองดูว่า มีมดสายพันธุ์ไหนบ้าง ที่อยู่ในสมองของเรา
1. สายพันธุ์ "เสมอ" และ "ไม่เคย" (ANT 1 "Always" and "Never")
มดสายพันธุ์นี้มีมากที่สุด เช่น เคยไหมที่เราชอบคิดว่า
"เขาไม่เคยฟังฉันเลย"
"ฉันผิดพลาดเสมอ"
"เขาขึ้นเสียงกับฉันทุกครั้ง"
ซึ่งจริง ๆ แล้ว เหตุการณ์ไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่สมองจะคิดแบบเหมารวม
โดยที่จริงแล้ว เขาก็ฟังเราบ้าง เราก็ทำถูกบ้างผิดบ้าง
หรือ บางทีเขาก็รับฟังเราไม่ได้ขึ้นเสียงกับเราทุกครั้ง เป็นต้น
2. สายพันธ์ "เมินสิ่งดี ดูสิ่งลบ" (ANT 2 "Focusing on the Negative")
มดสายพันธุ์นี้ ทำให้เรามองแต่เฉพาะด้านลบ เช่น "ล้างรถทีไร ฝนตกทุกที"
แต่จริง ๆ แล้ว เราล้างรถ 10 ครั้ง ฝนอาจจะตก 1 ครั้ง
แต่เรามัก Focus ไปที่ความคิดด้านลบ
3. สายพันธุ์"หมอดูซาดิสค์
(ANT 3 "Foutune Telling")
มดสายพันธุ์นี้ร้ายกาจมาก เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตเรา เช่น เราคิดว่า
"เดี๋ยวตอนที่เราขึ้นไปพูดบนเวที คนคงหัวเราะเยาะเราแน่"
ซึ่งการคิดแบบนี้ จะทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นผิดปกติ มือสั่น ขาสั่น เสียงสั่น และลืมบท
ทำให้เวลาขึ้นไปพูด คนก็จะหัวเราะเยาะเราจริง ๆ
4. สายพันธุ์ "อ่านใจไปเรื่อยเปื่อย"
(ANT 4 "Mind Reading")
มดสายพันธุ์นี้ ชอบเดาใจ คิดไปเองในแง่ลบ เช่น
เห็นคนจับกลุ่มคุยกัน ก็คิดว่า "คนพวกนั้น กำลังนินทาเราแน่ ๆ เลย"
หรือ หัวหน้าพูดอะไรในภาพรวมในที่ประชุมก็คิดว่า "หัวหน้ากำลังหมายถึงเราแน่เลย"
ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการ คิดไปเอง
5. สายพันธุ์ "รู้สึก...แต่ไม่นึกคิด" (ANT 5 "Thinking with Your Feelings")
มดพันธุ์นี้ ทำให้เราชอบมีความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบ เช่น
"ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นส่วนเกินของหน่วย"
"ฉันรู้สึกว่าใคร ๆ ก็ไม่รักฉัน"
ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นความรู้สึกของเราเอง ไม่ใช่ความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเรา
6. สายพันธุ์ "หมกมุ่นอยู่กับอดีต" (ANT 6 "Guilty of Beating)
มดสายพันธุ์นี้ทำให้เราชอบย้อนคิดถึงอดีต เช่น ติดคำพูดว่า
"ถ้าเพียงแต่ตอนนั้น เราไม่ตัดสินใจผิด ชีวิตเราคงไม่เป็นแบบนี้" หรือ
"ไม่น่าเลย ฉันไม่น่าพูดกับพ่อแม่อย่างนั้นไปเลย"
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ควรเอาอดีตเป็น "ห้องขัง" ชีวิตเรา
แต่ควรใช้อดีตเป็น"ห้องเรียน" ที่เราจะไม่ทำแบบนั้นอีก
7. สายพันธุ์ "ตราหน้า แล้วด่าให้ยับ" (ANT 7 "Labeling")
