เวลาที่มีน้ำตาลเข้ามาในกระแสเลือด เกินกว่าระดับที่เหมาะสม (เช่น ดูดซืมมาจากอาหาร)
ตับอ่อนจะปล่อยอินซูลิน เข้ามาในกระแสเลือด
เพื่อสั่งให้เซลล์ทั่วร่าง นำน้ำตาลเข้าไปเก็บไว้ในเซลล์
ในสภาวะที่น้ำตาลไม่ได้มากเกินไป
เซลล์ก็เก็บน้ำตาลได้ตามปกติ
ในสภาวะที่น้ำตาลมากเกินไป
เซลล์ จะพยายามคายน้ำตาลที่สะสมไว้ภายในเซลล์
ออกไปจากเซลล์ เข้าไปสู่กระแสเลือด
เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้น
ตับอ่อนก็จะได้รับสัญญาณ ให้ผลิตอินซูลิน ออกมาเพิ่มขึ้น
แรงผลักดันน้ำตาลออกจากเซลล์มีมากขึ้น
ตับอ่อนก็สร้างอินซูลินออกมามากขึ้น
ดันกันไป+ดันกันมาอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ผู้ที่มีไม่มีความผิดปกติ
ในช่วงงดอาหาร จะมีอินซูลินอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 6.0 uU/ml
คนที่จ้ำม่ำบางคน มีอินซูลินในกระแสเลือด 60 uU/ml
-- 10 เท่า ของคนปกติ --
โดยที่เจาะตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ก็ยังพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่
เมื่อถึงจุดหนึ่ง เซลล์ไม่ฟังอินซูลินแล้ว
จะสั่งให้เก็บน้ำตาล ก็ดื้อรั้น ไม่ฟังแล้ว
เรียกว่า ภาวะ ดื้ออินซูลิน
ระดับน้ำตาลในเลือด จะเริ่มสูงขึ้น เข้าสู่ภาวะเบาหวาน
ค่าปริมาณน้ำตาลหลังอดอาหาร (Fasting Blood Sugar:FBS)
ที่เกิน 100 หลายคนเชื่อผิดๆว่า "เริ่ม" สุขภาพไม่ดี
แต่ความจริงคือ ร่างกายไม่ไหวแล้ว ระดับน้ำตาลถึงทะลุค่าปกติออกมา
น้ำตาลมากเกินไปที่อัดอยู่ในเซลล์
กระตุ้นให้เกิดการอักเสบระดับเซลล์ทั่วร่างกาย
เมื่อกระตุ้นไปนานๆ เซลล์หรืออวัยวะนั้นๆ ก็ผิดปกติ
ที่เซลล์สมอง สมองก็เสื่อม ไมเกรน อัลไซเมอร์
ไขมันพอกตับ
ต่อมลูกหมากโต
ถุงน้ำรังไข่
ฯลฯ
เซลล์ที่ผิดปกติ มีหลายแบบ
ที่เป็นปัญหามากๆ คือ เมื่อมันไปถึงจุดที่เราเรียกมันว่า เซลล์มะเร็ง
.....................
สำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพ ลองไปตรวจกันดูนะครับ
ปริมาณอินซูลินภายหลังการอดอาหาร (Fasting Insulin Level)
ที่กรุงเทพ มีให้ตรวจที่
คลินิกเทคนิคการแพทย์
คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 14 อาคารจุฬาพัฒน์ 14 ซอยจุฬาฯ 12
ค่าตรวจ 350 บาท
จันทร์-ศุกร์ 07.30 – 16.00 น.
facebook.com/HealthSciencesServiceUnitChula
ประสพการณ์, เรื่องราวทั่วไป, แง่คิด, มุมมอง ที่น่าสนใจ - สิริพงษ์ พงศ์ภิญโญภาพ
Saturday, September 27, 2025
Insulin Resistance
Tuesday, August 29, 2023
Drill bit
ดอกสว่านผลิตจากเหล็กไฮสปีดนั้นมีมากกว่า 40 ชนิด
โดยถูกกำหนดมาตรฐานโดย (AISI American Iron and Steel Institute)
แบ่งแยกเป็น 2 ประเภทหลักคือ
เหล็กไฮสปีดคลาสที่ขึ้นต้นด้วย “M” และ “T”
- M1 M2 M3 M4 M6 M7 M10 M15 M30 M33 M34 M35 M36 M41 M42 M46 M48 M50(a) M52(a) M62
- T1 T4 T5 T6 T8 T15
โดยคลาสที่ขึ้นต้นด้วย T คือมีธาตุ Tungsten เป็นส่วนประกอบหลัก
คลาสที่ขึ้นต้นด้วย M คือมีธาตุ Molybdenum เป็นส่วนประกอบหลัก
เรามาดูส่วนประกอบในเหล็กสปีดไฮสปีดกันครับ
- Carbon เป็นส่วนสำคัญมากในเหล็กเพราะเมื่อคาร์บอนเพิ่มเหล็กก็ยิ่งแข็ง
- Silicon เพิ่มความแข็งขณะเหล็กมีอุณหภูมิสูง ปรกติใส่ไม่เกิน 0.45%
- Manganese โดยทั่วไปไม่มีการเพิ่มครับเพราะทำให้เหล็กเปราะ-หักง่าย
- Phosphorus มีผลทำให้เหล็กเปราะเหมือนกันครับโดยส่วนมากจะพยายามลด
- Chromium คือโครเมียมนี่จะมีในไฮสปีดสตีลทุกชนิดเนื่องจากทำให้เหล็กมีความแข็งเพิ่มขึ้นโดยทั่วไปจะไม่เกิน 3-4%
- Tungsten เป็นส่วนประกอบหลักในเหล็กไฮสปีดคลาส T เนื่องจากทำให้แข็งนะครับแต่ความแข็งสิ่งที่จะตามมาคือความเปราะของเหล็ก
- Molybdenum เป็นธาตุที่มีรูปแบบคลายกับ Tungsten แต่มีน้ำหนักของอะตอมธาตุครึ่งหนึ่งของ Tungsten จุดหลอมเหลวที่ต่ำกว่า มีความเหนียวที่มากกว่า ทำให้ HSS เกรด “M” มีความเหนียวกว่าเกรด “T” แตกหักได้ยาก แต่ความแข็งในขณะที่เหล็กมีความร้อนสูงนั้นจะต่ำกว่าเหล็ก Tungsten