มดพวกนี้ ชอบตราหน้าคนอื่น เช่น
"ไอ้พวกรากหญ้าคิดไม่เป็น
"ไอ้พวกคนจีนเสียงดัง"
"ไอ้พวกเด็กเจนวายหัวดื้อ
ซึ่งแท้จริงแล้ว มีคนรากหญ้ามากมายที่หัวดีกว่าคนจบปริญญาเอก
มีคนจีนมากมายที่มีกิริยาเรียบร้อย และมีเด็กเจนวายมากมายที่น่ารักและเคารพผู้ใหญ่
8. สายพันธู์ "เพราะฉันขัน ตะวันจึงขึ้น"
(ANT 8 "Personalization")
มดพันธุ์นี้มาจากนิทานเรื่องหนึ่ง ที่มีไก่ตัวหนึ่งลุกออกไปขันทุกเช้า
พอวันหนึ่ง ไก่ป่วยหนักมาก ลูก ๆ ก็บอกว่า พ่อวันนี้ไม่ต้องไปขันหรอก
แต่พ่อบอกว่าไม่ได้หรอก
"เพราะพ่อขัน ตะวันจึงขึ้น ถ้าพ่อไม่ออกไปขัน ดวงอาทิตย์จะไม่ขึ้น แล้วโลกจะแย่แน่"
ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด หลงตัวเอง คิดว่าตัวเอง คือคนสำคัญเกินเหตุ
9. สายพันธุ์ "คุณน่ะทำ"
(ANT 9 "Blame")
มดสายพันธุ์นี้น่ากลัวที่สุด เพราะจะทำให้เราคิดว่า ที่ชีวิตเราเป็นแบบทุกวันนี้ เพราะ
พ่อแม่ หัวหน้า เพื่อน สังคม ฯลฯ เป็นต้นเหตุ
มดสายพันธุ์นี้ทำให้เรา "โทษคนอื่น" โดยไม่ยอมหันมาดูตัวเอง
ซึ่งการคิดแบบนี้ เป็นการคิดแบบ "เหยื่อ" คือ
คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อของการกระทำของคนอื่น ซึ่งทำให้ชีวิตหมดพลัง และไร้คุณค่า
อีกทั้งจะไม่ยอมปรับปรุงตัวเอง
ที่มา https://www.facebook.com/parents.school/photos/np.100416503.1516457360/775365479184128/
ตามปกติแล้ว คนเราจะ "คิดลบ" เพื่อความอยู่รอดของเราครับ เช่น สมัยก่อนที่เราเป็นมนุษย์ถ้ำ หากเราเห็นพุ่มไม้ไหว ๆ สมองของเราจะคิดลบก่อนเลยว่า ข้างหลังพุ่มไม้นั้น อาจเป็น "เสือ" ที่จะทำอันตรายเรา เราจะไม่ "คิดบวก" ว่า ข้างหลังพุ่มไม้นั้นเป็น "กระต่าย" เพื่อเราจะจับไปเลี้ยงดูเล่น
การคิดลบแบบนี้นี่เองค่ะ ที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเรา "อยู่รอด" มาจนถึงทุกวันนี้ แต่เนื่องจากปัจจุบัน เสือทั้งหลายได้ถูกจับไปไว้ในกรงเกือบหมดแล้ว โอกาสที่เราจะเจอเสือจริง ๆ น้อยมาก แต่ "สมอง" ของเราก็ยังติดกับการคิดลบแบบนี้อยู่ ทำให้เรามีความทุกข์
ซึ่งการคิดลบแบบนี้ทำให้เกิด "มด" ตัวที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตเรา ซึ่งมดตัวที่ว่านี้ คือ
"Automatic Negative Thoughts" : ANTs ซึ่งหมายถึงการเป็น "คนคิดลบโดยอัตโนมัติ"
Dr. Daniel G. Amen ซึ่งเป็นจิตแพทย์ชื่อดังของ USA. กล่าวว่า ในสมองของคนเรามี "มดอยู่ 9 สายพันธุ์" ที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ เรามาลองดูว่า มีมดสายพันธุ์ไหนบ้าง ที่อยู่ในสมองของเรา
1. สายพันธุ์ "เสมอ" และ "ไม่เคย" (ANT 1 "Always" and "Never")
มดสายพันธุ์นี้มีมากที่สุด เช่น เคยไหมที่เราชอบคิดว่า
"เขาไม่เคยฟังฉันเลย"
"ฉันผิดพลาดเสมอ"
"เขาขึ้นเสียงกับฉันทุกครั้ง"
ซึ่งจริง ๆ แล้ว เหตุการณ์ไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่สมองจะคิดแบบเหมารวม
โดยที่จริงแล้ว เขาก็ฟังเราบ้าง เราก็ทำถูกบ้างผิดบ้าง
หรือ บางทีเขาก็รับฟังเราไม่ได้ขึ้นเสียงกับเราทุกครั้ง เป็นต้น
2. สายพันธ์ "เมินสิ่งดี ดูสิ่งลบ" (ANT 2 "Focusing on the Negative")
มดสายพันธุ์นี้ ทำให้เรามองแต่เฉพาะด้านลบ เช่น "ล้างรถทีไร ฝนตกทุกที"
แต่จริง ๆ แล้ว เราล้างรถ 10 ครั้ง ฝนอาจจะตก 1 ครั้ง
แต่เรามัก Focus ไปที่ความคิดด้านลบ
3. สายพันธุ์"หมอดูซาดิสค์
(ANT 3 "Foutune Telling")
มดสายพันธุ์นี้ร้ายกาจมาก เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตเรา เช่น เราคิดว่า
"เดี๋ยวตอนที่เราขึ้นไปพูดบนเวที คนคงหัวเราะเยาะเราแน่"
ซึ่งการคิดแบบนี้ จะทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นผิดปกติ มือสั่น ขาสั่น เสียงสั่น และลืมบท
ทำให้เวลาขึ้นไปพูด คนก็จะหัวเราะเยาะเราจริง ๆ
4. สายพันธุ์ "อ่านใจไปเรื่อยเปื่อย"
(ANT 4 "Mind Reading")
มดสายพันธุ์นี้ ชอบเดาใจ คิดไปเองในแง่ลบ เช่น
เห็นคนจับกลุ่มคุยกัน ก็คิดว่า "คนพวกนั้น กำลังนินทาเราแน่ ๆ เลย"
หรือ หัวหน้าพูดอะไรในภาพรวมในที่ประชุมก็คิดว่า "หัวหน้ากำลังหมายถึงเราแน่เลย"
ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการ คิดไปเอง
5. สายพันธุ์ "รู้สึก...แต่ไม่นึกคิด" (ANT 5 "Thinking with Your Feelings")
มดพันธุ์นี้ ทำให้เราชอบมีความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบ เช่น
"ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นส่วนเกินของหน่วย"
"ฉันรู้สึกว่าใคร ๆ ก็ไม่รักฉัน"
ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นความรู้สึกของเราเอง ไม่ใช่ความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเรา
6. สายพันธุ์ "หมกมุ่นอยู่กับอดีต" (ANT 6 "Guilty of Beating)
มดสายพันธุ์นี้ทำให้เราชอบย้อนคิดถึงอดีต เช่น ติดคำพูดว่า
"ถ้าเพียงแต่ตอนนั้น เราไม่ตัดสินใจผิด ชีวิตเราคงไม่เป็นแบบนี้" หรือ
"ไม่น่าเลย ฉันไม่น่าพูดกับพ่อแม่อย่างนั้นไปเลย"
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ควรเอาอดีตเป็น "ห้องขัง" ชีวิตเรา
แต่ควรใช้อดีตเป็น"ห้องเรียน" ที่เราจะไม่ทำแบบนั้นอีก
7. สายพันธุ์ "ตราหน้า แล้วด่าให้ยับ" (ANT 7 "Labeling")
มดพวกนี้ ชอบตราหน้าคนอื่น เช่น
"ไอ้พวกรากหญ้าคิดไม่เป็น
"ไอ้พวกคนจีนเสียงดัง"
"ไอ้พวกเด็กเจนวายหัวดื้อ
ซึ่งแท้จริงแล้ว มีคนรากหญ้ามากมายที่หัวดีกว่าคนจบปริญญาเอก