- Vanadium เป็นตัวแรกที่จะเพิ่มลงในเหล็กไฮสปีดเลยก็ว่าได้เพราะจะลดปริมาณของไนโตรเจนเวลาเหล็กหลอมเหลวครับและยังทำให้เหล็กแข็งขึ้น ทนขึ้นเวลาตัดหรือเจาะเหล็กที่มีความแข็งมากๆจะมีธาตตัวนี้สูงครับ เช่นใน T15 M4 M15 มีธาตุตัวนี้ 4.88, 4.13, 5%เลยทีเดียว
- Cobalt เจ้าโคบอลนี่คือว่าง่ายๆก็เพิ่มความแข็งในขณะที่เหล็กมีอุณหภูมิสูงหรือในขณะเจาะแล้วเหล็กร้อนนั่นเองจะเหมาะกับการเจาะเหล็กหล่อหรือรูเจาะที่มีความลึกครับ
จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเหล็กชนิด M Type หรือ T Type ก็มีส่วนประกอบคล้ายกัน
- ประกอบขึ้นจากโลหะประเภท High-Alloy เหมือนกัน
- มีธาตุต่างๆที่เป็นส่วนประกอบซึ่งทำให้ความแข็งถึงระดับ HRC64 เหมือนกัน
แต่ลักษณะที่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นเหล็กไฮสปีดที่ดี คือ
“ความสามารถในการเจาะชิ้นงาน”
มีปัจจัยหลักๆในการวัดคือ
- ความแข็งอุณหภูมิปรกติ (อุณหภูมิห้อง) แข็งได้ถึง HRC64 เหล็กบ้างชนิดเช่น M40,M30,T15 มีความแข็งถึง HRC 69
- การรักษาความแข็งขณะที่เหล็กร้อน (อุณหภูมิสูง) ยิ่งปริมาณ Cobalt มากเท่าไรยิ่งทนอุณหภูมิสูง
- การรักษาคมได้นาน Retain Edge ขึ้นอยู่กับปริมาณของ Vanadium carbide เกรดที่มี Vanadium สูงรักษาคมได้นานคือ T15,M3(Class2),M4,M15
- ความเหนียว แบ่งเป็นสองแบบ วัดโดยความสามารถในการผิดรูปก่อนที่จะหักและความสามารถในการบิดงอก่อนที่จะหัก
————————
ที่มีขายอยู่จริงในตลาดร้านฮาร์ดแวร์บ้าน
HSS 4241 4341 9341 M2(6542) M35(6542+5) M42
ตัวเลข 4 หลัก แสดงถึงส่วนประกอบของโลหะธาตุในดอกสว่านเรียงตามธาตุ
" W Mo Cr V "
Tungsten(W), Molybdenum(Mo), Chromium(Cr), Vanadium(V). และ Carbon
ตัวอย่างเช่น
HSS 4341
Tungsten(W)4%, Molybdenum(Mo)3%, Chromium(Cr)4 and Vanadium(V)1%.
เหมาะสำหรับงานเจาะทั่วไปโลหะที่ไม่แข็งมาก ตัวดอกสว่านความแข็งจะน้อยเนื่องจากปริมาณธาตุที่ทำให้ดอกสว่านคงทนต่ำ มีความยืดหยุ่น รักษาคมได้ไม่นาน คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน
ไฮสปีดเกรด Standard M2(6542)
มาตรฐานอุตสาหกรรมทั่วไปในการผลิตดอกไฮสปีด
Tungsten(W)6%, Molybdenum(Mo)5%, Chromium(Cr)4 and Vanadium(V)2%.
ไฮสปีดเกรดทนความร้อนสูง M35 M42 "HSS-CO"
ซึ่งจะเพิ่มธาตุโคบอล Cobalt (Co) ทำให้ทนอุณหภูมิสูง
-M35 คล้ายกับเกรด M2(6542) แต่จะเพิ่ม Cobalt 5% ทำให้ดอกสว่านทนความร้อน ทนทานรักษาคมได้นานกว่า M2 เรียกอีกอย่างว่าดอกสว่านโคบอล
- M42 Cobalt 8-10% Molybdenum-series high-speed steel alloy มี Molybdenum 9.5% (Co-Mo) เพิ่มปริมาณ Molybdenum และลดปริมาณTungsten นั่นเองซึ่งทำให้มีความเหนียวแตกหักยากและแข็งสูง
นอกเหนือจากดอก HSS แลัว ยังมีดอกสว่านที่ทำจาก Solide Tungsten Carbide คือทำจาก Tungsten ทั้งแท่ง ข้อดีคือมีความแข็งมากสุดๆแต่ก็เปราะหักง่ายมากเช่นกัน ราคาสูง การลับคมต้องใช้เพชรในการลับคมเท่านั้นหินลับไม่เข้า
ดอกสว่านเจาะเหล็กบางชนิดใช้แค่หัว Tungsten Carbide เพื่อประหยัดต้นทุน
เวลาหมดคมแล้วไม่สามารถลับคมได้
——————
#สรุปเลย แล้วซื้อไรดี ใช้อะไรดี
การเลือกซื้อดอกสว่านนั้นไม่จำเป็นว่าต้องเลือกดอกสว่านที่แข็งที่สุดทำจาก Tungsten Carbide ทั้งแท่ง พรีเมียม หรือ Molybdenum Series M42, T15 สำหรับงานเจาะเหล็กอวกาศ นอกโลก เจาะไทเทเนียม เสมอไป ควรเลือกให้เหมาะกับงาน เพราะช่าง DiY อย่างเราๆไม่มีที่ลับคมแบบหัวเพชรก็จะลับคมได้ยาก ชีวิตลำบากเวลาดอกสว่านหมดคม แถมดอกสว่านยังราคาแพงมาก