มีคนจีนมากมายที่มีกิริยาเรียบร้อย และมีเด็กเจนวายมากมายที่น่ารักและเคารพผู้ใหญ่
8. สายพันธู์ "เพราะฉันขัน ตะวันจึงขึ้น"
(ANT 8 "Personalization")
มดพันธุ์นี้มาจากนิทานเรื่องหนึ่ง ที่มีไก่ตัวหนึ่งลุกออกไปขันทุกเช้า
พอวันหนึ่ง ไก่ป่วยหนักมาก ลูก ๆ ก็บอกว่า พ่อวันนี้ไม่ต้องไปขันหรอก
แต่พ่อบอกว่าไม่ได้หรอก
"เพราะพ่อขัน ตะวันจึงขึ้น ถ้าพ่อไม่ออกไปขัน ดวงอาทิตย์จะไม่ขึ้น แล้วโลกจะแย่แน่"
ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด หลงตัวเอง คิดว่าตัวเอง คือคนสำคัญเกินเหตุ
9. สายพันธุ์ "คุณน่ะทำ"
(ANT 9 "Blame")
มดสายพันธุ์นี้น่ากลัวที่สุด เพราะจะทำให้เราคิดว่า ที่ชีวิตเราเป็นแบบทุกวันนี้ เพราะ
พ่อแม่ หัวหน้า เพื่อน สังคม ฯลฯ เป็นต้นเหตุ
มดสายพันธุ์นี้ทำให้เรา "โทษคนอื่น" โดยไม่ยอมหันมาดูตัวเอง
ซึ่งการคิดแบบนี้ เป็นการคิดแบบ "เหยื่อ" คือ
คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อของการกระทำของคนอื่น ซึ่งทำให้ชีวิตหมดพลัง และไร้คุณค่า
อีกทั้งจะไม่ยอมปรับปรุงตัวเอง
ที่มา https://www.facebook.com/parents.school/photos/np.100416503.1516457360/775365479184128/
Labels:
Bedtime Story
Friday, March 18, 2011
ชีวิตการเรียน
รากฐานของตึกคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา
วัยเรียนรู้ ทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ รักที่จะเรียน และเรียนด้วยใจรัก
เก็บเกี่ยวความรู้ให้แม่นยำ มีหลักวิชาการ และทักษะการงาน และทักษะด้านสังคม
วัยเรียนรู้ ทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ รักที่จะเรียน และเรียนด้วยใจรัก
เก็บเกี่ยวความรู้ให้แม่นยำ มีหลักวิชาการ และทักษะการงาน และทักษะด้านสังคม
Labels:
Bedtime Story
Tuesday, March 8, 2011
นิทานก่อนนอน : โกหก
คนเรายอมเสียความซื่อสัตย์ ก็เท่ากับสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต
โกหกเพียงครั้ง ถูกสงสัยตลอดกาล
โกหกเพียงครั้ง ถูกสงสัยตลอดกาล
Labels:
Bedtime Story
Friday, March 4, 2011
เมื่อทำสิ่งผิดพลาด
Do no wrong is do nothing.
ผู้ทำผิดแล้วไม่แก้ไข กำลังทำผิดอีกครั้งหนึ่ง - ขงจื๊อ
ผิดหนึ่งพึงจดไว้ ในสมอง
เร่งระวังผิดสอง ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรองจงหนัก เพื่อนเอย
ถึงสี่อีกทีห้าหกซ้ำ อภัยไฉน!
ท่านธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ
ผู้ทำผิดแล้วไม่แก้ไข กำลังทำผิดอีกครั้งหนึ่ง - ขงจื๊อ
ผิดหนึ่งพึงจดไว้ ในสมอง
เร่งระวังผิดสอง ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรองจงหนัก เพื่อนเอย
ถึงสี่อีกทีห้าหกซ้ำ อภัยไฉน!
ท่านธมฺมวิตกฺโก ภิกฺขุ
Labels:
Bedtime Story,
Mistakes
Wednesday, February 23, 2011
คนที่ทำงานไม่สุจริต
คนที่ทำงานไม่สุจริต เป็นการปล้นสิ่งมีค่า ๓ อย่างของมนุษย์
คือ เวลา, ทรัพย์สิน, และมโนธรรม
คัดลอกจากหนังสือพุทธปรัชญาเถรวาท
คือ เวลา, ทรัพย์สิน, และมโนธรรม
คัดลอกจากหนังสือพุทธปรัชญาเถรวาท
Labels:
Bedtime Story
Tuesday, February 15, 2011
various ways to reply
สถานการณ์: เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เพิ่งจะได้เข้าร่วมทีมกีฬาของโรงเรียน
เข้าซ้อมกับทีมเป็นครั้งแรก ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น
ครูฝึกเรียกหาเด็กคนนั้นและบอกว่าถูกคัดชื่อออกจากทีม
ครูอีกคนหนึ่งพูดกับเขา:
แบบปฏิเสธความรู้สึก
"มันไม่มีเรื่องอะไรต้องมานั่งเสียอกเสียใจหรอกนะ
โลกนี้ยังไม่แตกเป็นเสี่ยงๆ เพียงเพราะเธอไม่ได้เข้าร่วมทีม
ลืมๆมันไปเสียเถอะ"
แบบนักปรัชญา
"ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่ความยุติธรรมเสมอไป
เธอต้องหัดเรียนรู้วิธีการรับมือเรื่องทำนองนี้บ้าง"
แบบให้คำแนะนำ
"อย่ายอมให้เรื่องแค่นี้ทำให้เธอเกิดความท้อแท้
ลองสมัครเข้าทีมกีฬาอื่นดูนะ"
แบบตั้งคำถาม
"เธอคิดว่าทำไมถึงโดนคัดออกจากทีม
คนอื่นในทีมเก่งกว่าเธอรึเปล่า ..."
แบบแก้ต่างแทนคนอื่น
"ลองคิดจากมุมมองครูฝึกสิ ครูเขาต้องการให้ทีมได้ชัยชนะ
มันเป็นการตัดสินใจที่ยากทีเดียวที่จะเลือกให้ใครอยู่หรือไป"
แบบเสียอกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"โอ้ น่าสงสารจริงๆ ครูรู้สึกเสียใจแทนเธอจัง
เธอได้พยายามอย่างหนักเพื่อเข้าร่วมทีม
แต่เธอคงจะไม่เก่งพอ ป่านนี้เพื่อนๆคงรู้ข่าวกันหมดแล้ว
ครูพนันว่าเธอคงรู้สึกขายหน้าแทบตาย"
แบบสะท้อนความรู้สึก
"การค้นพบว่าตัวเธอถูกคัดออกจากทีมที่เธอมั่นใจเหลือเกินว่าเธอสมควรอยู่ในทีมนั้น
คงเป็นเรื่องน่าตกใจและน่าผิดหวังครั้งใหญ่เลยสินะ"
ที่มา How to talk so kids can learn
นอกจากนั้นยังมี
แบบวิพากษ์วิจารณ์ ต่อว่าต่อขาน
อธิบายถึงปัญหา เช่น พ่อเห็นรอยสีเลอะเทอะเต็มห้องไปหมด
เขียนบันทึก เช่น "ถึงศิลปินทุกท่าน กรุณาทำห้องคืนสู่สภาพเดิม ก่อนเวลาอาหารเย็น จากฝ่ายบริหาร"
รับฟังไม่รับรู้???
เข้าซ้อมกับทีมเป็นครั้งแรก ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น
ครูฝึกเรียกหาเด็กคนนั้นและบอกว่าถูกคัดชื่อออกจากทีม
ครูอีกคนหนึ่งพูดกับเขา:
แบบปฏิเสธความรู้สึก
"มันไม่มีเรื่องอะไรต้องมานั่งเสียอกเสียใจหรอกนะ
โลกนี้ยังไม่แตกเป็นเสี่ยงๆ เพียงเพราะเธอไม่ได้เข้าร่วมทีม
ลืมๆมันไปเสียเถอะ"
แบบนักปรัชญา
"ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่ความยุติธรรมเสมอไป
เธอต้องหัดเรียนรู้วิธีการรับมือเรื่องทำนองนี้บ้าง"
แบบให้คำแนะนำ
"อย่ายอมให้เรื่องแค่นี้ทำให้เธอเกิดความท้อแท้
ลองสมัครเข้าทีมกีฬาอื่นดูนะ"
แบบตั้งคำถาม
"เธอคิดว่าทำไมถึงโดนคัดออกจากทีม
คนอื่นในทีมเก่งกว่าเธอรึเปล่า ..."