- ดอกสว่านที่นิยมใช้ในงานเจาะเหล็กทั่วไป เหล็กหล่อ สารพัดเหล็ก สเตนเลสก็เจาะได้(บางชนิด) คมดอกสว่านไม่ทื่อง่าย แข็งแรง รูเจาะสวย ไม่หนีศูนย์ 135° หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง หมดคมแล้วยังลับคมง่ายคือ 9341 M2(6542) M35 (ควรหลีกเลี่ยง 4241 4341 เกรดต่ำ คมดอกสว่านหมดง่าย)
- แต่หากงานที่เจาะเป็นการเจาะกัดเหล็ก Hardening แข็งสุดๆ เจาะใบสิ่ว เจาะ Stainless 440c ก็จัดไป M42 T15 หรือ Solid Tungsten Carbide จะเหมาะสมกับงานที่สุด
ที่มา https://www.siamtools.com/journal2/blog/post?journal_blog_post_id=1
Saturday, March 18, 2023
Young Leaf
หลังพายุพัดผ่าน
ใบไม้ส่วนใหญ่ที่ร่วงหล่นไร้ชีวิตอยู่บนพื้นดิน มักเป็นใบไม้แก่สีน้ำตาล ซึ่งอยู่มานานเต็มทีแล้ว
ท่ามกลางใบไม้สีน้ำตาล มีใบไม้สีเหลืองมากมาย
แถมยังมีใบไม้สีเขียวปนอยู่บ้าง
บางใบดูสดและเขียวจัด ชนิดที่รู้ว่ามันคงจะเพิ่งคลี่ออกมาจากตายอดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว
มองใบไม้ที่ยังอยู่บนต้น
แน่นอนว่าใบไม้ส่วนมากที่เหลืออยู่บนต้นเป็นใบไม้สีเขียว
อายุน้อย อยู่ในสภาพแข็งแรง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในวงจรชีวิตของมัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีใบไม้อ่อนๆ สีเขียวร่วงหล่นไร้ชีวิตอยู่บนพื้นดิน
แต่ใบไม้สีน้ำตาลแก่ๆ ที่แห้งเหี่ยวแล้วบางส่วนก็ยังคงเกาะติดอยู่บนกิ่งไม้ เช่นกัน
เมื่อพายุแห่งความตายพัดผ่านเข้ามา
มันมักจะพรากชีวิตท่านผู้ชรา ผู้เปรียบเสมือนใบไม้สีน้ำตาลมีลายพร้อย
บางครั้งมันก็พรากชีวิตผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน เช่นใบไม้สีเหลือง
และบางครั้งความตายยังพรากชีวิตเด็กเล็กๆ ซึ่งอยู่ในวัยที่สดใสที่สุดของช่วงชีวิต บางคนไปด้วย
เช่นเดียวกับที่พายุปลิดใบไม้อ่อนๆจำนวนหนึ่งลงฉันนั้น
มันเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย
....
ธรรมชาติของความตายของมนุษย์เรามันเป็นเช่นนั้น
ไม่ใช่เรื่องที่จะกล่าวโทษใครหรือทำให้ใครรู้สึกผิดในเรื่องการตายของเด็ก
ทำไมเด็กบางคนจึงตายก่อนวัยอันสมควร
คำตอบก็จะเป็นเหตุปัจจัยเดียวกันกับคำถามว่า
ทำไมใบไม้อ่อนๆ จำนวนหนึ่ง แม้จะไม่มากนัก ต้องร่วงหล่นในเวลาเกิดพายุด้วยเล่า
ดัดแปลงจาก ชวนม่วนชื่น
Wednesday, June 22, 2022
7 Ways to Failure
สิ่งที่ทำให้คุณล้มเหลวมีอย่างน้อย 14 ประการอย่างนี้
1. เชื่อดวง
2. หวงอำนาจ
3. ญาติอุปถัมภ์
4. ทำคนเดียว
5. เขี้ยวลากดิน
6. กินไก่วัด
7. ชอบขัดแย้ง
8. จ้อทั้งวัน
9. ขยันแบบโง่
10. ชอบโอ้อวด
11. วาจาไม่น่าฟัง
12. จังไรอัปรีย์
13. ไม่มีเมตตา
14. บ้าอบายมุข
เห็นคุณสมบัติน่ากลัวอย่างนี้ ผมว่าแค่ข้อสองข้อนี่ ถ้าหากใครตั้งหน้าตั้งตาทำ หรือทำโดยไม่รู้ตัว และเมื่อมีคนเตือนแล้วไม่เชื่อ กลับไปโกรธเคืองเขา หรือประกาศเป็นศัตรูกับผู้หวังดีอย่างเป็นทางการเลย ผมว่าก็มีสิทธิจะทำให้ผู้นั้นล้มเหลวอย่างชนิดตั้งตัวไม่ทันทีเดียวแหละ
อย่างข้อแรกนี่ก็ทำให้คนเจ๊งมามากต่อมากแล้ว เพราะจะทำอะไรก็ต้องตรวจดวงชะตาก่อน บางคนบ้าถึงขั้นที่จะออกจากบ้านทุกวัน, ต้องถามซินแสก่อนว่าจะก้าวเท้าซ้ายหรือเท้าขวาออกไปก่อนเพื่อให้กิจกรรมวันนั้นประสบความสำเร็จทั้ง ๆ ที่ผลงานของคนนั้นอยู่ที่ความมุ่งมั่นตั้งใจและขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยวอะไรกับ “ดวง” ของใครอะไรทั้งสิ้น
แต่สังคมไทยกับ “ดวง” ดูเหมือนจะไปด้วยกันอย่างเหนียวแน่น และไม่ใช่เพียงแค่ชาวบ้านอย่างเราเท่านั้น แต่คนใหญ่โตมีตำแหน่งสำคัญ ๆ ก็ยังหนีไม่พ้นการพึ่งพา “ดวง” เพื่อให้ตนทำอะไรที่ต้องการได้ ลงท้ายก็กลายเป็นเหยื่อของพวกหากินกับการทำนายดวงให้กับใครต่อใครด้วยการคิดค่าบริการแพงหูฉี่
ประเด็นเรื่อง “หวงอำนาจ” นั้นเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับคนทำงานที่มี “อัตตา” สูงและไม่ไว้ใจใคร เป็นลูกน้องก็ไม่ได้เรื่อง, ยิ่งเป็นหัวหน้าก็ยิ่งใช้ไม่ได้ เพราะหวงอำนาจและตำแหน่งแห่งหนไว้กับตน ไม่สามารถจะสร้างความเป็นเอกภาพหรือบรรยากาศการทำงานให้เกิดความเป็นองค์กรได้