แบบแก้ต่างแทนคนอื่น
"ลองคิดจากมุมมองครูฝึกสิ ครูเขาต้องการให้ทีมได้ชัยชนะ
มันเป็นการตัดสินใจที่ยากทีเดียวที่จะเลือกให้ใครอยู่หรือไป"
แบบเสียอกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
"โอ้ น่าสงสารจริงๆ ครูรู้สึกเสียใจแทนเธอจัง
เธอได้พยายามอย่างหนักเพื่อเข้าร่วมทีม
แต่เธอคงจะไม่เก่งพอ ป่านนี้เพื่อนๆคงรู้ข่าวกันหมดแล้ว
ครูพนันว่าเธอคงรู้สึกขายหน้าแทบตาย"
แบบสะท้อนความรู้สึก
"การค้นพบว่าตัวเธอถูกคัดออกจากทีมที่เธอมั่นใจเหลือเกินว่าเธอสมควรอยู่ในทีมนั้น
คงเป็นเรื่องน่าตกใจและน่าผิดหวังครั้งใหญ่เลยสินะ"
ที่มา How to talk so kids can learn
นอกจากนั้นยังมี
แบบวิพากษ์วิจารณ์ ต่อว่าต่อขาน
อธิบายถึงปัญหา เช่น พ่อเห็นรอยสีเลอะเทอะเต็มห้องไปหมด
เขียนบันทึก เช่น "ถึงศิลปินทุกท่าน กรุณาทำห้องคืนสู่สภาพเดิม ก่อนเวลาอาหารเย็น จากฝ่ายบริหาร"
รับฟังไม่รับรู้???
Labels:
Bedtime Story
Monday, February 14, 2011
at the center of our life
สมมุติว่าคืนนี้ คุณนัดภรรยาไปดูคอนเสิร์ต คุณได้ตั๋วมาแล้ว
เธอตื่นเต้นตั้งตารอ ขณะนี้เวลาบ่ายสี่โมง
โดยไม่คาดฝัน เจ้านายโทรมาหาคุณในที่ทำงาน
บอกว่าต้องการความช่วยเหลือ ขอให้ทำงานต่อ เตรียมรายงานสำคัญที่จะ
นำเสนอในการประชุมเก้าโมงเช้า วันพรุ่งนี้
ถ้าคุณยึดคู่สมรสหรือครอบครัวเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นสิ่งสำคัญสุด
คุณอาจจะตอบเจ้านายไปว่า
คุณอยู่ทำงานต่อไปไม่ได้ ต้องพาภรรยาไปดูคอนเสิร์ต
ถ้าคุณยึดเงินเป็นจุดศูนย์กลาง
คุณจะมองว่า จะได้เงินล่วงเวลาเพิ่มอีกเท่าใด
การทำงานชิ้นนี้จะมีผลต่อการเลื่อนตำแหน่งหรือไม่
คุณจะโทรศัพท์ไปหาภรรยา บอกว่างานด่วน ต้องยกเลิกการไปดูคอนเสิร์ตคืนนี้
ถ้าคุณยึดงานเป็นจุดศูนย์กลาง
คุณจะมองข้ามไปยังโอกาส คุณจะได้เรียนรู้เรื่องงานมากขึ้น
คุณได้เป็นเจ้าหนี้เจ้านาย มีโอกาสเลื่อนตำแหน่ง
คุณยกย่องชมเชยตนเองที่ทำงานเกินเวลาไปหลายชั่วโมง
ภรรยาของคุณสมควรจะภูมิใจในตัวคุณ
...
ถ้าคุณยึดความอภิรมย์เป็นจุดศูนย์กลาง
คุณอาจโยนงานทิ้ง ไปดูคอนเสิร์ต
แม้ว่าภรรยาจะทัดทานว่าเธอมีความสุขดี ถ้าคุณทำงานล่วงเวลา
คุณไม่สนใจ คุณควรได้รับรางวัล ได้ดูคอนเสิร์ตคืนนี้
...
ถ้าคุณยึดตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง
คุณจะเพ่งความสนใจไปที่สิ่งใดถือว่าดีที่สุดสำหรับตัวคุณ
จะดีกว่าไหมถ้าจะพักผ่อนสักคืน?
หรือจะดีกว่าถ้าทำดีให้เจ้านายได้เห็น?
ทางเลือกที่จะกระทบต่อ "ตัวคุณ" จะเป็นหนทางในการตัดสินใจ
ถ้าคุณยึดหลักการความถูกต้องเป็นจุดศูนย์กลาง
คุณจะแยกอารมณ์ออกจากสถานการณ์
ตัดสินใจด้วยสติ พิจารณาประเมินทางเลือก
มองดูที่องค์รวม ความจำเป็นของงาน ความจำเป็นของครอบครัว
ความจำเป็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
คุณจะพยายามสรรหาทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด หลังจากนำเอาปัจจัยทุกอย่าง
มาร่วมพิจารณาถี่ถ้วนแล้ว
คัดลอกจาก 7 habits
เธอตื่นเต้นตั้งตารอ ขณะนี้เวลาบ่ายสี่โมง
โดยไม่คาดฝัน เจ้านายโทรมาหาคุณในที่ทำงาน
บอกว่าต้องการความช่วยเหลือ ขอให้ทำงานต่อ เตรียมรายงานสำคัญที่จะ
นำเสนอในการประชุมเก้าโมงเช้า วันพรุ่งนี้
ถ้าคุณยึดคู่สมรสหรือครอบครัวเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นสิ่งสำคัญสุด
คุณอาจจะตอบเจ้านายไปว่า
คุณอยู่ทำงานต่อไปไม่ได้ ต้องพาภรรยาไปดูคอนเสิร์ต
ถ้าคุณยึดเงินเป็นจุดศูนย์กลาง
คุณจะมองว่า จะได้เงินล่วงเวลาเพิ่มอีกเท่าใด
การทำงานชิ้นนี้จะมีผลต่อการเลื่อนตำแหน่งหรือไม่
คุณจะโทรศัพท์ไปหาภรรยา บอกว่างานด่วน ต้องยกเลิกการไปดูคอนเสิร์ตคืนนี้
ถ้าคุณยึดงานเป็นจุดศูนย์กลาง
คุณจะมองข้ามไปยังโอกาส คุณจะได้เรียนรู้เรื่องงานมากขึ้น
คุณได้เป็นเจ้าหนี้เจ้านาย มีโอกาสเลื่อนตำแหน่ง
คุณยกย่องชมเชยตนเองที่ทำงานเกินเวลาไปหลายชั่วโมง
ภรรยาของคุณสมควรจะภูมิใจในตัวคุณ
...
ถ้าคุณยึดความอภิรมย์เป็นจุดศูนย์กลาง
คุณอาจโยนงานทิ้ง ไปดูคอนเสิร์ต
แม้ว่าภรรยาจะทัดทานว่าเธอมีความสุขดี ถ้าคุณทำงานล่วงเวลา
คุณไม่สนใจ คุณควรได้รับรางวัล ได้ดูคอนเสิร์ตคืนนี้
...
ถ้าคุณยึดตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง
คุณจะเพ่งความสนใจไปที่สิ่งใดถือว่าดีที่สุดสำหรับตัวคุณ
จะดีกว่าไหมถ้าจะพักผ่อนสักคืน?
หรือจะดีกว่าถ้าทำดีให้เจ้านายได้เห็น?
ทางเลือกที่จะกระทบต่อ "ตัวคุณ" จะเป็นหนทางในการตัดสินใจ
ถ้าคุณยึดหลักการความถูกต้องเป็นจุดศูนย์กลาง
คุณจะแยกอารมณ์ออกจากสถานการณ์
ตัดสินใจด้วยสติ พิจารณาประเมินทางเลือก
มองดูที่องค์รวม ความจำเป็นของงาน ความจำเป็นของครอบครัว
ความจำเป็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
คุณจะพยายามสรรหาทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด หลังจากนำเอาปัจจัยทุกอย่าง
มาร่วมพิจารณาถี่ถ้วนแล้ว
คัดลอกจาก 7 habits
Labels:
Bedtime Story
Subscribe to:
Posts (Atom)