ลงท้ายคนอย่างนี้พอเป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมาก็สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนในองค์กรนั้น ๆ เพราะทำงานเอาแต่หน้า และไม่กระจายหน้าที่งานการไปให้ใคร เข้ากับข้อ “ทำคนเดียว” นั่นแหละ เพราะไม่ยอมให้คนอื่นร่วมทำงานด้วยแต่อย่างไร
คำว่า “เขี้ยวลากดิน” นี่ เกือบไม่ต้องอธิบาย พอเอ่ยก็เห็นภาพทันที เพราะแปลว่าคนอย่างนี้มีลูกเล่นและเล่ห์เหลี่ยมมากมายก่ายกอง โดยมีเป้าหมายแต่เพียงประการเดียว นั่นคือทำอย่างไรตนจึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากทุกอย่างที่ตนไปเกี่ยวข้องด้วย
คนอย่างนี้ทำอะไรก็คิดก่อนว่าตนเองจะได้อะไร ไม่ได้คิดว่าผลงานนั้นจะทำให้คนทั่วไปได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไร จึงกลายเป็นคนที่ไม่มีใครคบหาด้วย เพราะใครมาเป็นเพื่อน หรือทำงานด้วย หรือคบหากันในรูปแบบใด ๆ ก็ตามก็จะรู้สึกทันทีว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่ว่าจะทำอะไรด้วยกันก็จะมีความสงสัยคลางแคลงว่าเป้าหมายที่แท้จริงของคนคนนั้นคืออะไรกันแน่
เรื่อง “กินไก่วัด” นี่ก็คงชัดเจน เพราะคนอย่างนี้กินไม่เลือก และไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เอาแต่ความพอใจของตนและไม่สนใจว่าศีลธรรมและจริยธรรมคืออะไร เป็นทัศนคตที่นำไปสู่ความล้มเหลวอย่างปฏิเสธไม่ได้
คนชอบขัดแย้งและจ้อทั้งวันอาจจะจัดอยู่ในประเภทเดียวกัน เพราะคือคนที่ไม่สนใจว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไรกับการพูดจาไม่หยุดโดยไม่สนใจว่าใครเขาอยากจะฟังหรือไม่ก็ย่อมจะสร้างความขัดแย้งขึ้นมาโดยที่จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
คนพูดไม่หยุดย่อมไม่มีใครอยากจะคุยด้วย เพราะแปลว่าคนคนนี้ไม่ฟังใคร และไม่สนใจว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นจะเป็นที่สนใจของใครคนอื่นเขาหรือไม่
โง่แล้วขยันนี่อันตรายเพียงใด, ท่านคงจะได้เห็นในชีวิตจริงแล้ว เพราะคนอย่างนี้มีให้เห็นไม่น้อย มีให้เห็นอยู่เสมอ เพราะสิ่งที่ควรทำไม่ทำ, แต่สิ่งไม่ควรทำและไม่จำเป็นต้องทำ และไม่มีใครอยากให้ทำกลับทำเสียจนปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด
เห็นใครทำสองสามข้อที่ว่ามา กระซิบเขาหน่อยนะครับ หาไม่แล้ว, เขาก็จะกลายเป็นคนล้มเหลวอย่างน่าเสียดาย
เพราะลึก ๆ แล้วผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเป็นคนล้มเหลว เพียงแต่ไม่รู้ว่าพฤติกรรมอย่างนั้นจะนำไปสู่เส้นทางแห่งความมืดมนเท่านั้น
สำหรับตัวเองแล้ว, เขกหัวตัวเองบ่อย ๆ ครับ...อย่าให้ข้อใดข้อหนึ่งมันมาครอบงำตัวเราเอง
ที่มา สุทธิชัย หยุ่น นิตยสารชีวจิต
Monday, January 10, 2022
One brick a day
Saturday, December 11, 2021
Dont be too smart to not love
Friday, December 3, 2021
Everything I never told you
Sunday, November 28, 2021
Homework
#การบ้านร้ายทำลายตัวตน?
"หนูนอนเกือบเที่ยงคืนตีหนึ่งทุกวัน การบ้านมันเยอะมาก"
"ผมต้องเรียนพิเศษเยอะมาก เสาร์อาทิตย์ก็ต้องเรียน ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ทันคนอื่น"
"ผมทำการบ้านไม่ทันหรอก ส่วนใหญ่ก็ลอกเพื่อนส่งๆ ไป"
"มันยากกก แล้วก็เยอะมากอะ บางอันก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ไปร้านเกมสนุกกว่า"
“ไม่มีเวลาออกกำลังกายอะไรหรอกครับ แค่ต้องทำการบ้านก็หมดเวลาแล้ว”
“ครูสั่งให้ทำงานกลุ่ม แต่ครูไม่ได้มาดูว่าใครทำอะไรมั่ง เพื่อนไม่ทำ ผมก็ต้องทำ ไม่งั้นก็ไม่มีคะแนน”
เสียงจากวัยรุ่นส่วนหนึ่ง ที่พูดถึงสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญ
...................................
ปัญหาการศึกษาบ้านเรา เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึก และหลายครั้งมันบั่นทอนศักยภาพมนุษย์
ปัญหาที่มาจากรากคิด ว่าต้องรู้เยอะ เรียนเยอะ ถึงจะประสบความสำเร็จ (แม้บางอย่างที่ไม่รู้จะต้องรู้ไปทำไม ก็ยัดเยียดให้ต้องรู้)
รากคิด ที่ทำให้เด็กหลายคน เริ่มหล่นหายไปจากเส้นทางของการเรียน
โรงเรียน ควรเป็นที่ที่ทำให้เด็กค้นเจอศักยภาพ ไม่ใช่ทำลายศักยภาพ
ควรเป็นที่ที่ทำให้รู้สึกว่าการเรียนรู้คือเรื่องสนุก ไม่ใช่คือความทุกข์ที่ต้องกัดฟันฟันฝ่า
การศึกษาที่ดี คือการศึกษา ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ทำด้วยใจที่ “มีความสุข” สนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีเป้าหมาย ในการทำสิ่งที่มีความหมาย
การบ้านหรือบทเรียนที่มากเกินไป ทำให้เกิดความเครียดและความกดดัน บั่นทอนความสุขทางใจ และทำให้เด็กๆ ใช้ชีวิตเหมือนหนูถีบจักร
"วิ่ง" แบบไม่เคยได้รื่นรมย์กับความพอใจและความหมายของสิ่งที่ทำอยู่
"วิ่ง" ... จนไม่มีเวลาคิด ว่าจริงๆแล้ว
"เราต้องการอะไรในชีวิต"
................................
การบ้านที่พอดี จะทำให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จได้
การบ้านที่มากเกินไป กลับกลายเป็น "ความกดดัน" ที่นับวันจะยิ่งบั่นทอนตัวตน และกำลังใจ
ความกดดัน... ที่ทำให้สุดท้าย มีเด็กไม่กี่คนที่จะไปรอด
เด็กหลายคนหลุดหายไประหว่างทาง
หลายคนที่รอด... ก็กลายไปเป็นหนูถีบจักร ที่ก้มหน้าก้มตา และไม่เคยเงยหน้าขึ้นมาเพื่อถามว่า
"ความสุขในชีวิตเรา... คืออะไร"
......................................
การศึกษา คือ การเรียนรู้ที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุข
ดังนั้นการศึกษา จึงไม่ควรต้องแลกด้วยความสุข
#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้อยากบอกว่าตอนนี้คลินิกวัยรุ่นเต็มไปด้วยเด็กเครียดเรื่องการเรียน กับเด็กหมดไฟในการเรียน
ป.ล. หมออยากให้พ่อแม่ที่ได้อ่านบทความนี้ ลุกขึ้นมาช่วยลูกๆ ด้วยนะคะ เรามีสิทธิ์ที่จะส่งเสียงไปที่โรงเรียนเสมอ ถ้าเราพบว่าการศึกษาที่เป็นอยู่ มันเป็นการทำร้าย มากไปกว่าการพัฒนา
#การรักการเรียนรู้สำคัญกว่าการมีความรู้
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2848695418781125&id=1383393308644684
Friday, November 19, 2021
virtuous
best 10 advices
cub and kitten
observant
“หมอ”……ที่แท้จริง 👨⚕️
ในวงราวน์คนไข้ แห่งหนึ่ง
เช้าวันหนึ่ง 7.30 ครูแพทย์สาวโสดวัยเกือบ 50 มาดูคนไข้ที่วอร์ดเด็ก
นักศึกษาแพทย์ปี 4,5,6 แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน_กรูกันเข้ามาหาอาจารย์แพทย์เพื่อรายงานเคส
นสพ.ปี 6…”เคสนี้เด็กชายไทย 4 ปี มาด้วยไข้ ไอ น้ำมูก 3 วัน หลังจากนั้น ถ่ายเหลว 5 ครั้ง ก้นแดงครับ...ตรวจร่างกาย บลา.... ผลแลปบลาๆๆๆ
บลาๆๆๆๆๆ
ครูแพทย์…;”วินิจฉัยอะไร อ่ะปี 5 ตอบสิคะ”
นสพ.ปี 5…” gastroenteritis ครับ” (ลำไส้อักเสบ) อาจารย์
ครูแพทย์:-เก่งมากค่ะ
ครูแพทย์…; ปี 4 ตอบสิ มีเชื้ออะไรบ้าง 3 เชื้อค่ะ
นสพ.ปี 4… ไวรัส rota, adenovirus และ norovirus ครับ
ครูแพทย์… ยิ้ม เก่งมากค่ะ ทุกคน
เด็กคนนี้มีปัญหาอะไรอีกค่ะ
???????
เอาละสิ ปี4-6 พี่แพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน เงียบ ในใจ มีอะไรอีกหรอ น่าจะครบสิ
เงียบ
_
ครูแพทย์. ลองสังเกตเด็กดีๆสิ
สายตาทุกคู่ เหลือบมองไปที่เตียงเด็ก ดูเด็ก
และสังเกต
ในใจน้องๆหมอ ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่
เงียบบบบ
_
ครูแพทย์ กระตุ้น สังเกตดีๆๆสิ
ก็ยังเงียบ
_
_
_
ครูแพทย์… เห็นอะไรไหม
1) “เด็ก 4 ขวบ ทำไมตัวเล็ก จากสายตาคาดว่า จะหนักสัก 10 กก. คุณหมอได้ถามประวัติอาหารไหม นี่ก็คือปัญหานะ กินข้าวกี่มื้อ เนื้อสัตว์ผัก นมกินยี่ห้อไร กี่กล่องต่อวัน
2)เห็นขวดนมที่ตั้งอยู่หัวเตียงคนไข้ไหม
ปกติ ควรเลิกตอนอายุ 18 เดือนถึง 2 ปี ทำไมเด็กถึงยังไม่เลิก
เชื่อไหม ไป รร. ไม่ต้องกินขวด แต่กลับมาบ้านต้องกินขวด
นสพ อึ้ง
หันไปถามคนเฝ้าไข้
เป็นเช่นนั้นจริงๆตามครูแพทย์กล่าว
“แล้วคุณหมอเห็นฟันเด็กไหม”
นสพ. เงียบ ยังไม่ได้ดูครับ
ครูแพทย์ _พี่เห็นมีฟันผุที่ด้านบน เหี้ยนเลย ไม่เชื่อลองเปิดดู
เป็นจริงดั่งครูแพทย์ว่า
นสพ. อึ้ง นี่อาจารย์แค่ฟัง
และมองๆรอบเตียง เหมือนไม่ได้สนใจ
แต่ครูแพทย์เก็บรายละเอียดยิบ
โดยที่ยังไม่ได้จับคนไข้เลย
ยังๆยังไม่หมด ครูแพทย์ พูดต่อ
3) เห็นคนเลี้ยงไหม ที่นั่งข้างเตียงเด็ก
นสพ. ทุกคนย้ายสายตาไปดูคนเฝ้า
ภาพที่เห็น
เป็นคุณยายอายุเกือบ 70 ปีนั่งเฝ้าหลานวัย 4 ปี
ท่าทางอิดโรย
อาจารย์แพทย์_”น้องหมอได้ถามไหม พ่อแม่เด็ก ทำงานอะไร แล้วยายมาเฝ้าหลาน เดินทางมาไง นอนที่ไหน ใครส่งเงินให้ ใครทำกับข้าวให้ ใครไปส่ง รร.
สุดท้ายครูแพทย์กล่าว
“คนนี้น่าจะมีภาวะซีด ค่าเลือดน่าจะอยู่ที่ 25-28%
ไม่เชื่อลองเปิดผลเลือดดู”
ครูแพทย์ พูดออกมา โดยยังไม่เห็นผลเลือดเด็ก
ได้แต่ยืนและสังเกต
นสพ. ปี 6 เปิดผลเลือดถึงกับอึ้ง
ค่าความเข้มข้นเลือด =26%
นี่แหละครับ
การเรียนแพทย์คือ เรียนจากคนไข้ ฝึกประสบการณ์
หมอที่ดีไม่ใช่หมอที่ท่องตำราเก่งอย่างเดียว
หมอที่ดีคือหมอที่ดูคนไข้ สังเกต มองรอบข้างทุกอย่าง hollistic care
โรค กาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม แล้วเก็บประสบการณ์แต่ละเคส เพื่อพัฒนาการดูแลคนไข้ และใช้สอนน้องๆหมอ
วันนี้น้องๆหมอดูคนไข้รอบด้าน ละเอียดหรือยังครับ
ให้กำลังใจหมอใหม่ นักเรียนแพทย์ใหม่ทุกคน
เรียนแพทย์ไม่ยาก แต่ที่ยากคือ ความรับผิดชอบและใส่ใจคนไข้
หมอเรารักษา โรค แล้ว อย่าลืม รักษา คน ด้วย
https://www.facebook.com/133050930458942/posts/699296100501086/
Chinese
The best the least
Set bird free for merit
attitude can sometimes determine fate.
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนักเดินทางสองคน ชื่อ จอห์นและจอช จอห์นได้พบเจอเมืองใหม่เมืองหนึ่ง ก่อนที่จอห์นเข้าไป เขาได้ถามกับยามเฝ้าประตูว่า มีคนไม่ดีในเมืองนี้มั้ย ยามฝ้าประตูได้ตอบกลับมาว่า “มีครับ ในเมืองนี้มีคนไม่ดีครับ”
จอห์นได้เข้าไปในเมืองด้วยหน้าที่บึ้งตึงและเริ่มสังเกตได้ทันทีว่าผู้คนไม่เป็นมิตรเอาซะเลย เขาได้เห็นสิ่งไม่ดีในตัวผู้คนอยู่เรื่อย ๆ เขาจึงรีบตัดสินใจออกจากเมืองนี้และไม่กลับมาอีกเลย
หนึ่งชั่วโมงต่อมาจอชได้มาที่เมืองเดียวกันและก็คุยกับยามเฝ้าประตูคนเดิม เขาได้ถามยามเฝ้าประตูว่า “มีคนดีในเมืองนี้มั้ย” ยามเผ้าประตูตอบกลับมาว่า “มีสิ ในเมืองนี้มีคนดีเยอะเลยครับ”
จอชได้เข้าไปในเมืองด้วยรอยยิ้มและเริ่มสังเกตได้ทันทีว่า ผู้คนในเมืองนี้เป็นมิตรขนาดไหน เขาได้เห็นสิ่งดี ๆ ในตัวผู้คนอยู่เรื่อย ๆ จอชได้ตัดสินใจอยู่เมืองนี้ต่ออีกสองสามวันเพราะเขามีความสุขมาก ๆ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางครั้งทัศคติของเราเป็นตัวกำหนดโชคชะตา
Once upon a time there were two travelers, John and Josh. John came across a new city and before he entered, he asked the gatekeeper if there were any bad people in the city. The gatekeeper replied, "Yeah, there are bad people in this city."
John went in with a frown on his face and started noticing how unfriendly the people were right away. He kept meeting the worst of people and so he quickly decided to leave the city and never come back.
An hour later, Josh came to the same city and talked to the same gatekeeper but he asked, "Are there any good people in this city?" The gatekeeper replied, "Yes, there are many good people in this city."
Josh entered the city with a smile on his face and started noticing how friendly the people were right away. He kept meeting the nicest of people. Josh decided to stay in the city for a few extra days because he was really enjoying himself.
The moral of the story is that one's attitude can sometimes determine one's fate.
https://www.facebook.com/100053488954097/posts/399707601822202/
Sunday, November 7, 2021
The best revenge
Sunday, October 24, 2021
Fish Head
Thursday, July 8, 2021
Cockroach Theory
A speech by Sundar Pichai, CEO Google -
an IIT-MIT Alumnus and Global Head Google Chrome:
ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ขณะที่ นั่งจิบกาแฟอย่างสงบ
อยู่ๆก็มีแมลงสาบ บินจากไหนไม่รู้
บินเข้ามาเกาะผู้หญิงโต๊ะข้างๆแบบไม่ทันตั้งตัว
ผู้หญิงคนนี้กรีดร้อง กระโดดโลดเต้น
โหวกเหวก โวยวาย สะบัดไม้ สะบัดมือ
หวังให้แมลงสาบ บินออกไป
ในตอนนั้น ท่าทางที่เธอแสดงออกมา
ทำให้เพื่อนๆที่นั่งด้วยกัน รู้สึกตกใจและหัวเสียเป็นอย่างมาก
หลังจากเธอใช้ความพยายามสักครู่หนึ่ง แมลงสาบก็บินออกไป
แต่เดี๋ยวนะ!!!
แมลงสาบมันไม่ได้ไปไหนไกลเลย
มันแค่เปลี่ยนเป้าหมายไปเกาะผู้หญิงข้างๆแทน
ทันทีที่แมลงสาบเริ่มเกาะอีกคนนึง
เหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนเดิมเป๊ะ
ผู้หญิงคนใหม่ร้องโหวกเหวกโวยวายกระโดดโลดเต้น
พยายามทำทุกวิถีทาง สลัดแมลงสาบให้หลุดออกไป เหมือนคนก่อน
เด็กเสิร์ฟเห็นเข้า ก็ตกใจ
รีบวิ่งตรงดิ่งมาที่โต๊ะลูกค้าทันที
เหมือนแมลงสาบจะรู้ว่าเหยื่อรายใหม่กำลังมาแล้ว
มันเลยบินออกจากตัวผู้หญิงคนที่สอง
แล้วมาเกาะที่เด็กเสิร์ฟคนนั้นแทน
เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น......
แทนที่เด็กเสิร์ฟจะสะบัดแมลงสาบตัวนั้นทิ้งในทันที
เขากลับยืนมองนิ่งๆ เฉกเช่นเพื่อนที่คุ้นเคยกัน
สังเกตุพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของแมลงสาบบนเสื้อเขา
เมื่อเด็กเสิร์ฟมั่นใจในทิศทางการเคลื่อนที่ของแมลงสาบแล้ว
เด็กเสิร์ฟ จึงค่อยเอามือคว้าแมลงสาบอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับนำออกไปโยนทิ้งนอกร้านในทันที
.
สิ่งที่ CEO Google คนนี้ตั้งคำถามคือ
แมลงสาบคือต้นเหตุของความโกลาหลครั้งนี้รึป่าว?
ถ้าใช่...แล้วทำไมเด็กเสิร์ฟคนนี้ถึงยืนนึ่งๆ
พร้อมกับรับมือกับเจ้าแมลงสาบตัวนี้ได้อย่างสบายๆ
ในขณะที่หญิงสาวสองคนนั้นถึงกระโดดโลดเต้นวิ่งไปมา
เพื่อให้แมลงสาบบินออกไป
จริงๆแล้วปัญหามันอาจไม่ใช่อยู่ที่ "แมลงสาบ"
แต่มันอยู่ที่ความสามารถในการรับมือกับปัญหาที่เข้ามารบกวนมากกว่า
Sundar Pichai
เลยเริ่มตระหนักว่า....ที่ผ่านมา...
สิ่งต่างๆที่ทำให้ตัวเค้าหัวเสีย
ไม่ว่าจะเสียงบ่นจากเจ้านาย พ่อแม่ ลูกค้า หรือ คนใกล้ตัว
หรือความเครียดต่างๆที่เกิดขึ้นกับเขา
จริงๆแล้วมันอาจจะไม่ใช่ปัญหาเลยก็เป็นได้
อารมณ์ หรือ ความรู้สึกต่างๆเหล่านั้นเกิดจากเราเอง
เรานี้แหละ ที่ไม่สามารถรับมือกับสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้
เพราะจริงๆแล้วเราคือคนที่เลือกเองว่าจะรู้สึกยังไงกับสิ่งรบกวนเหล่านั้น
มันไม่ใช่เพราะรถติดแล้วทำให้เราหัวเสีย
แต่มันคือปฏิกิริยาของเราที่ใช้ในการรับมือกับปัญหาต่างหาก
บางทีถ้าไม่มีสติเราอาจหงุดหงิด อารมณ์ร้อนมากยิ่งขึ้น
พอรถยิ่งติด เรายิ่งรีบ สุดท้ายบานปลาย
นำไปสู่อุบัติเหตุรถชน
หรือในกรณีของแมลงสาบ ยิ่งพยายามปัดออกจากเสื้อ
สุดท้าย มันอาจบินมาเกาะหน้า หรือบินเข้าปาก
ยิ่งไปกว่านั้นถ้าคุณพยายามวิ่งหนี
คุณอาจสะดุดล้มเป็นแผลใหญ่โตก็ได้
ดังนั้น จงจำไว้ว่า...ยิ่งวิธีการรับมือที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งทำให้ปัญหา ยุ่งเหยิงใหญ่โต
สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่แค่การ React หรือแค่ตอบสนองปัญหาด้วยสัญชาตญาณ
แต่มันต้องเป็นการ Respond หรือรับมือด้วยกระบวนการคิดที่ถูกต้อง
ผ่านการใช้สมองไตร่ตรอง เพื่อควบคุมต้นตอของปัญหา ไม่ให้มันบานปลายเกินแก้ไข
คนที่มีความสุข ไม่ใช่เพราะทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตมีแต่เรื่องที่ถูกต้องตามแผนที่วางไว้หรอกนะ
แต่ที่เขามีความสุข เพราะสติและทัศนคติที่ดี ที่มีต่อปัญหาต่างๆ ในชีวิตมากกว่า
คุณเลือกเอาเองละกันว่าอยากรับมือกับปัญหาแบบ React หรือ Respond
ที่มา : https://www.facebook.com/groups/685357704847197/posts/4112035645512702/
Monday, July 5, 2021
omotenashi จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น
แนะนำรุ่นไหนดี ??
เวลาไปร้านอาหารแล้วนึกเมนูไม่ออก
หลายคนคงถามกัปตันร้านว่ามีอะไรแนะนำบ้างมั้ย
และถ้ากัปตันแนะนำจานปลาจานหนึ่ง
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่กัปตันแนะนำนั้นเพราะว่าปลาสดและอร่อยเพิ่งเข้ามาจริงๆ หรือเพราะกัปตันถูกสั่งจากเจ้าของให้รีบผลักสต๊อกปลาเนื่องจากใกล้หมดอายุแล้ว หรือเพราะว่ากัปตันได้คอมมิชชั่นจากปลาตัวนั้นสูงเพราะกำไรดี
ไม่ต่างจากเวลาเราไปซื้อทีวีซักเครื่องหลังจากไม่ได้ซื้อมาเป็นปีไม่รู้ว่ารุ่นไหนดียังไง ยี่ห้อไหนต่างจากยี่ห้อไหนยังไง พนักงานร้านใหญ่ๆบางคนก็สังกัดตามแบรนด์ก็จะเชียร์แบรนด์ตัวเอง หรือถ้าแนะนำรุ่นนี้ ยี่ห้อนั้น
เราก็ยังไม่แน่ใจว่าที่น้องเขาแนะนำนั้นเป็นเพราะน้องได้คอมมิชชั่นเยอะจากรุ่นที่แนะนำ หรือร้านให้ผลักสต๊อก หรือว่ารุ่นนั้นดีจริงๆ
เวลาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแนวทีวี ตู้เย็นอะไรแบบนี้ ถามน้องเขาทีไรก็จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งทุกที
.......
ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นเชนสโตร์ที่ญี่ปุ่นชื่อ โนจิม่า
ไม่ได้เป็นร้านใหญ่โตอะไรนักและต้องแข่งกับคู่แข่งอย่าง big camera และร้านออนไลน์ที่เน้นราคาถูกเป็นหลัก
แต่ร้านนี้มีวิธีคิดและสร้าง “ทีเด็ด” ของร้านด้วยการเน้นการบริการเป็นหลัก
ด้วยสินค้าที่คล้ายๆกับคนอื่น แต่โนจิม่ามาเน้น “ความเป็นกลาง” ในการขาย
ไม่รับเซลล์แต่ละแบรนด์ที่มายืนเชียร์สินค้า ยอมตัดกำไรตรงนั้นออกไป
แล้วอบรมพนักงานในศึกษาทุกแบรนด์ให้ละเอียด
และต้องบอกให้ได้ว่าแต่ละแบรนด์มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกันอย่างไร
ถ้ามีคุณยายมาซื้อเครื่องซักผ้า พนักงานก็จะช่วยเป็นที่ปรึกษา
เข้าใจคุณยายตั้งแต่ว่าคุณยายอยู่คนเดียวมั้ย มีลูกหลายช่วยรึเปล่า
ซักวันละกี่ชิ้น แล้วอีกสิบปีพอยกฝาไม่ไหวจะทำอย่างไร
แล้วก็จะแนะนำรุ่นที่เหมาะสมให้
ซึ่งความใส่ใจ ความเป็นกลางและความเข้าใจความต้องการเฉพาะบุคคลนี้หาไม่ได้จากในเน็ต
หรือในร้านใหญ่ที่แข่งด้านราคา
ความทุ่มเทของพนักงานก็ทำให้ลูกค้าเกรงใจไม่กล้าไปถามแล้วไปซื้อในเน็ตอีกด้วย
ทำให้โนจิม่ามี positioning ที่ชัดเจน
มีลูกค้าประจำเป็นของตัวเองและอยู่รอดได้ในสภาวะการแข่งขันสูงแบบนี้
เรื่องราวคล้ายๆกันนี้ผมก็นึกถึง J.I.B ที่ตอนนี้เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการไอทีไทย
ตั้งแต่ตอนที่จิ๊บเปิดร้านเล็กๆร้านแรกที่เซียร์ รังสิต
เขาแทบไม่มีสต๊อกของตัวเอง ราคาก็สู้รายใหญ่ไม่ได้
แต่จิ๊บอาศัยความจริงใจ ใช้เวลากับลูกค้าแต่ละคนนานมากๆในการถามลักษณะการใช้งาน
และประกอบคอมพ์ตามความต้องการจริงๆ
มีปัญหาก็กลับมาได้และจิ๊บก็ดูแลอย่างดี
ลูกค้าหลายคนมาถามแล้วไปดูราคาร้านอื่นถูกกว่าก็ยังเดินกลับมาซื้อกับจิ๊บ
ที่แพงกว่านิดหน่อยก็เพราะความเกรงใจและความใส่ใจที่จิ๊บมีให้
ทำให้จิ๊บค่อยๆมีธุรกิจจนเติบใหญ่กลายเป็นเจ้าพ่อไอทีไทยจนวันนี้
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=292306168901757&id=101815121284197